INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประสบการณ์ไปเมืองนอกครั้งแรก

ประสบการณ์ไปเมืองนอกครั้งแรก
พี่บู๊ (คนเคยหนุ่ม)

เพื่อนดูถูกว่า “ขนาดไอ้บู๊ ยังไปเมืองนอกได้   
เมื่อสมัยผมยังเด็ก เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ คิดว่าการไปต่างประเทศเป็นเหมือนความฝัน เพราะไปยากมาก มีอยู่ ๒ หนทางเองที่จะได้ไปเมืองนอก คือเรียนเก่ง สอบชิงทุนได้ หรือหาเงินไปเป็นทุนเล็กน้อย แล้วไปฟันฝ่า ต่อสู้ชีวิตเอา ผมมีเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน เข้าอยู่ในทั้ง ๒ พวกนี้จำนวนมาก แต่ผมเพียงแค่สมัครเข้าทำงาน และบรรจุเป็นข้าราชการให้ได้ ไม่ได้คิดทะเยอทะยานไปถึงต่างประเทศกับเขาเลย อาจจะรู้สึกล้าเรื่องการเรียน และอยากมีรายได้ของตนเอง
    ในปี ๒๕๑๑ ผมเรียนจบจากเกษตรช้ากว่าเพื่อนไป ๒-๓ เดือนเพราะต้องเรียนในภาคฤดูร้อนด้วย เนื่องจากเรียนตกบ่อยๆ จึงไม่สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ทันในปีนั้น  ต้องเป็นลูกจ้างชั่วคราวเสีย ๑ ปีเต็มๆ เสร็จแล้ว ได้ไปบรรจุทำงานที่สำนักงานเกษตร ที่ฉะเชิงเทรา ในช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๑๒  ที่จังหวัดนั้น ผมมีโอกาสทำงานที่นั่นถึงเกือบ ๑๐ ปี  ผมได้ทั้งเพื่อน ทั้งความหลังที่ประทับใจ จนปัจจุบัน ยังไปมาหาสู่กับเพื่อนๆกันอยู่  ในการทำงานที่นั่นมีช่วงหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสดูแลสมาชิกยุวเกษตรกรอเมริกัน ซึ่งมาอยู่กับครอบครัวเกษตรกรในประเทศไทย และอยู่ที่ฉะเชิงเทราประมาณ ๓ สัปดาห์ เป็นนิสัยส่วนตัวของผมอยู่แล้วที่ชอบบริการ ผมจึงดูแลยุวเกษตรกรอเมริกันคนนี้อย่างเต็มที่ และสนุกกับงานแบบนี้อยู่แล้วด้วย ผมเคยคุยกับยุวเกษตรกรอเมริกันว่าอยากจะไปอเมริกาแบบนี้บ้าง  และในที่สุดเมื่อเสร็จสิ้นโครงการของเขา ยุวเกษตรกรคนนั้นได้เสนอชื่อผมให้ได้รับพิจารณาคัดเลือกในปีต่อไป เป็นบุญคุณที่จำได้ แต่ไม่ได้ตอบแทนเพราะอยู่ห่างไกล แล้วผมก็ได้ไปสอบคัดเลือกโดยการสัมภาษณ์  ผมได้ที่ ๓ แต่ทุนมีแค่ ๒ ทุน ชีวิตผมที่ผ่านมามักจะมีความผิดพลาดเฉียดๆแบบนี้ทุกครั้ง
    คงเป็นเพราะดวงดีอยู่บ้าง ทั้งๆที่หมดความหวังไปแล้ว ปรากฏว่ารุ่นพี่ที่สอบได้ที่ ๑ ไม่สบาย จำเป็นต้องสละสิทธิ์ ผมจึงมีโอกาสได้รับการคัดเลือก ไชโย ได้ไปเมืองนอกกับเขาแล้ว สมัยนั้น ต้องมีการเตรียมตัวตัดเสื้อผ้า ซื้อของฝาก เตรียมของไทยๆไปแสดง แม่ของผมมีบทบาทสำคัญมากในการเตรียมตัวครั้งนี้ สิ่งของที่แม่เตรียมไว้ เช่นสมุดภาพแบบไทยๆ ได้ใช้ที่โน่นอย่างเต็มที่  จนกระทั่งก่อนเดินทาง ก็มีการเลี้ยงส่งกันที่ฉะเชิงเทรา งานเลี้ยงนี้ แค่นั่งกับพื้นล้อมวงดื่มสุราแม่โขงโซดา จนเมามาย ทุกคนดีใจไปกับผมด้วย และในที่สุด ก็เริ่มเดินทาง ประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๔ ในสมัยนั้น ดอนเมืองยังเป็นสนามบินอาคารเก่าสุด ที่ท่านผู้ใดไม่เคยไปเมื่อ ๔๐ ปีเศษที่แล้ว คงนึกภาพไม่ออก อาคารเป็นแบบเปิด ภายหลังได้ปรับปรุงติดเครื่องปรับอากาศ  ใช้เป็นอาคารที่ต้อนรับบุคคลสำคัญของประเทศ  ในวันนั้นมีญาติมิตรมาส่งผมกันมากมาย ทั้งจากฉะเชิงเทรา จากที่ทำงานส่วนกลาง เพราะการเดินทางสมัยนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจมากๆ  กว่าจะเดินทางกันได้ก็หมดฟิล์มไปหลายม้วน
    ผมไปกับรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อว่าพวงแก้ว ซึ่งเขาสอบได้เป็นตัวจริง พวงแก้วดีกับผม และสนิทกับผมมาจนกระทั่งเกษียณอายุราชการไปด้วยกัน เราได้เดินทางไปเปลี่ยนเครื่องบินที่ฮ่องกง สมัยนั้นไม่ได้ขึ้นเครื่องบินกันง่ายๆ ผมจึงขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต รู้สึกตื่นเต้น และสนใจไปหมดทุกอย่าง แอร์โฮสเตสในสมัยนั้น สวยมาก โดยเฉพาะเมื่อถึงฮ่องกงแล้ว ขึ้นไปรอเปลี่ยนเครื่องบินที่ห้องพักผู้โดยสาร มีสาวๆฮ่องกงเป็นเจ้าหน้าที่ใส่ชุดสีแดงเดินไปเดินมาในห้องผู้โดยสาร ซึ่งเข้าใจว่าสีแดงเป็นสีของสายการบิน North West Airline สาวๆที่เดินไปมานี้สวยมากทุกคน เหมือนเป็นนางฟ้า เดินอยู่บนวิมาน ก็ไม่ผิดนัก
    หลังขึ้นเครื่องNorth West ของฮ่องกงแล้ว แอร์พูดภาษาไทยไม่ได้ ทำอะไรต้องดูคนข้างๆ เช่นเขาเอาอาหารมาบริการ ก็ต้องดูว่าเขาคิดเงินหรือไม่ ที่มีปัญหาด้านการติดต่อครั้งแรกคือ ผมได้ขอผ้าห่มกับแอร์ว่า Can I have a blanket? แอร์ฟังแบบไหนไม่ทราบหันมาถามว่า Some beer? ผมก็ฟังไม่ถนัด คิดว่าผ้าห่ม เลยตอบว่าใช่ ไม่นานนัก แอร์คนเดิมเอาเบียร์มาให้ ผมเลยถึงบางอ้อ ว่าแอร์คงฟังเป็นเบียร์ ผมเองก็ขี้เกรงใจ ไม่กล้าถามหาผ้าห่มอีก กลัวจะได้เบียร์อีกกระป๋องหนึ่ง คืนนั้นเลยนอนหนาวทั้งคืน
    เมื่อถึงเมือง Seattle รัฐ Washington ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องตื่นตาตื่นใจกับความเจริญรุ่งเรืองของอเมริกา นับเป็นเมืองที่สวยงามเมืองหนึ่ง เพราะตึกใหญ่สวยงามเรียงรายอยู่บนหุบเขารอบๆ  มีแอ่งของเมืองอยู่ตรงกลาง และกึ่งกลางแอ่ง มีหอคอยสูงๆเรียกว่า Space Needle ตั้งตระหง่านขึ้นมา นี่เป็นอเมริกาแห่งแรก และต่างประเทศครั้งแรกในความประทับใจ ต่อจากนั้น ในชีวิตผมได้ไปที่นั่นอีกเป็นบางครั้ง และไม่เคยเบื่อความสวยงามและทันสมัยทีนั่นเลย ถ้าจำไม่ผิด โรงแรมที่ผมพักชื่อว่า Heart of Seattle ไม่ทราบว่าจะยังอยู่หรือไม่
    ผมมีพี่สาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันอยู่ที่นั่น พี่สาวและพี่เขยดีใจมากที่ผมได้มา เขาได้มาดูแลผมทุกวันในช่วงที่ผมเข้าอบรมที่เมืองนี้ ก่อนที่จะไปเข้าโครงการ  ในวันแรก พี่ได้พาไปเที่ยวชายทะเล สวยงาม อากาศเย็นสบาย ไม่ต้องใส่เสื้อหนาวเลย ตอนเย็นได้พาไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้าน ได้รู้จักขนมปังฝรั่งเศสที่เป็นท่อนยาวๆในวันนั้น รู้สึกว่าชอบมาก เพราะยังร้อนๆใหม่ๆอยู่ ปัจจุบัน ขนมปังแบบนี้มีที่ร้านขนมปังทุกแห่งในกรุงเทพนี้  แต่ถ้าทิ้งไว้นาน จะไม่น่ารับประทานเหมือนทำใหม่ๆ
    พอวันที่ ๒ ผมคิดว่าอากาศคงจะเหมือนเมื่อวาน คงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก จึงได้แต่งตัวแบบเดิม และเสื้อหนาวหนาๆอุ่นๆก็ยังไม่มี วันนี้ฝนตก พอเดินออกมานอกอาคาร ภายนอก โอ้โฮ ทั้งลมทั้งฝนหนาวมากจริงๆ ผมเดินตัวสั่นเพราะความหนาวทั้งวัน และทำให้เป็นหวัด จนค่ำพี่จึงได้พาไปซื้อเสื้อหนาวอุ่นๆ ประสบการณ์เรื่องที่ ๒ คืออากาศเปลี่ยนแปลงเร็วมากประมาทไม่ได้ เมื่อไปต่างประเทศในภายหลังอีก จะเห็นฝรั่งไปไหนก็มีเสื้อติดตัว แม้ว่าจะไม่หนาวก็ตาม เหมือนคนอังกฤษ ถือร่มทุกวัน
    ที่โรงแรม ผมอยู่ห้องเดียวกับผู้แทนยุวเกษตรกรจากนิวซีแลนด์ เป็นคนดีมาก เราสนิทกันอย่างรวดเร็ว และเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ในช่วงการการประเมินโครงการที่เมือง Washington D.C. ผมได้มีโอกาสอยู่ห้องเดียวกับเขาอีก ที่พักคืนแรก ผมเพิ่งเคยเห็นเตียงนอนที่เอาผ้าห่มที่มีผ้าหุ้มปูทับไปกับเตียง เวลานอนก็เพียงเอาตัวสอดเข้าไป ซึ่งปัจจุบันเป็นของธรรมดา ผมนอนทับอยู่บนผ้าห่ม เพราะกลัวที่ปูไว้จะยับ แต่เตียงของชาวนิวซีแลนด์ยับยุ่งไปหมด เขาถามว่าทำไมผมถึงไม่ห่มผ้าห่ม ก็ใครจะไปทราบได้ว่าเขานอนกันแบบไหน
    มีเรื่องที่ผมไม่มั่นใจว่าควรเล่าหรือไม่ เป็นความไม่มั่นใจตัวเองของผม กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่ร้าน มีเพื่อนชาวเอเซีย เข้ามาคนหนึ่ง ผมชวนเขาดื่มกาแฟ และเขาตกลง แต่พอเขาเก็บเงิน ผมก็จำได้ว่าที่เมืองนอกนี้ไม่ต้องเลี้ยงกัน ผมเลยเฉย แล้วเขาจ่ายเอง เขาคงโกรธผมน่าดู แล้วเขาก็ตามไปที่ห้องผม ดูของที่ระลึกที่ผมนำเป็นของฝาก ผมให้เขาไป ๑ ชิ้น เขาจึงกลับไปได้ ความจริงผมไม่ได้เป็นคนตระหนี่อะไร คงเป็นเพราะความไม่แน่ใจ แล้วไม่ได้ตัดสินใจ เป็นเรื่องน่าอายที่ไม่ลืมเรื่องหนึ่ง
    คืนสุดท้ายที่Seattle ผมกลับจากบ้านพี่สาว ถือแชมเปญมาขวดหนึ่ง เพราะบอกพี่เขยว่าไม่เคยดื่มแชมเปญ เห็นแต่ในภาพยนตร์ เลยซื้อมา ๑ ขวด คืนนั้น ผมและเพื่อนชาวนิวซีแลนด์ได้ดื่มแชมเปญกันทั้งคืน ไม่ได้นอนเลย คุยภาษาอังกฤษครั้งแรกของผม ใครว่าภาษาอังกฤษยาก คืนนั้น คุยยังกับว่าเป็นภาษาของตัวเอง หรือผมไม่ได้คุยเอง แชมเปญที่ดื่มกำกับให้คุยอีกที และเนื่องจากความมันในคืนนี้นี่เอง เป็นเหตุให้เราจองที่พักมาอยู่ด้วยกันในช่วงประเมินผลของโปรแกรมที่Washington D.C.อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกลับประเทศของตน
    ผมจะได้ไปอยู่กับครอบครัวชาวอเมริกันทั้งหมด ๙ ครอบครัว เพื่อฝึกช่วยทำงานฟาร์ม และเรียนรู้ชีวิตชาวอเมริกัน อยู่ที่รัฐ Idaho ๕ ครอบครัว และ Iowa อีก ๔ ครอบครัว รวมถึงครอบครัวของเกรซ ที่ได้เสนอชื่อให้ผมมีโอกาสได้สอบมาครั้งนี้ ที่Iowa ด้วย ในการได้มาครั้งนี้ ผมมีเพื่อนที่ฉะเชิงเทราคนหนึ่ง ก่อนมาอยู่ฉะเชิงเทรา เคยเดินทางไปทำงานแทบทุกจังหวัดทั่วประเทศ และเป็นเรื่องคุยเวลาเมาสุรากันว่าไปมาทุกจังหวัดแล้ว ผมเลยเขียนจดหมายไปคุยทับว่า ผมไปมาแค่ ๒ จังหวัดเอง คือจังหวัด Idaho และจังหวัด Iowa
    เมื่อถึงสนามบิน Idaho เจ้าหน้าที่ที่มารับที่สนามบินชื่อว่า มิสเตอร์ เวนย์ ชาร์บ ซึ่งตั้งชื่อผม ให้เรียกว่า แชฟ ถามว่าเหตุใดจึงเป็นหวัด ก็คงเป็นเพราะนอนหนาวบนเครื่องบิน อากาศเปลี่ยนกะทันหันโดยที่ไม่ได้มีเครื่องป้องกัน และคืนสุดท้ายซึ่งเพิ่งผ่านไปไม่นานนัก คืออดนอนทั้งคืน กว่าจะหายจากหวัดได้ต้องใช้เวลาหลายวันทีเดียว
    ที่Idaho นี้ ผู้คนชาว เมือง รวมทั้งเกษตรกร หรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร แต่งตัวแบบคาวบอย ใส่หมวก รองเท้าบูท ซึ่งเห็นได้ในที่สาธารณะทั่วๆไป เหมือนกับได้มาอยู่ในภาพยนตร์ที่ได้ดูตั้งแต่เด็กๆ เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่ายังแต่งอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ อยากให้รักษาสิ่งที่ดีๆนี้ไว้
    คืนแรกในวันแรกกับครอบครัวอเมริกัน เมื่อร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเย็น รู้สึกคิดถึงบ้าน และเดียวดายมากจนอยากร้องไห้  เพราะทั้งครอบครัว พ่อ แม่ลูกอีก ๒-๓ คน คุยกันเอง ไม่มีใครคุยกับผมเลย เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ผมก็ไปห้องที่จัดไว้ให้ แล้วก็คิดตั้งใจใหม่ เดินออกมา แล้วไปคุยกับลูกเขาที่ยังเล็กที่สุด ประมาณ ๘ ขวบในขณะนั้น เป็นเพื่อนใหม่คนแรกในอเมริกา ต่อจากนั้น สถานภาพทางจิตใจก็กลับคืน  ประเพณีของแต่ละสังคมย่อมแตกต่างกัน ถ้าเป็นของเรามีแขกมาอยู่ด้วย แขกมักจะเป็นอันดับ ๑ เสมอ เขาคงไม่กล้าหรือไม่คุ้นที่จะคุยกับเราก็ได้ พอดีครอบครัวนี้เคร่งศาสนา ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มกาแฟ และไม่สูบบุหรี่  ทำกิจกรรมทุกอย่าง รวมถึงการสมาคมกัน จะทำกันที่โบสถ์ในศาสนาของตนเอง  ขนาดพาผมไปดูภาพยนตร์ ยังไปดูภาพยนตร์เกี่ยวกับศาสนาของเขา เด็กๆไปเล่นกีฬาที่โบสถ์ พ่อและแม่นัดพบกันตอนเที่ยงที่โบสถ์เช่นกัน ในช่วงนั้น ผมยังสูบบุหรี่อยู่ ต้องออกไปสูบบุหรี่นอกบ้าน ที่อากาศเย็นๆ
    ครอบครัวนี้เป็นสัตวแพทย์ และเลี้ยงวัว เป็นเกษตรกรครึ่งหนึ่ง และอยู่คลินิกอีกครึ่ง ผมจึงยังมิได้ลงไปทำงานจริงๆ จนกระทั่งถึงครอบครัวที่ ๒
    ครอบครัวที่ ๒ นี้น่ารักมาก เขาปลูกมันฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชหลักของรัฐ Idaho นึ้ พ่อบ้านที่เป็นเกษตรกรพาผมไปทำงาน และพักผ่อนตามเขาตลอดระยะเวลา ช่วงนั้นปลูกมันฝรั่งเสร็จแล้ว เป็นช่วงปฏิบัติรักษา โดยเฉพาะการให้น้ำโดยใช้ท่อโค้งๆ(siphon tube)ดูดน้ำจากคลองซอย โดยใช้ระดับเป็นตัวดูด เอามืออุดปากท่อแล้วทิ่มเขย่าๆลงในน้ำ ให้น้ำทะลักขึ้นมา แล้ววางทิ้งไว้ น้ำก็จะไหลต่อมาเรื่อยๆ ทุกๆเช้าต้องไปเปลี่ยนสถานที่ให้น้ำทุกวัน เพราะแต่ละจุดไม่จำเป็นต้องได้รับน้ำทุกวัน ในคลองซอยที่ทดน้ำ จะมีรถบรรจุถังคล้ายถังน้ำมัน แต่บรรจุก๊าซไนโตรเจนมาถ่ายให้กับน้ำ เป็นปุ๋ยไนโตรเจนในน้ำ ทำให้ไม่ต้องใส่ปุ๋ยก่อนปลูก สำหรับสารฟอสเฟต นั้น จะใส่ไปหลังจากการเก็บเกี่ยว ก่อนทิ้งแปลงไว้ให้หิมะตก เพราะฟอสเฟตถูกตรึงไว้กับดินระยะหนึ่ง  ในการทดน้ำนี้ ต้องตื่นตั้งแต่ตี ๕ เป็นเวลาที่สว่างแล้ว และเริ่มออกทำงานเลย กว่าจะมืดก็ตั้ง ๒-๓ ทุ่ม ฤดูร้อนในตอนบนของโลก นั้น กลางวันยาวมาก และกลางคืนสั้นมาก ไร่มันฝรั่ง มีคนงานเม็กซิกันดูแลอยู่ ๒-๓คน พื้นที่ ๒-๓ แปลง รวมประมาณ ๕-๖พันไร่  มีเครื่องมือทุ่นแรงพร้อม และมีโรงเก็บหัวพันธุ์ เก็บผลผลิตก่อนจำหน่าย พ่อบ้านพาผมไป มีหน้าที่ตรวจดูแปลงอาการมันฝรั่งและพูดคุยกับคนงานที่คุมไร่ ทุกคนใช้รถปิคอัพ มีแต่แม่บ้านและลูกๆที่ใช้รถเก๋งเวลาเข้าเมือง
    พ่อบ้านพาผมไปดูการแข่งจักรยานยนต์บนเขา ดูเสี่ยงอันตราย แต่ฝรั่งมีนิสัยชอบผจญภัยอยู่แล้ว กีฬานี้จึงเป็นที่นิยม  และได้ไปดูโรงงานทำ French Friedซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับความนิยม และกรรมวิธีก็ประณีต ในบ้านเราเดี๋ยวนี้ก็แพร่หลายมาก ผมกล้าพูดได้เลยว่า ผมชอบ แฮมเบอร์เกอร์ และ French Friedและเป็นอาหารที่ผดุงชีวิตอันยากไร้ ถ้าไม่มีผู้ใดชี้แนะให้ไปบริโภคอย่างอื่น ก็รับประทานแต่อาหารเหล่านี้ เมื่อไปใช้ชีวิตในต่างประเทศของผมตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ขณะนี้ ก็ยังชอบรับประทานอยู่หลายๆครั้ง  
ในช่วงที่อยู่ในครอบครัวนี้ ผมได้ไปเข้าร่วมการประชุมยุวเกษตรกรระดับรัฐ ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐของเขา ที่นั่น ได้พบกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรที่น่ารักหลายท่าน ซึ่งมีอยู่ท่านหนึ่งที่ภายหลัง ได้มาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ประเทศไทย  ปกติแล้ว สมาชิกที่มาประชุมไม่ได้สนใจผมนัก ส่วนใหญ่ก็เดินคนเดียว จนชิน ถ้าเป็นฝรั่งมาประชุมที่เมืองไทยละก้อ ไม่มีโอกาสอยู่คนเดียวหรอก  จนถึงวันที่ผมจะต้องกล่าวในที่ประชุมใหญ่ จำไม่ได้ว่ากล่าวประการใดบ้าง แต่ที่ประทับใจคือเมื่อกล่าวเสร็จแล้ว ทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมได้ยืนขึ้นปรบมือพร้อมๆกัน เป็นการให้เกียรติที่ประทับใจมาก ไม่รู้ลืม
    ขอแทรกตรงนี้ว่า ไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ใดทั้ง ๙ ครอบครัว นี้ ครอบครัวได้จัดให้ไปบรรยายเรื่องความเป็นอยู่ในประเทศไทย ผมได้แสดงภาพสไลด์ ภาพวิวและวัดวาอารามที่สวยๆงามๆ โชว์การแต่งกายแบบลูกทุ่ง โชว์ผ้าขาวม้าว่าใช้ได้หลายอย่างเป็นส่วนประกอบ และได้เปิดเพลง แล้วแสดงรำวงให้เขาดู ทั้งร้องเอง และรำคนเดียว ไปพูดที่ไหน รำหมด ไม่ใช่บ้านเราเสียอย่าง ทำไปแล้ว เขาก็ลืมเราเอง นอกจากนั้น ผมได้ชิมซอสพริกTabasco sauce ของเม็กซิโกให้ครอบครัวแรกๆดู ทั้งๆที่เผ็ดมาก แต่ผมก็อดทน ให้เขาเห็นว่าเรื่องเผ็ดนี้ เราสบายมาก แต่เกิดปัญหาที่เวลาไปที่ไหน เขาจะบอกต่อๆกันว่า ผมกินซอสนี้ได้เปล่าๆ แล้วให้ผมแสดงอยู่เรื่อย การบรรยายนี้ นอกจากสมาคมต่างๆเช่นไลอ้อน โรตารี่ ผู้สูงอายุแล้ว ยังไปที่โรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยมทั่วๆไปอีก บางแห่ง มีเด็กๆเขียนจดหมายมาหาภายหลัง ว่าชอบการแสดงของเรา ซึ่งเรื่องเขียนจดหมายตามมาขอบคุณนี้ เป็นประเพณีที่ประทับใจ เมื่อผมกลับมาบ้านแล้ว เวลาไปที่ไหน เมื่อจากไปแล้ว ผมจะเขียนจดหมายไปขอบคุณและเล่าความประทับใจทุกครั้ง นอกจากการบรรยาย แล้วผมยังมีการให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วิทยุท้องถิ่น ฯลฯ  อีกด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้รับจดหมายจากนักการเมืองท้องถิ่นแถวนั้น ในจดหมายมีคลิบข่าวหนังสือพิมพ์ของผม ติดกับการ์ดภาพของเขาที่เขียนว่า I read something about you.
    ตั้งแต่พักกับครอบครัวแรกได้มีการทำข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และลงประวัติว่าผมเป็นคนไทยที่จบจากเกษตร พร้อมทั้งรายการว่าจะพักที่ใดเมื่อไหร่ พอถึงครอบครัวที่ ๒ ได้รับโทรศัพท์จากคนไทย คนหนึ่ง ชื่อพี่ประวิง จบจากเกษตรเหมือนกัน ก่อนผมประมาณ ๖ รุ่น พี่ประวิงได้มาหา และพาผมไปเที่ยวบ้าน ดื่มเบียร์คุยกันอยู่วันหนึ่ง เป็นวันที่ได้คุยภาษาไทยหลังจากที่ได้พักกับครอบครัวมานานแรมเดือน พี่ประวิงมาทำงานเกี่ยวกับชลประทานแถวนี้ และเป็นน้ำใจของรุ่นพี่ที่ได้ติดต่อมา
    หลังจากการประชุมที่มหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็ถูกนำมาที่ครอบครัวที่ ๓ โดยรถโรงเรียนสีเหลือง ที่เห็นเหมือนกันหมด ในอเมริกา  ตอนที่เดินทางในระยะเวลานี้ ได้ผ่านแม่น้ำ Snake River ซึ่งพ่อบ้านได้แนะนำว่าเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่โด่งดังสมัยก่อน ถ้าจำไม่ผิด คือเรื่อง The River of No Return ครอบครัวที่ ๓ นี้เป็นครอบครัวเลี้ยงวัวเนื้อ ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวคาวบอย ที่สนุกสนาน นอกจากการทำงานในไร่แล้ว ซึ่งขณะนั้น เป็นระยะเวลาที่ซ่อมแซมรั้ว ที่กั้นเป็นล้อคๆเพื่อให้วัวได้เปลี่ยนพื้นที่เล็มหญ้าแปลงต่างๆสลับกัน ให้หญ้ามีโอกาสเติบโตขึ้นใหม่ ยังมีกิจกรรมที่ประทับใจ คือดื่มเบียร์เป็นประจำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมปฏิบัติที่เมืองไทยอยู่แล้ว จึงถูกชาตากันมาก พอดีขณะที่พักกับครอบครัวนี้ ตรงกับช่วงเทศกาลวันประกาศอิสรภาพของอเมริกา( ๔ กรกฎาคม)  ที่นั่น ได้ฉลองเสียหลายวัน มีขบวนรถพาเหรดของเมือง และแน่นอนที่สุด มีการดื่มฉลองจนเมามาย เป็นความทรงจำที่ไม่รู้ลืมอีกครั้งหนึ่ง
    ครอบครัวที่ ๔ เป็นบ้านแบบ trailer ๒ หลังประกบกันบนเนินสูง ดูกะทัดรัดแต่น่าอยู่ มีการปลูกพืช และเลี้ยงวัว มีพ่อ แม่ และลูกซึ่งกำลังเป็นวัยรุ่นอีก ๑ คน ครอบครัวนี้ทำอาหารอร่อย มีเรื่องที่น่าจดจำเกิดขึ้น ขณะที่อยู่ที่นี่ ๓ เรื่อง คือเรื่องหนึ่ง ผมคิดขึ้นเอง ขณะที่ทำงานในฟาร์ม เหนื่อยๆอยู่ พ่อบ้านสั่งให้ไปเอาพลั่วมา “ go to take a shovel”  แต่ผมไปอาบน้ำ เพราะได้ยินว่า “go to take a shower”  เล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัวฟังเขาชอบใจกันมาก เรื่องที่ ๒ นี้เป็นเรื่องจริง คือปกติงานหนักทีสุดที่ต้องทำบนเนินเขา คือเปลี่ยนท่อน้ำ sprinkler ซึ่งต้องยก หนักมากพอสมควร และทำทุกเช้า และเย็น มีอยู่เย็นหนึ่ง เสร็จงานแล้ว เหนื่อยมาก เพราะทำมาทั้งวัน และกลางวันยาว ทำกันเป็น ๑๐ ชั่วโมง กำลังรับประทานอาหารอยู่ เสียงพ่อบ้านเปรยเรียกชื่อผม คล้ายกับจะให้ไปเปลี่ยน sprinkler ผมตกใจร้อง “หา” ออกมาดังๆ เป็นที่ขบขันของครอบครัว และเรื่องที่ ๓ ผมเปรยกับครอบครัวว่าอยากจะดูภาพยนตร์เรื่อง Love Story ซึ่งโด่งดังมากในสมัยนั้น ลูกของเขาจะเป็นผู้พาไป แต่ต้องรอวันที่ แฟนเขาว่างก่อน จึงไปด้วยกัน เมื่อไปถึงปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นหมดรายการออกไปแล้ว จึงพาผมไปดูเรื่องอื่น ผมรู้สึกคิดถึงบ้านมาก เพราะ ถ้าเป็นที่บ้าน หากมีแขกอยากจะดูภาพยนตร์ ผมคงจะพาไปดูนานแล้ว อยู่ที่นั่น ต้องฝึกเป็นคนอดทน ไม่มีความรู้สึกผิดหวัง ไม่โกรธ และไม่พูดอะไร เพราะเราต้องอยู่กับเขา ทำให้เขารักเราเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด และผมได้นำวิธีนั้นมาปฏิบัติต่อในการทำงาน จนปัจจุบัน วิธีระบายของผม คือเขียนจดหมายกลับมาทางบ้าน  ทุกสัปดาห์ ผมจะเขียนถึงบ้าน และที่ทำงาน จะเขียนอะไรก็ได้ เพราะไม่มีผู้ใดอ่านออก จนผมมีความรู้สึกว่า ผมเขียนได้ดีกว่าที่จะพูดเอง ต่อจากนั้น อีกหลายๆปี ผมได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวนี้อีก เพราะเขียนจดหมายติดต่อกัน
     นอกจากนั้น ผมยังเขียนถึงบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์ คือ Continental Grain เป็นประจำ เพื่อเล่าเหตุการณ์ว่าผมทำอะไรบ้างในโครงการนี้   ทางสปอนเซอร์ได้เอาเรื่องราวของผมไปลงในหนังสือjournal ของเขาด้วย และยังเชิญผมไปเยี่ยมบริษัทที่ IOWA และ New York ในระหว่างการเดินทาง
    สำหรับครอบครัวที่ ๕ เป็นครอบครัวสุดท้าย ในรัฐนี้ที่ผมอยู่ มีลูกอยู่หลายคน และผมก็นอนกับลูกๆที่เป็นผู้ชายของเขา ที่นี่ มีเหตุการณ์ที่ประทับใจ คือ เขาจัดให้มีกิจกรรมที่เรียกว่า Tubing  Party โดยที่เด็กๆจนถึงวัยรุ่นแถวนั้นหลายๆคนใช้ยางในรถยนต์ ล่องไปตามน้ำเป็น ๑๐ กิโลเมตร แล้วไปปิ้งบาร์บิคิว แฮมเบอร์เกอร์ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง จึงขึ้นรถแยกย้ายกันกลับบ้าน
    ที่รัฐ Idaho นี้มีลักษณะเป็นหุบเขา เข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Rocky ถนนสายหลักจะเลียบลำแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวตลอดปี มีต้นสน Ponderosa เรียงรายอยู่ทั้งรัฐ ดูร่มรื่นไปหมด น้ำที่ไหลเชี่ยวนี้ เป็นต้นเหตุของปาร์ตี้ที่เล่าให้ฟัง ตอนลงน้ำแรกๆก็สนุกดี แต่เมื่อขึ้นมาพัก คราวนี้ทรมานแทบตาย เพราะน้ำเย็นเฉียบ แทรกเข้าไปทุกอนูของร่างกาย คิดดูแล้วกันว่าจะต้องทนหนาวสั่นไปเป็น ๑๐ กิโลเมตร ลอยไปตามน้ำที่ไหลเชี่ยวนั้น ดูบนฝั่งเห็นเป็นเรื่องน่าสนุก แต่ต้องไปลองเองถึงจะทราบ พวกฝรั่งคงไม่เป็นไรเพราะเขาเกิดที่นั่น และเคยชิน แต่ที่ Made in Thailand อย่างผมนี่แย่หน่อย เมื่อถึงสถานที่นัดหมายแล้ว ใครๆก็ถามว่าสนุกไหม ผมก็ต้องตอบว่าสนุกมาก แต่ยังสั่นทั้งตัวอยู่เลย เพราะทรมานมาตั้ง ๑๐ กิโลเมตร  วันนั้น ผมรับประทาน แฮมเบอร์เกอร์ไป ๕ อันได้เพราะไม่ได้รู้สึกอิ่ม และมีสาวญี่ปุ่นที่เกิดที่นั่น ในระดับวัยรุ่น มาขอถ่ายรูปผม แต่ผม ขอถ่ายรูปในท่ากัดแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นเดียวกับเขา แล้วให้คนอื่นคลิกกล้องถ่ายรูปให้ เขาตกลง และได้ส่งรูปที่ถ่ายให้ผมภายหลังด้วย รูปนั้นยังเก็บไว้จนถึงปัจจุบัน
    กับครอบครัวนี้ ผมได้มีโอกาสไปตัดฟืน คือต้นสน Ponderosa ในป่า เพื่อไว้ใช้สำหรับเตาผิงในฤดูหนาว ได้ค้างคืนกลางป่า ริมแม่น้ำ โดยใช้ถุงนอน (sleeping bag) ในเต็นท์ กลางคืนอากาศเย็นสบาย หนาวนิดๆ นอนฟังเสียงสัตว์ป่าโหยหวนเป็นธรรมชาติเหมือนกับในภาพยนตร์ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอันหนึ่ง รู้สึกว่าการตัดไม้นี้ จะต้องขออนุญาตทางการก่อน เหมือนกับการตกปลาล่าสัตว์ ก็ต้องมีการซื้อใบอนุญาต
    นอกจากนั้นแล้ว ผมมีโอกาสไปทำงานนอกครอบครัว ประมาณ ๔-๕ วัน โดยช่วยกันขนหญ้าแห้งใส่ท้ายรถแทรกเตอร์ไปเก็บไว้ในยุ้ง สำหรับเลี้ยงวัวในฤดูหนาว  หญ้าแห้งก้อนหนึ่งหนักประมาณ ๔๐ กิโลกรัม ดูไม่น่าจะหนัก แต่ถ้าขนทั้งวัน แค่นี้ก็ถือว่าหนักน่าดู ทำงานครั้งนี้ ได้เงินค่าจ้าง สำหรับซื้อของฝากกลับบ้าน แต่พอซื้อกลับไปแล้ว ไม่มีผู้ใดอยากได้ของฝากเหล่านี้ เพราะผมเลือกของไม่เป็น มีแต่ของที่บ้านเรามีอยู่แล้วทั้งสิ้น
    พยายามคิดว่า ขณะอยู่กับครอบครัวไหน  ที่ได้ไปเข้าค่ายยุวเกษตรกรกับเด็กๆของเขา รู้สึกว่าเป็นที่รัฐไอดาโฮนี้เอง ที่ค่ายนี้ มีที่พักเป็นหลังๆลักษณะ Lock Cabin หลังหนึ่งมีเตียง ๒ ชั้น สำหรับ ๒ คน แต่ผมถูกจัดให้อยู่คนเดียว ห้องน้ำห้องส้วมแยกออกไปเป็นอีกหลัง ที่ทุกคนไปใช้รวมกัน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ไม่แบ่งแยก มีอ่างล้างหน้าเรียงรายเหมือนทั่วๆไป แต่ที่แปลกจากที่อื่น คือส้วมชักโครก ก็เรียงรายอยู่แถวหนึ่ง ไม่มีฝากั้น ผู้ใดอยากนั่งก็นั่งในอันที่ว่างได้เลย ไม่มีใครสนใจใคร เหมือนเป็นของธรรมดา ไม่ทราบว่าทางส่วนของผู้หญิงเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้เห็น แต่สำหรับผม ไม่มีความลำบากแต่ประการใดเพราะ สมัยเรียนอยู่หอพักชายที่เกษตร ก็มิได้มีความเรียบร้อยอะไรกันนัก โดยเฉพาะวันที่ต้องตื่นแต่เช้ามืด ที่เกษตรมีชั่วโมงเรียน ๖ โมงเช้า และตอนค่ำเป็นประจำ
    ที่ค่ายนี้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆขนาด ๑๐-๑๕ ปี แต่ผม อายุ ๒๕ แล้ว เด็กๆเล่นกับผมเหมือนเพื่อน ที่นั่น ไม่มีระบบเด็กผู้ใหญ่ ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้ เด็กเล็กๆที่นั่นทั่วๆไปแนะนำว่าผมเป็นเพื่อนกับเขา ผมบอกเด็กๆว่า ห้ามตบหัวผม เพราะคนไทยถือ ปรากฏว่าเด็กผู้หญิงแก่นๆคนหนึ่ง ลองตบหัวผมดู ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่เป็นไร ไม่ใช่บ้านเรา ยังไงเสีย เขาก็ยังมาเล่นพูดคุยกับเรา ลองคิดดูนะครับ อยู่ในสังคมแคบๆ ที่ไปไหนไม่ได้ ไม่ทราบว่าจะทำอะไร และไม่มีผู้ใดมาสนใจใยดี จะทรมานเพียงใด มีเด็กๆมาเล่นด้วย ก็ผ่านเวลาไปได้ส่วนหนึ่ง
    ในที่สุด ครั้งเดียวในชีวิตที่ Idaho ก็จบลง ผมมีโอกาสไปที่นั่นอีก ๑ ครั้ง เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวที่กล่าวแล้ว  ตลอดชีวิตนี้ ผมคงไม่ลืมสภาพป่าสน Ponderosa ถนนวิ่งไปตามหุบเขาขึ้นลง เลียบสายน้ำที่ไหลเชี่ยวทุกหนทุกแห่ง ความเงียบสงัด ยกเว้นเสียงน้ำไหล และเสียงลมเมื่อต้นไม้เสียดสีกันไปมา ผู้คนแต่งตัวแบบคาวบอย มีน้ำใจเหมือนกับชนบท หากพบรถเสีย หรือมีปัญหาจะจอดลงช่วยทันที บ้านเมืองในสมัยนั้น ค่อนข้างปลอดภัย ไม่ค่อยมีมิจฉาชีพ ขนาดแทรกเตอร์ ยังจอดทิ้งไว้ในไร่พร้อมกุญแจสตาร์ท ถามว่าผมอยากอยู่ที่ Idaho หรือไม่ ผมจะตอบโดยไม่ลังเลเลยว่าผมอยากอยู่ แต่ชีวิตถูกกำหนดให้อยู่ในสังคม และสิ่งแวดล้อมแบบไทยๆเสียแล้ว  จึงได้กำลังนั่งเขียนประสบการณ์อยู่นี่เอง
    การขึ้นเครื่องบินในสหรัฐอเมริกาค่อนข้างง่าย และหละหลวม เขาใช้วิธีไว้ใจกันและกัน ไม่มีการตรวจสอบมากนัก ผู้โดยสารว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ผมว่าเขา สอนให้คนมีความภูมิใจในตัวเอง มีศักดิ์ศรีที่จะช่วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาพะเน้าพะนอ คนแก่ๆที่นั่น เวลาหน้าหนาว ทราบว่ามักจะหลบไปอยู่ทางใต้ และที่เกิดขึ้นเสมอๆคือขึ้นเครื่องไปลงผิดเมือง แต่ก็ได้รับบริการช่วยเหลืออย่างดี จนไปถึงจุดหมายปลายทางได้
    รัฐ Iowa เป็นรัฐที่มีพื้นที่ราบ ตรงข้ามกับ Idaho เกษตรกรปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองสลับกัน คือถ้ามีที่อยู่ ๒ พันไร่ จะปลูกข้าวโพด ๑ พัน และ ถั่วเหลืองอีก ๑ พัน พอปีต่อไปก็สลับ ที่ปลูกข้าวโพดเป็นถั่วเหลือง และที่เป็นถั่วเหลือง ก็ปลูกข้าวโพด ที่เป็นเช่นนี้เพราะถั่วเหลืองเป็นพืชที่ช่วยบำรุงดิน และมีลักษณะรากเป็นระบบรากแก้ว ขณะที่ข้าวโพดเป็นระบบรากฝอย การปลูกสลับกัน อาจทำให้การดูดธาตุอาหารจากดินมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ก็จะกลบเศษลำต้น ใบลงดินเป็นอินทรียวัตถุ แล้วใส่ปุ๋ยฟอสเฟตทิ้งไว้ให้หิมะตก เมื่อหิมะละลาย เข้าฤดูใบไม่ผลิ ก็สามารถปลูกพืชรุ่นต่อไปได้ สำหรับปุ๋ยไนโตรเจนนั้น จะใส่ก่อนปลูกเพียงเล็กน้อย เพราะระเหย หรือศูนย์เสียง่าย
    เมื่อผมลงเครื่องบินที่รัฐ Iowa ได้รับการดูแลของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเป็นผู้หญิง ชื่อว่า แมรี่ เค มันซั่น ซึ่งในระยะต่อมาอีกหลายๆปีเคยมาที่เมืองไทย และผมได้มีโอกาสดูแลเขา และเราได้ส่งบัตร สคส.แลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ แมรี่ได้พาผมไปพักกับครอบครัวแรก ครอบครัวนี้มีลูกอยู่ ๒ คน คนโตเป็นที่พึ่งของครอบครัว แต่คนเล็กมีปัญหาเรื่องความพิการทางสมอง เป็นครอบครัวที่เลี้ยงวัวนม ซึ่งจะต้องรีดนมทุกวันเช้าเย็น แม้จะใช้เครื่องรีดอัตโนมัติ แต่ก็ต้องมีการเอาผ้าชุบน้ำทำความสะอาดหัวนมก่อน จึงเอาเครื่องรีดสอดเข้าไป การเช็ดหัวนมนี่แหละคือหน้าที่ที่ผมทำ และเผลออยู่ครั้งหนึ่ง วัวมันรำคาญหรือไงไม่ทราบ ยกขาเตะผมถูกที่ขมับข้างหนึ่งเจ็บหน้าดู แม้จะไม่ใช่คาวบอย หรือผู้เชี่ยวชาญเลี้ยงวัว แต่ก็โดนวัวเตะ เจ็บจนอธิบายไม่ถูก ต้องโดนเองถึงจะทราบ ที่นี่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงวัวนม ตั้งแต่ทุ่งหญ้า ที่ใช้มูลวัวเป็นปุ๋ย การต้อนวัวมาเข้าโรงรีด โดยใช้สุนัขต้อนวัว การทำความสะอาดโรงรีดนม และกรรมวิธีอื่นๆ
    ที่ Iowa นี้ มีเทศกาลที่อินเดียนแดงจากรัฐต่างๆมาพบปะประจำปี เผ่าที่ Iowa เรียกว่า Pow Wow มีอินเดียที่แต่งกายมีสีสันงดงามตามชุดพื้นเมืองของเขา ผลัดกันเต้นรอบกองไฟตามจังหวะกันตลอดเวลา มีการแสดงและจำหน่ายสินค้าของอินเดียนแดง ที่น่าสนใจคือรองเท้าสวยมาก เป็นที่ตื่นใจสำหรับผมเพราะเคยชอบดูภาพยนตร์คาวบอยบ่อยๆ มีข้อเขียนของอินเดียนแดงที่ผมประทับใจอยู่ ๒ อัน ดังนี้
        Before me peaceful.  Behind me peaceful
        Under me peaceful    Over me peaceful
        All around me peaceful
        Peaceful voice when he speaks
        I am everlasting and peaceful.   [Tau Kia Ah Ni]
    ความหมายนี้น่าจะเหมือนกับศาสนาพุทธ คือสัญชาตญาณของคน ต้องการความสงบ ซึ่งถือว่าเป็นความสุขที่แท้จริง และความสุข ณ ที่นี้หมายถึงว่ารอบๆตัวเราทั้งหมด รวมทั้งครอบครัว บิดามารดา ลูกๆ ภรรยาด้วย อินเดียนแดงคงทำสงครามมาเสียจนน่าเบื่อ
        That’s the seed come up.  That’s the stalks grow strong.
        That’s the people have corn. That’s happily they eat.
        Let the people have corn. To complete the road of life.
                                [Basket Dance, Chochita]
    เรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ ถ้ามีพืชผลอุดมสมบูรณ์ ทุกคนก็มีความสุข ใครบ้างอยากจะมีศึกสงครามรบกันแบบในภาพยนตร์ ที่เขาจำเป็นต้องรบเพราะถูกบุกรุกใช่หรือไม่ ถ้อยคำต่างๆเหล่านี้ สะท้อนความคิดของคนเขียนได้อย่างดี  ในปัจจุบัน ยังมีเผ่าอินเดียนแดงอยู่ ทั้งในสหรัฐอมริกา แคนาดา และโดยเฉพาะในอเมริกาใต้ ถ้าจำได้รู้สึกว่ายังพบใน คอสตาริก้า เม็กซิโก บราซิล และอาร์เจนติน่า
ครอบครัวที่ ๒ ที่ผมไปพักเป็นไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่ไพศาล เป็นฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ใช้เครื่องจักร เรียกว่า combine เก็บเกี่ยว โดยที่ทั้งพ่อและแม่บ้านจะไปช่วยกันทั้งคืนทั้งวัน โดยที่คนหนึ่งขับรถเก็บเกี่ยว ซึ่งสีเป็นเมล็ดเสร็จ อีกคนต้องขับรถแทรกเตอร์ต่อท้ายด้วย trailer คอยรับเมล็ดข้าวโพดจากรถเก็บเกี่ยว ที่เต็มแล้ว ไปส่งที่ ไซโลใกล้ๆ ผมมีหน้าที่ขับแทรกเตอร์ ในช่วงกลางวัน อยู่ในไร่ ทะเลข้าวโพด ตลอดจนเกิดแรงบันดาลใจให้แต่งกลอนเล่นๆขึ้นมา
    ทะเลcorn แผ่กว้างไปในฟ้ากว้าง   ดลจิตสร้างคำกลอนที่อ่อนหวาน
    เพลินแทรกเตอร์เพ้อคิดไปให้สำราญ  ว่านงคราญอยู่เคียงข้างกลางป่า corn
    ฉันจะเอื้อมมือกอดพร่ำพลอดรัก   และปกปักถนอมเจ้าจากเหล่าหนอน   
    แอบพรมจูบที่แก้มแดงถ้าแกล้งงอน   ทะเลcorn เป็นรังรักจักไม่มอง
    โอ้โชคร้ายไม่มีใครให้เคียงคู่    ได้แต่ตู่ฝันไปให้เศร้าหมอง
    มีแทรกเตอร์เป็นเพื่อนจิตคิดลำพอง  ใครไม่มองฉันบ้างก็ช่างมัน
            (Dicken, Iowa, September 15th,1971)
คงคิดว่าอยู่บนแทรกเตอร์ จะแต่งกลอนได้อย่างไร ขอเล่าให้ทราบว่าแทรกเตอร์สมัยนั้น มีเก๋งครอบที่นั่งขับขี่ มีเครื่องทำความอุ่นอยู่ข้างใน สำหรับป้องกันอากาศหนาว และมีวิทยุฟัง เหมือนรถยนต์ทั่วๆไป  แต่แอร์ไม่ต้องมี แค่เปิดหน้าต่าง อากาศหนาวยิ่งกว่าแอร์เข้ามา ต้องรีบปิดไม่ทัน ในขณะที่เก็บเกี่ยว ผมจะอยู่บนแทรกเตอร์ในไร่ตลอด คอยขับติดตามรถเก็บเกี่ยว รอรับเมล็ดข้าวโพด เมื่อข้าวโพดเต็มกระบะ trailer ผมก็จะขับไปที่ไซโล ถ่ายข้าวโพดลงตามกรรมวิธีที่นั่น
ครอบครัวนี้ได้พาผมไปเที่ยวเมืองเอมส์ ที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ และได้พาผมไปเยี่ยม บริษัทสาขาของ Continental Grain ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ในการเดินทางครั้งนี้ ทางบริษัทได้ให้พนักงานรุ่นหนุ่มขนาดผม พาผมไปรับประทานพิซซ่า และเบียร์ ซึ่งเป็นความนิยมของวัยรุ่นสมัยนั้น  ตอนแรกก็ร่วมกันดื่มอย่างสนุกสนาน เบียร์เหยือกต่อไปถูกสั่งโดยไม่ต้องถามว่าผมจะเอาอีกหรือไม่ เพราะดูยังมันๆอยู่ สำหรับเหยือกที่ ๓ เขาถามว่าจะเอาอีกไหม ผมก็ตกลงเอาอีก เขาก็สั่งให้ เมื่อหมดแล้ว เหยือกที่ ๔ ผมก็ยังรับอีก เขาถามว่าแน่ใจหรือ ผมก็ติดลม แน่ยิ่งกว่าแน่อีก แต่ไม่มีเหยือกที่ ๕ เพราะพอหมด เขาไม่ถามแล้ว รีบจ่ายเงินพาผมกลับไปส่งที่ครอบครัวเลย นิสัยการกินของคนไทยแบบผมกับฝรั่งต่างกันตรงนี้ ฝรั่งดื่มอย่างมีสติคอยยับยั้ง  แต่พวกเราติดลมไปแล้วเลิกยาก ต้องให้สุดๆเลย อนาคตไว้แก้ปัญหาทีหลัง
ปกติ แล้วทุกครอบครัวที่ผมพักด้วย มักจะให้ผมทำอาหารไทยให้รับประทาน ผมก็ทำข้าวผัดกับแกงจืดทุกครั้ง ไม่ได้หัดมาจากที่ใด ถึงคราวจนแล้วทำได้ทุกอย่าง  แต่ครอบครัวนี้ พิเศษ ที่ผมพบเพื่อน ที่เรียนเกษตรด้วยกันมา ชื่อยุพิน มาเรียนต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยของรัฐที่นี่ ผมจึงชวนให้มาทำกับข้าวให้ครอบครัวกิน ก็เป็นข้าวผัดเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้อาจจะมีกรรมวิธีสลับซับซ้อนขึ้น
เมื่อถึงเวลาไปอยู่ครอบครัวที่ ๓ มีกิจกรรมพิเศษที่ทั้ง ๒ ครอบครัวโทรนัดหมายไปปิกนิกที่จุดกึ่งกลาง เมื่อปิกนิกเสร็จ ผมก็นั่งรถกลับมากับครอบครัวที่ ๓ เลย ในระหว่างที่คุยกัน ครอบครัวเขาบอกต่อๆกันว่าผมขับรถแทรกเตอร์ได้ดีมาก งานหลักในครอบครัวที่ ๓ นี้ ผมก็อยู่บนแทรกเตอร์ และเป็นงานที่เกี่ยวกับเก็บเกี่ยวข้าวโพดเหมือนกัน แต่ครั้งนี้ ผมใช้กระบะหน้ารถ(bucket) ตักข้าวโพดสับที่มาจากต้น ทำเป็น silage ไว้เลี้ยงวัว ซึ่งมีหลายร้อยตัว
ครอบครัวนี้มีลูกเล็กๆอายุประมาณ ๒ ขวบ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ตกน้ำหลังจากที่ผมกลับมาประมาณ ๕ ปี ลูกคนนี้ เวลาตื่นเช้าๆ จะเรียกหาผมทุกวัน เพราะฝรั่งเลี้ยงแบบให้ช่วยตัวเอง ไม่ค่อยโอ๋ เอาใจใส่ แต่คนไทยรักเด็ก ชอบอุ้ม เล่นด้วยทุกวันจนติด มีอยู่วันหนึ่งที่ทั้ง ๒ สามี ภรรยาไม่อยู่ไปข้างนอก จึงได้ขอให้เด็กผู้หญิงรุ่นๆ มาเฝ้า ผมได้มีโอกาสคุยกับเด็กสาวนี้ พอดีเขาตัวอ้วนมาก  คงไม่ค่อยมีใครจีบ พอผมคุยกับเขาดีๆ ก็เลยนึกรักผม ติดต่อกันหลายเดือน จนเขาคงมีแฟนใหม่ จึงได้เลิกรากัน สำหรับผม จะมีแฟนกับเขาทั้งที ขอให้ผอมๆสวยๆสักคนก็ไม่เคยมีเลย ดวงหนอดวง
ครอบครัวนี้ เป็นครอบครัวที่ผมได้ติดต่อจนถึงในปัจจุบัน เขาเคยมีหลานมาเมืองไทย และผมได้ดูแลที่กรุงเทพ และเขามีหลานปู่ย่ามาอยู่กับครอบครัวที่มหาสารคาม ซึ่งผมตามไปเยี่ยมเยียน เมื่อขณะที่ลูกสาวผมเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ผมได้ให้ไปอเมริกาตอนปิดภาคฤดูร้อน อยู่กับครอบครัวนี้ และเมื่อลูกสาวผมจบมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ได้เดินทางไปอยู่กับครอบครัวลูกของเขา ที่Wyoming นอกจากนั้น ทั้งพ่อบ้านและแม่บ้านยังมาเที่ยวเมืองไทยให้ผมเป็นผู้ดูแล และพักที่บ้านผมในกรุงเทพด้วย ปัจจุบันก็ยังติดต่อกัน แต่สำหรับครอบครัวอื่นๆ หลังจากส่ง บัตรอวยพรคริสต์มาส แลกเปลี่ยนกันหลายๆปี จนกระทั่งผมต้องย้ายบ้าน แล้วทำที่อยู่หายไป ก็เลยขาดการติดต่อโดยปริยาย
ครอบครัวที่ ๔ ซึ่งเป็นครอบครัวของเกรซ ที่เป็นผู้เสนอให้ผมมีโอกาสได้มาครั้งนี้ คุณพ่อของเขาทำงานรับซื้อผลผลิตการเกษตร ค่อนข้างมีอายุในช่วงนั้น เกรซได้แต่งงานแล้ว แต่ได้มาพบผมที่ครอบครัวของเขา และพาผมออกไปชมวิวทิวทัศน์อยู่วันหนึ่ง ขณะนั้น เป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองทอง สีแดงหรือสีที่คล้ายๆกันสวยงามมาก เกรซได้พาไปเที่ยวหลุมฝังศพ บอกว่าชอบอ่านคำไว้อาลัยที่มีอยู่ตามหลุมต่างๆเหล่านั้น อ่านแล้วทำให้มโนภาพถึงผู้ที่นอนอยู่ในนั้น ว่ามีอดีตที่โลดแล่นประการใด บ้านของเกรซนี้ อยู่ที่ชายแดนระหว่าง Iowa และ Illinois ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำ Mississippi ที่กั้นเขตแดน ๒ รัฐนี้ เมื่อมองออกไปที่แม่น้ำริบๆ จะเห็นรัฐ Illinois อยู่ไกลๆ แม่น้ำนี้ไหลยาวไปออกทะเลที่อ่าวเม็กซิโก เมือง New Orleans เป็นเส้นทางขนส่งพืชไร่ที่สำคัญจากบริเวณแถบนั้น ถ้าไม่มีเกรซไปอยู่ในพื้นที่ผมทำงานอยู่ คงไม่ได้มีโอกาสมาตักตวงประสบการณ์ที่เล่ามาแล้ว
ข้อสังเกตของวัฒนธรรมการเลี้ยงเด็ก และการใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากบ้านเราคือ เขาต้องผจญกับอากาศหนาว ฉะนั้น เขาจะสอนให้เด็กมีความเข้มแข็งอดทน ช่วยตัวเองตั้งแต่ยังเล็กๆ ไม่ค่อยได้อุ้ม แต่จะเอาใส่รถเข็นเวลาเดินทาง และเมื่อโตขึ้น ให้รับประทานเองไม่ป้อน เมื่อโตขนาด ๑๐ ปีขึ้นไป เขาจะให้ทำงานช่วยครอบครัวทุกวัน ด้วยเหตุนี้จึงมีกิจกรรมยุวเกษตรกร ( 4 H ) เกิดขึ้น โดยที่สมาชิกที่อายุ ประมาณ ๑๐ – ๒๐ ปี นอกจากจะช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านแล้วจะทำกิจกรรมอาชีพของตนเองที่บ้าน ได้แก่การเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช เย็บปักถักร้อย โดยมีอาสาสมัครท้องถิ่นเป็นผู้มาสอน ในรอบปี จะจัดการแสดงผลงาน ประกวดผลงาน และจำหน่ายให้เกิดรายได้ เมื่อเด็กสมาชิกมีรายได้ จะเก็บสะสมไว้เอง เป็นทุนศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เด็กบางคนจะออกจากบ้าน เมื่อจบชั้นมัธยม ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ เพื่อไปใช้ชีวิตส่วนตัว จะเรียนก็พึ่งตนเอง ที่นั่น เด็กจะแต่งงานเร็ว บางครั้งสามีเข้าเรียน แต่ภรรยาทำงานเพื่อมาใช้จ่ายในครอบครัวก็มี ด้วยความรับผิดชอบต่อครอบครัวดังกล่าว เด็กจะอยู่ในระเบียบวินัยที่ดี รักษาความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของตนที่สามารถช่วยตนเอง เด็กเกเรจะไมค่อยมี  แต่จุดอ่อนของประเพณีนี้คือ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างพ่อแม่ และลูกๆจะมีน้อยกว่าประเพณีของเรา พ่อแม่จะค่อนข้างเหงา เมื่อสูงอายุ เพราะประเพณีพึ่งตัวเอง แม้ว่าจะเป็นคนแก่ ก็จะไม่ชอบไปอยู่กับลูกๆให้เป็นภาระ สถานที่รับเลี้ยงคนแก่ หรือคนไร้สมรรถภาพ จึงมีกระจายอยู่ทั่วไป แต่ต้องมีเงินเพียงพอ จึงจะเข้าไปอยู่ได้
ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าโครงการประเมินผล ที่ Washington DC ผมมีเวลาว่างประมาณ ๑๐ วัน จึงได้เดินทางไป Miami เพื่อเยี่ยมน้องชายที่นั่น ได้พบร่วมสมาคมกับคนไทยหลายๆคนเป็นที่สนุกสนาน มีความประทับใจ เช่น เรื่องที่ ๑ คนไทยดูถูกไม่ได้ ไปรับประทานอาหารด้วยกัน พนักงานเสริพไม่สนใจ เห็นว่าเป็นคนเอเชีย เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว เลยให้ทิปไป ๑๐ เหรียญซึ่งถือว่ามากในเวลานั้น หลังจากนั้น กลับไปอีกครั้งพนักงานเสริพจะมาดูแลเป็นพิเศษ เรื่องที่ ๒ คือผมและน้องชายเอาผ้าไปซักที่ร้านเครื่องซักผ้าแห่งหนึ่ง ผมเกิดปวดท้องกะทันหัน จึงขอยืมรถน้อง กลับไปที่พัก พอเสร็จธุระแล้วเกิดจำทางไม่ได้ว่าไปซักผ้าที่ไหน วนไปมา ต้องกลับที่พักไปถามเพื่อนๆว่า สถานที่ซักผ้าควรเป็นที่ใด น้องคอยนานมากในครั้งนั้น  เรื่องที่ ๓ คือ น้องพาไปดื่มสุราที่บ้านเพื่อนสนิทของเขา ห่างไปเป็นร้อยไมล์เศษ แต่ขากลับ ขับรถกลับมาหลายสิบไมล์เกือบครึ่งทาง นึกได้ว่าลืมกล้องถ่ายรูปไว้ต้องกลับไปเอา ลองนึกดูว่าจะโมโหกันแค่ไหน  การไปพักกับน้อง และเพื่อนๆของเขาที่เป็นคนไทย ทำให้เรียนรู้ชีวิตคนไทยในต่างแดน ซึ่งมีความสนุกสนาน และใช้ชีวิตอิสระ บางคนอยู่กว่า ๑๐ ปี และคุ้นเคยกับชีวิตที่นั่น ซึ่งไม่เหมือนกับที่ผมไปอยู่กับครอบครัวต่างๆในชนบท เป็นอีกฉากหนึ่งของอเมริกาที่น่าสนใจ
เมื่อขึ้นเครื่องบินมาถึงสนามบิน Washington DC ผมพบชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เกษียณอายุแล้วโดยบังเอิญ เขาเห็นว่าเป็นชาวต่างชาติไกลโพ้น จึงให้ผมขึ้นรถเขามา ขับไปส่งถึง National 4-H Club Foundation ที่ถนน Connecticut ระหว่างทางที่คุยกัน เขาบอกว่า ปัจจุบันเป็นอาสาสมัครเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ผมจึงเล่าให้ฟังว่าผมจบโรงเรียนมัธยมที่เป็นศาสนาคริสต์ และมีความสนใจที่จะศึกษาในเรื่องนี้อยู่ เพราะศาสนาทำให้คนทำความดี
เนื่องด้วยตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่กับครอบครัวทั้ง ๙ ครอบครัว ผมได้เขียนจดหมายไปเล่าถึงกิจกรรมต่างๆที่ทำเป็นประจำให้กับบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์ทราบ เหมือนกับเขียนไปที่ทำงาน และที่บ้านที่เมืองไทย ทางบริษัทสปอนเซอร์ให้ความสนใจกับจดหมายดังกล่าว ในช่วงที่อยู่ Washington DC จึงให้ทุนผม เดินทางไป New York ไปเยี่ยมเขาโดยขึ้นเครื่องบินไปกลับ ภายใน ๑ วัน  ในการเดินทางจากที่พักถนน Connecticut ไปสนามบิน ได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณลุงเผยแพร่ศาสนาที่เคยรับผมมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ได้นำหนังสือเกี่ยวกับศาสนาเล่มใหญ่มากมาให้ด้วย และผมได้นำกลับบ้านเก็บเป็นที่ระลึกสำหรับคุณลุงผู้อารีท่านนี้  เมื่อ ถึง New York ได้เห็นตึกใหญ่ๆตื่นตาตื่นใจเต็มไปหมด เหมือนกับอีกโลกหนึ่งในสวรรค์ ตอนนั้น ที่บ้านเรายังไม่มีตึกมากนัก เดินทางถึงบริษัท ได้เห็นการทำงาน เรียนรู้ระบบตลาดกลางที่เป็น future market  คณะผู้บริหารได้พาผมไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ชั้นบนสุดของตึกสูงๆแห่งหนึ่ง ระดับ ๖๐ ชั้น มองไปรอบๆก็เห็นเป็นตึกสูงทั้งนั้น เมื่อรับประทานอาหารแล้ว มีผู้พาไปชมยอดตึก Empire State Building โดยต้องขึ้นลิฟต์ และต่อลิฟต์ภายในตึก อีก ๑-๒ ครั้งจำไม่ได้แน่ชัด ไม่อยากจะเชื่อว่าน้ำหน้าอย่างผม ก็ได้มาขึ้นตึกที่มีชื่อเสียงมาหลายสิบปี
นั่งเครื่องบินกลับตอนเย็น ได้นั่งข้างหนุ่มคนหนึ่งที่บ้านอยู่ Washington DC แต่ทำงานที่ New York จึงต้องขึ้นเครื่องบินไปมาทุกสัปดาห์ ดูๆแล้วฝรั่งทักทายง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดี พูดคุยกับคนแปลกหน้าเป็นเรื่องธรรมดา
สำหรับการทักทายกัน เคยคิดเล่นๆมานานแล้วว่า เนื่องจากประเทศฝรั่งอากาศหนาวจัด เจ็บป่วยง่าย คำทักทาย จึงถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือ สำหรับคนจีน พลเมืองหนาแน่น อดๆอยากๆ คำทักทาย จึงถามว่ากินอะไรมาหรือยัง แต่คนไทยนี้ สอดรู้สอดเห็น พอพบกัน ถามว่าไปไหนมา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไปบ้านญาติ เมื่อพบกัน ญาติทักว่า มาแล้วหรือ ผมก็ตอบเบิ้ลเล่นๆว่ายังหรอก ยังไม่มา ญาติเลยถามว่า แล้วไอ้ที่ยืนอยู่นี่ เป็นสุนัขที่ไหน
การอยู่ที่ National 4 H Club Foundation เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้แทนเยาวชน ประมาณ ๓๕ ประเทศทั่วโลก หัวหน้าฝ่ายยุวเกษตรกรของประเทศไทยคือพี่พัชรีก็ได้ไปร่วมด้วย ในขณะนั้น พี่ๆที่เป็นหัวหน้าฝ่ายในที่ทำงาน ดูมีความเก่งระดับนานาชาติ หรือเป็นนักวิชาการที่ได้รับการยกย่อง หลายๆคนเป็นผู้ที่ผมนิยมชมชอบ และอยากจะเจริญรอยตามในอนาคต พวกผู้แทนยุวเกษตรกรจากประเทศต่างๆนี้ ภายหลัง มีหลายคนทีเดียวได้มาประเทศไทย และผมได้พบเขาอีกครั้งหนึ่ง หรือหลายๆครั้ง สรุปได้ว่า พวกเรามีความประทับใจในการรวมกันที่ Washington DC ครั้งนี้
เมื่อถึงเวลาแยกย้ายกันกลับ พวกเราจากทวีปเอเชีย จะได้ไปสัมมนาต่อที่กรุง Suwon ประเทศเกาหลีอีก ๒ สัปดาห์ นับเป็นโชคอีกชั้นหนึ่งที่เราได้ไปเกาหลีกัน และครั้งนั้นเป็นครั้งเดียว ที่ผมได้ไปเกาหลี ในช่วงชีวิตต่อมา ไม่เคยไปอีกเลย เคยแต่ไปเปลี่ยนเครื่องบินที่สนามบินเท่านั้น ที่เกาหลี แต่ละประเทศต้องรายงานเรื่องสถานการณ์เยาวชนของตนเอง ซึ่งจำได้ว่าพวงแก้ว น้องที่ไปด้วยกันเป็นผู้รายงาน ผมได้มีโอกาสตอบคำถามเท่านั้น สภาพเมืองเกาหลีในช่วงนั้น คงไม่เหมือนในปัจจุบัน แต่ผู้คนค่อนข้างเคร่งครัดกับระเบียบ การแต่งกาย นิยมใส่สูท เหมือนตะวันตก ผู้หญิงมีชุดพื้นเมืองที่ดูน่ารักดี การแต่งกายเป็นไปตามสภาพอากาศเย็น โรงแรมที่พักมีท่อน้ำอุ่นผ่านใต้พื้นห้อง อ่างอาบน้ำยังเป็นหินขัดโบราณใหญ่ๆอยู่
สิ่งที่ประทับใจสำหรับเกาหลีในสมัยนั้น คือขณะที่พักโรงแรม ที่กรุงโซล (Seoul) มีไนท์คลับอยู่ที่บริเวณ เลาจน์ของโรงแรมนั้น ผมได้ไปนั่งกับเพื่อนๆประเทศแขก จำไม่ได้ว่าประเทศอะไร มีผู้หญิงบริการมานั่งคุยที่โต๊ะ ผมได้ชวนสาวคนนั้นไปเที่ยวต่อ เธอรับปากแต่ขอตัวเข้าไปข้างในก่อน ผมรอเธอถึง ตี ๒ ตี ๓ เธอก็ไม่ออกมา ผมกลับไปพักด้วยความผิดหวัง ตื่นเช้ามาเพื่อนแขก มาเก็บเงินค่าเที่ยวเฉลี่ยกัน คนละ ๒๐ เหรียญ ซึ่งสมัยนั้น ถือว่ามาก สำหรับพวกเรา นี่เป็นบทเรียน หาเรื่องเสียเงินมากๆ แต่เรื่องนี้สำหรับนิสัยผู้ชาย คงไม่จบง่ายๆ การเสียเงินมากๆต้องดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราถึงไม่รวย

สรุป
    ครั้งแรกในชีวิต มักจะเป็นความประทับใจสำหรับคนเรา ในตอนนั้น ใครจะคิดบ้างว่า ผม ซึ่งเพื่อนๆเรียกว่า ไอ้บู๊ เป็นคนไม่เอาไหนที่สุดในรุ่น เรียนก็ไม่เก่ง บุคลิกภาพก็ธรรมดา ไม่ได้ดึงดูดใจอะไร ทำอะไรก็มีแต่ความผิดพลาด แต่อยู่ดีๆได้มาถึงอเมริกา ผมได้แต่งกลอนเล่นๆในช่วงนั้นว่า
        ชีวิตหรือคือละครยอกย้อนนัก   ใครรู้จักยิ่งนักปราชญ์ฉลาดเฉลียว
        ตลกดีชีวิตฉันน่าหมั่นเขี้ยว        เผลอเดี๋ยวเดียวมาเที่ยวไกลให้สุขใจ
        ใครจะนึกบ้างว่ามาสะเตตส์      ซึ่งเป็นเขตความเจริญเพลินผ่องใส
        อยู่ดีๆก็ได้มาน่าตกใจ              เพาะเหตุใดใครลิขิตชีวิตเรา
                    ( แต่งขณะอยู่กับครอบครัว ในอเมริกา ๒๕๑๔)
        เป็นผู้แทนยุวฯ ไทยไปเมืองนอก  เก๋ไม่หยอกอยู่มะกาน่าสุขสันต์
        เพื่อเผยแพร่และร่ำเรียนแลกเปลี่ยนกัน  ทุกคืนวันมั่นความดีที่แสดง
        ถึงแพลิดเพลินก็มีจิตคิดถึงบ้าน   แต่ต้านทานอดทนไว้ให้เข้มแข็ง
        มีพี่เพื่อนเป็นพลังใจไม่เปลี่ยนแปลง  สู้ทุกแหล่งประสบการณ์นานมีที
                    (แต่งเหมือนกับกลอนข้างบนนี้)
    ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ จากความทรงจำทั้งสิ้น เป็นความประทับใจที่มาจากสมองส่วนลึก เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ระยะสั้นๆ ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ถึงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อปี ๒๕๑๔ หรือเกือบ ๔๐ปีที่ผ่านมา ผมต้องขอสารภาพว่า เมื่อตอนก่อนจะเดินทางไป ใจช่างมีความสุข ที่จะได้ไปสู่สิ่งแปลกๆใหม่ๆ เมื่อไปอยู่กับครอบครัวจริงๆแล้ว ก็เกิดความเหงา ไม่สามารถระบายความในใจอะไรได้ ยกเว้นจะเขียนจดหมาย ผมจึงเริ่มเป็นนักเขียนตั้งแต่ตอนนั้น และอยากจะแสดงความดีให้ครอบครัวรัก ก็ต้องทำตัวเป็นคนดีตามที่จะคิดได้ แต่ก็เบื่อหน่ายชีวิตนับวัน เร่งวันคืนให้เสร็จเร็วๆ แต่เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว กลับคิดถึงทุกๆครอบครัว และคิดถึงทุกๆอย่างที่ผ่านมามากๆ เป็นความจำที่ไม่เคยลืม และไม่เคยเว้น ถ้ามีโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้ผู้อื่นฟัง เป็นสิ่งที่หาไม่ได้อีกในชีวิต นี่แหละคือเรื่องที่ตั้งใจเล่ามาทังหมดนี้
    ความจำหลายๆอย่างที่สังเกต อาทิ เช่น
๑.    ผมสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ โดยไม่ต้องคิด แม้จะรู้ศัพท์ไม่มากนัก เคยพูดบรรยายในที่สาธารณะโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน และไม่ต้องอ่าน พูดปากเปล่าตามที่คิดได้เลย และประสบการณ์ตลอดระยะเวลาที่นั่นเป็นช่องทางให้ผมมีโอกาสคิดวางแผนในการทำงานในช่วงต่อๆไป ได้แนวคิดที่แปลกและแตกต่าง ตลอดจนการเลี้ยงลูกทั้ง ๓ คนของผม เมื่อยังเด็กๆ ผมให้เขาดื่มน้ำผลไม้ก่อนอาหารเช้า กินอาหารที่เป็นประโยชน์ และสลัดผักสด ทำความสะอาดฟันหลังรับประทานอาหารซึ่งนำมาจากครอบครัวที่พักนั่นเอง
๒.    ที่อเมริกา มีระบบที่เหมือนกันทั่วประเทศอยู่หลายประการเช่น ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน เป็นรูปแบบเดียวกัน รถโรงเรียน สีเหลือง เหมือนกันหมด และการขับรถผ่าน ๔ แยก ที่ทุกคันจะจอดให้คันที่ถึงก่อนไปก่อนทุกครั้ง เหมือนกับผลัดกันไปทางละคัน ไม่ได้ติดคันหน้าไปเลย  อีกเรื่องคือให้เด็กๆมีหน้าที่รับผิดชอบ และทำงานให้พ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เกิดความรับผิดชอบ ภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีที่จะพึ่งตนเอง และรักษาระเบียบของสังคม ไม่มีเวลามาเกเรกับเพื่อนๆ และประการสุดท้าย คือเคร่งศาสนา ทุกวันอาทิตย์ จะแต่งกายเป็นทางการ ผู้ชายทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ใส่สูท ไปโบสถ์ เข้าใจว่า นอกจากไปฟังเรื่องที่เตือนสติประจำแล้ว ยังเป็นการพบปะระหว่างเพื่อนบ้านที่มีศาสนาเดียวกัน หลังจากโบสถ์ ก็สามารถไปพักผ่อนตามอัธยาศัย วันอาทิตย์จะเป็นวันที่เปลี่ยนบรรยากาศจากการที่ตรากตรำทำงานซ้ำๆกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
๓.    บ้านในแถบนั้น ไม่ต้องมีรั้วบ้าน ถ้าเป็นที่ติดถนน บ้านจะอยู่ในส่วนที่ติดถนน และมีสนามอยู่หลังบ้าน เข้าใจว่าสนามเป็นที่พักผ่อนส่วนตัว จึงจัดไว้ข้างหลัง  นอกจากนั้นแล้ว รถยนต์หรือรถแทรกเตอร์ในสมัยนั้น สามารถทิ้งกุญแจไว้ในรถได้ตลอดเวลา ไม่มีขโมย คงเป็นเพราะสังคมแคบๆที่ทุกคนต่างก็มีวัฒนธรรมที่จะภาคภูมิใจในการช่วยตัวเอง และเนื่องจากเป็นประเทศหนาว การรักษาระเบียบของสังคม การช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น ในชนบทจึงมีแต่คนทำงาน
๔.ในสมองของคนเรา แม้จะมีภาษาและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ในส่วนลึกๆแล้ว คนมีความคิดที่ เหมือนกัน เช่นภาษา สามารถแปล หรือเปรียบเทียบความหมายกันได้ ว่าพูดคนละคำ แต่ความหมายเดียวกัน คิดถึงเรื่องชีวิต ความตาย เวียนว่ายตายเกิด และความลี้ลับที่คล้ายคลึงกัน อารมณ์ขัน ตลอดจนสัญชาตญาณความรัก ที่มนุษย์มีก็เหมือนกัน
ผมเป็นคนโชคดีในเรื่องการเดินทาง หลังจากที่ได้กลับมาทำงานตามปกติแล้ว ได้มาทำงานวิชาการและได้เดินทางไปทั่วๆหลายๆประเทศ หรือซ้ำๆกัน ตามกิจกรรมทางวิชาการ รวมทั้งได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ หลังจากที่กลับมาจากอเมริกาแล้ว แต่ไม่มีครั้งไหน ที่จะได้รับความรู้ ความประทับใจ และความรักเท่ากับประสบการณ์ครั้งแรกนี้ เหมือนกับว่าไปใช้ชีวิตอีกโลกหนึ่ง ตลอดชีวิตการทำงานกับเพื่อนๆน้องๆ ผมจะถือว่าการให้น้องๆเพื่อนๆไปหาประสบการณ์นอกสถานที่ไกลๆเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากร เพราะผมได้สิ่งนั้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

                           จากความทรงจำของนายชวาลวุฑฒ  ไชยนุวัติ
  

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com