การมีส่วนร่วมของซาอุดีอาระเบียกับประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (1)

การมีส่วนร่วมของซาอุดีอาระเบียกับประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (1)
จรัญ มะลูลีม
ในบทความเรื่องการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ของซาอุดีอาระเบียในประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มะบูบุล ฮัก (Dr. Mahbubul Haque) จากคณะนิติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัย UNISZA ประเทศมาเลเซีย ได้กล่าวถึงการเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ของซาอุดีอาระเบียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
ในเชิงนามธรรม ซาอุดีอาระเบียเป็นสถานที่เกิดของศาสดามุฮัมมัดตามที่อัลกุรอานเปิดเผย และอารยธรรมอิสลามก็เริ่มต้นขึ้น ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้นำโดยธรรมชาติของโลกมุสลิม ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจและสังคมของซาอุดีอาระเบียกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ประเทศนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาเมื่อศตวรรษก่อน
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กระแสน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากกำลังหมุนวนอยู่ในโลกมุสลิม โดยซาอุดีอาระเบียตระหนักดีว่าเศรษฐกิจที่ใช้น้ำมันไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว และให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี การบริการ และธุรกิจที่เน้นการผลิตมากขึ้น
จากบริบทดังกล่าว ซาอุดีอาระเบียพยายามสร้างการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปกครองโดยชาวมุสลิมอย่างเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน นอกจากความสัมพันธ์ที่มีต่อสามประเทศข้างต้นแล้วก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายใต้การนำของมูฮัมมัด บิน ซัลมาน (MBS) มกุฎราชกุมารที่กลายมาเป็นผู้บริหารคนสำคัญของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ยังพบว่าสำหรับซาอุดีอาระเบียแล้วความสัมพันธ์ทวิภาคีเหนือประเทศมุสลิมที่กล่าวถึงข้างต้นยังมีปัจจัยร่วมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือจีนซึ่งมีสถานะที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระนั้นได้มีมีความเห็นพ้องต้องกันว่าแนวทางใหม่ของซาอุดีอาระเบียจะสร้างความสมดุลให้กับภูมิภาคนี้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่กว้างขวางทางภูมิศาสตร์และมีประชากรมาก มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย มีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ทางศาสนาที่หลากหลายเช่นกัน ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน
ตามประวัติศาสตร์ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอิสลามเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไรและเมื่อใด แต่มีข้อสงสัยแค่เพียงเล็กน้อยว่าอิสลามเผยแพร่โดยพ่อค้าส่วนใหญ่ในศตวรรษที่ 12 ต่อมาอิสลามได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางผ่านพ่อค้าชาวอาหรับและนักวิชาการจากดินแดนหะเฎาะเราะเมาต์ (Hadramawt) แห่งเยเมนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังจากการกำเนิดรัฐชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวมุสลิมสามารถพบได้ในทุกประเทศ แต่ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน ประชากรมุสลิมหลากหลายเชื้อชาติจำนวนมากอาศัยอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ภาคตะวันตกของเมียนมา เวียดนามตอนกลาง และกัมพูชา
ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสองแห่งของศาสนาอิสลาม ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งราชอาณาจักร ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ดูแลศาสนสถาน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และการอำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีฮัจญ์
ซาอุดีอาระเบียได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นตัวแสดงหลักในโลกมุสลิม เป็นผู้นำขององค์กรความร่วมมืออิสลาม (OIC) ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม และในเวทีระดับนานาชาติอื่น ๆ ซาอุดีอาระเบียก็มีความเกี่ยวข้องอยู่กับสังคมมุสลิมและได้รับความสนใจจากชุมชนมุสลิมทั่วโลก
หากมองจากทฤษฎีการประกอบสร้างนิยมเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ดังกล่าว ก็จะพบว่าแนวคิดการประกอบสร้างนิยม (Constructivism) เห็นพ้องต้องกันว่ารัฐเป็นปัจจัยหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่วิธีการมองของการประกอบสร้างนิยมต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีความแตกต่างไปจากแนวคิดสัจจนิยมใหม่ (Neorealism) และเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) อยู่มาก
ซาอุดีอาระเบียได้กลายเป็นผู้นำโดยพฤตินัยในประเทศมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไนที่ปกครองโดยชาวมุสลิม ประชากรมุสลิมทั่วโลกคาดหวังอย่างมากจากราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียในการช่วยเหลือด้านการเงิน ศาสนา และการพัฒนาโครงสร้างของประเทศ ทั้งนี้ประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแสวงหาความสัมพันธ์ทวิภาคีกับซาอุดีอาระเบียด้วยใจจริง ซึ่งเป็นไปได้ก็โดยผ่านการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย
มีการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจบทบาทของซาอุดีอาระเบียจากทฤษฎีการประกอบสร้างนิยม ทั้งนี้การมาถึงของแนวคิดการประกอบสร้างนิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักเกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดของสงครามเย็น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทฤษฎีดั้งเดิมเช่นสัจนิยมและเสรีนิยมไม่สามารถอธิบายได้อย่างครอบคลุม

ซาอุดีอาระเบียในมุมมองของการประกอบสร้างนิยม
ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำตามธรรมชาติของโลกมุสลิมและสนับสนุนเรื่องศาสนา การเมือง สังคม และการเงินอย่างต่อเนื่องต่อประเทศมุสลิมตั้งแต่หลายทศวรรษที่ผ่านมา คำมั่นสัญญาเหล่านี้ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ของซาอุดีอาระเบียกับผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งส่งผลต่อการมีอิทธิพลของซาอุดีอาระเบียต่อโลกมุสลิมโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยผ่าน Soft Power ด้วยเหตุนี้ซาอุดีอาระเบียจึงเชื่อมโยงกับโลกมุสลิม ในการมีส่วนร่วมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซาอุดีอาระเบียรักษาความเป็นผู้นำของโลกอิสลามและขยายความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างต่อเนื่องกับประเทศเหล่านี้
หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการสิ้นสุดของสงครามเย็น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มันเปิดโอกาสให้มีวิวัฒนาการของความคิดเชิงวิพากษ์มากขึ้น ซึ่งเริ่มตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1980 แนวคิดสัจนิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่ามาจากแนวคิดที่เป็นวัตถุนิยม ในขณะที่การประกอบสร้างนิยม ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นที่รู้จักในฐานะทฤษฎีที่มุ่งเน้นไปที่มิติทางสังคมในการเมืองระหว่างประเทศมากกว่า
ทฤษฎีการประกอบสร้างนิยมตระหนักถึงความสำคัญของอำนาจที่ไม่ใช่วัตถุ (วัฒนธรรม ความคิด ภาษา ความรู้ และอุดมการณ์) เช่นเดียวกับอำนาจทางวัตถุ เนื่องจากอำนาจทั้งสองเชื่อมโยงและมีปฏิสัมพันธ์เพื่อสร้างระเบียบโลก ตัวอย่างเช่น พลังที่ไม่ใช่วัตถุทำงานผ่านการสร้างความหมายเชิงอัตนัยขึ้นใหม่
ทฤษฎีนี้นำเสนอว่าโครงสร้างทางวัตถุ อัตลักษณ์ของรัฐ ปฏิสัมพันธ์รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ และข้อเท็จจริงทางสังคมอื่น ๆ ควรได้รับการรับรู้และเข้าใจอย่างไร
โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่าการประกอบสร้างนิยมเป็นทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีความเห็นว่ารัฐเป็นปัจจัยหลักในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานทางสังคมมากกว่าวัตถุ หมายถึงรัฐและผลประโยชน์ของพวกเขาเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หลังสงครามเย็น ทฤษฎีใหม่นี้ได้ปรากฏอยู่ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยทฤษฎีนี้ท้าทายทั้งลัทธิเหตุผลนิยมและแนวคิดเชิงบวกเกี่ยวกับความเข้าใจของพวกเขาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
อาจกล่าวได้ว่าบรรทัดฐานและค่านิยมมีความสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตลอดไปจนถึงโครงสร้างทางวัตถุ นอกเหนือไปจากปัจจัยอื่นๆ แล้ว บรรทัดฐานสามารถมีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้นักทฤษฎีประกอบสร้างนิยมสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดีขึ้นโดยเน้นที่ผลกระทบของค่านิยม บรรทัดฐาน และความคิดที่มีต่อรัฐและพฤติกรรมของพวกเขา
อาจกล่าวได้ว่าซาอุดีอาระเบียใช้ศาสนาเป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมในการเพิ่มพูนผลประโยชน์ของรัฐต่อผู้ที่อ้างสิทธิ์ในอิสลาม

ความสัมพันธ์ทวิภาคีและพหุภาคีของซาอุดีอาระเบียในประเทศที่มีมุสลิมเป็นคนส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความผูกพันทางศาสนาและวัฒนธรรมทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้นำตามธรรมชาติของโลกมุสลิมได้ง่ายขึ้น สำหรับโลกมุสลิมซุนนี ซาอุดีอาระเบียมีบทบาทสำคัญเสมอและมีการอ้างสิทธิ์ทางกายภาพต่ออิสลาม
เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมานทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหน้าที่ของราชอาณาจักรคือการดูแลมัสญิดศักดิ์สิทธิ์สองแห่งในนครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ และทำให้ชาวมุสลิมทั่วโลกสามารถเข้าถึงมัสญิดเหล่านี้ได้ ศาสนาอิสลามในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไนมีค่านิยมที่คล้ายคลึงกัน และถูกสร้างขึ้นผ่านการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมของชาวมลายูในที่สุด
สำหรับประเทศมุสลิมอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ได้เริ่มเผยแพร่วัฒนธรรมและการละเล่นผ่านศิลปะ เช่น ดนตรีและวายัง (โรงละคร) โดยไม่ได้เน้นที่ความพอประมาณและความเห็นอกเห็นใจเท่านั้น แต่ยังให้ความเคารพต่อประเพณีท้องถิ่นด้วย โดยทั่วไปแล้วชาวมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปฏิบัติตามสำนักคิดของชาฟิอี (Shafie)







