ประวัติศาสตร์ชาติไทย ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง
นับแต่เริ่มประวัติศาสตร์ชาติไทย เอาตามที่ถูกสั่งสอนกันมา ซึ่งหลายส่วนก็คงต้องมีการทบทวนกันใหม่ เช่น การกล่าวอ้างว่าคนไทยนั้นมีจุดกำเนิดที่ภูเขาอัลไตน์ แล้วถูกรุกรานจากชนเผ่าอื่นจนอยู่ไม่ได้ต้องอพยพลงมาทางใต้ จนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแผ่นดินแหลมทองนั้น นับว่าเป็นการสรุปที่ล่อแหลมต่อการอธิบายและพิสูจน์ เพราะถ้าเรามาดูในแผนที่จะพบว่าภูเขาอัลไตน์นั้นอยู่ไกลถึงชายแดนมองโกเลียกับรัสเซีย ซึ่งหากจะมีการอพยพจริงต้องเดินทางกันไกลมากๆ กว่าจะมาถึงแหลมทอง คำถามก็คือว่าทำไมต้องเดินทางไกลขนาดนั้น ในเมื่อเส้นทางที่ผ่านมาก็จะผ่านพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทั้งในเขตลุ่มแม่น้ำฮวงเหอ และลุ่มน้ำแยงซีเกียง ทำไมต้องลงมาไกลมากๆแถมต้องบุกป่าฝ่าดงดิบที่อุดมไปด้วยสัตว์ร้าย และชุกชุมด้วยโรคภัยไข้เจ็บในเขตทางตอนใต้ของจีน
อนึ่งกลุ่มคนที่จะอพยพเร่ร่อนแบบนี้ต้องเป็นพวกนิยมเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งไม่ใช่นิสัยชอบเพาะปลูกทำเกษตรกรรมแบบคนไทย ดังนั้นการพิจารณาประวัติศาสตร์ไทยจึงพึงต้องระมัดระวัง และไตร่ตรอง เพราะส่วนใหญ่จะถูกบันทึกโดยชนชั้นปกครอง ชาวบ้านไม่รู้หนังสือหนังหากัน เพราะไม่มีสำนักวิชาการและอุดมไปด้วยปราชญ์ที่มีสำนักอิสระแผ่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆแบบจีน ซึ่งทำให้เกิดจดหมายเหตุชาวบ้านเพื่อมาสอบยัน ส่วนการศึกษาตามวัดวาอารามก็จะเน้นเรื่องพุทธศาสนา และการฝึกอาวุธเพื่อไปรับใช้ทางราชการ จึงมีความยึดโยงแนบแน่นกับชนชั้นปกครองมาตลอด ดังนั้นจึงย่อมจะไม่มีบันทึกใดๆที่จะขัดแย้งกับทางการตลอดจนวัสดุที่ใช้บันทึก เช่นใบลานก็เสียหายง่าย ยกเว้นศิลาจารึก ซึ่งก็มีเพียงในยุคสุโขทัยเท่านั้น
ครั้นมาพิจารณาหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 นั้นได้มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านวิจารณ์ว่ามีการกล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหงไว้ชัดเจน แต่ในศิลาจารึกหลักอื่นๆกลับไม่มีปรากฏเรื่องราวของท่านเลย ทว่ามีการกล่าวถึงนางเสือง พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนบาลเมือง และพ่อขุนผาเมือง ซึ่งนับว่าแปลกมาก
อย่างไรก็ตามจะขอผ่านไปพิจารณาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ ชาวสุโขทัยก็พอสรุปได้ว่าทำการเกษตรเป็นหลัก และมีเสรีในการค้าขาย และการเก็บภาษีโดยแบ่งส่วนจากผลผลิต ส่วนการปกครองนั้นก็มีลักษณะแบบพ่อกับลูก คือมีความใกล้ชิดกัน ปกครองด้วยความเมตตาฉันท์บิดากับบุตร และไม่มีพิธีรีตองมาก คนทุกคนเป็นไทแก่ตัว ไม่มีทาส ส่วนการเกณฑ์แรงงานมาใช้งานของชนชั้นปกครองนั้นไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าดำเนินการกันอย่างไร ส่วนเรื่องพิธีกรรมต่างๆนั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มชนที่นับถือศาสนาพุทธ แต่เคยอยู่ใต้ปกครองของขอม ซึ่งเคยนับถือศาสนาฮินดูแล้วเปลี่ยนมาเป็นพุทธ ก็คงได้รับอิทธิพลจากฮินดูส่งต่อมาบ้าง ทว่าชาวสุโขทัยนั้นเริ่มจากชุมชนที่มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ จึงมีระบบการปกครองและเศรษฐกิจแบบง่ายๆ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน แม้มีการขยายอาณาจักรก็มิได้มีหลักฐานใดๆที่ปรากฏว่าชนชั้นปกครองจะกดขี่เอารัดเอาเปรียบผู้ใต้ปกครอง จนมีคำกล่าวในศิลาจารึกว่า “ไพร่ฟ้าหน้าใส”
ครั้นเข้าสู่ยุคอยุธยาก็มีการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และนำเอาขนบธรรมเนียมประเพณีของฮินดู-พราหมณ์ มาใช้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความขลังให้แก่ผู้ปกครอง ด้วยปรัชญาของฮินดูที่วางระเบียบของชนชั้นไว้ชัดเจน อย่างไรก็ตามตลอดยุคอยุธยานั้น กษัตริย์ก็มิได้มีอำนาจสิทธิขาดเสียทีเดียว เพราะอำนาจทางทหารและอำนาจทางเศรษฐกิจจำนวนมากยังอยู่ในมือของขุนนาง ที่เรียกว่าศักดินา คือมีสิทธิในไร่นาเป็นของตนเอง แม้ในทางปฏิบัติจะถือว่าได้รับพระราชทานจากมหากษัตริย์ก็ตาม จะเห็นได้ว่าในยุคอยุธยานี้ มีการผลัดเปลี่ยนแย่งชิงอำนาจจากขุนนางที่มีอำนาจในการควบคุมทหาร และมีฐานะมั่งคั่ง เป็นระยะๆที่เรียกว่าการปราบดาภิเษก แทนการสืบราชสมบัติโดยทายาท
ยุคนี้สำคัญคือ มีการกำหนดสถานะของประชาชนเป็นชนชั้นปกครอง และผู้ใต้ปกครองซึ่งเป็นไทยก็จะถูกกำหนดให้เป็นไพร่ เช่นไพร่หลวง ไพร่สม และไพร่ส่วย สำหรับ 2 ประเภทแรกนั้นต้องไปใช้แรงงานรับใช้ราชการและขุนนาง ส่วนไพร่ส่วยนั้นใช้วิธีจ่ายเงินหรือทรัพย์สินสิ่งของแทนการถูกนำไปใช้งาน นอกจากนี้ยังมีการจัดคนลงไปอีกชั้น คือทาส ซึ่งมีสภาพเหมือนสินค้าอย่างหนึ่ง แถมออกลูกออกหลานมาก็ต้องเป็นทาสต่อ
ลุมาสมัยรัตนโกสินทร์ในช่วงต้นๆก็มีลักษณะที่ลอกเลียนมาจากสมัยอยุธยา และอำนาจหลายส่วนก็ยังคงอยู่ในมือเจ้าขุนมูลนาย หากแต่ว่าการควบคุมบังคับบัญชาจากกษัตริย์นั้นเข้มแข็ง จึงไม่เกิดการยึดอำนาจ ประกอบกับการมาปรากฏตัวของชาวต่างชาติที่ล่าอาณานิคมรุนแรงกว่าสมัยอยุธยา ทำให้การปกครองรวมศูนย์มากขึ้น เมืองหลวงจึงมีการกระชับอำนาจ ทั้งการปกครองและเศรษฐกิจจนมาถึงรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีการปฏิรูปการปกครอง โดยเอาแบบอย่างตะวันตกมาประยุกต์ใช้ และทรงขยายอำนาจโดยให้บรรดาเจ้านายชั้นสูงไปปกครองและควบคุมข้าราชการหรือขุนนางอีกชั้นหนึ่ง
ในช่วงจากรัชกาลที่ 5 เป็นต้นไปอิทธิพลของตะวันตกไม่ว่าจะเป็นระบอบการปกครองที่มีการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตย และระบบทุนนิยมเริ่ม เข้ามาสู่บริบทของสยาม มีการเลิกทาส เลิกระบบศักดินา เลิกการเกณฑ์คนเป็นไพร่ จัดระบบภาษีอากร โดยเก็บตรงเข้าสู่รัฐบาล แทนการให้ขุนนางเป็นคนเก็บ ครั้นพอเข้าสู่ปี พ.ศ.2475 ก็มีข้าราชการรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษามาจากตะวันตก ได้นำการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสถาปนาระบอบประชาธิปไตย แต่ฐานอำนาจของคนรุ่นใหม่นี้แคบจึงไม่อาจต้านทานระบบเก่าๆที่ผู้ปกครองยังคงมีอิทธิพล และอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่มาก ในที่สุดการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยก็ไม่อาจขยายตัวไปสู่มวลมหาประชาชนได้ แต่ได้มีการแปรรูปไปสู่ระบบการเลือกตั้งที่มีการประสบประสานร่วมมือกัน ถืออำนาจการปกครองด้วยกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มทุนเก่า กลุ่มขุนนาง กลุ่มเจ้า กลุ่มทุนใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประสานผลประโยชน์และความลงตัว ครั้นผลประโยชน์ไม่ลงตัวก็จะมีทหารออกมายึดอำนาจเพื่อล้างไพ่ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างนี้มา 85 ปี
ส่วนวิวัฒนาการทางการเมืองของภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเอ็นจีโฮ กลุ่มปัญญาชน กลุ่มนักศึกษา หรือแม้แต่พลังประชาชนในระดับรากหญ้า เช่น ชาวนา กรรมกร ยังคงถูกกีดกันในการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง และหลายครั้งมักตกเป็นเครื่องมือในการล้มล้างอำนาจระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครอง เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พฤษภาทมิฬ 17-24 พ.ค.2535
แม้ในทุกวันนี้จะมีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนหลายกลุ่มหลายพวก โดยเฉพาะกลุ่มชาวไร่ชาวนา และปัญญาชนกับนักศึกษาส่วนน้อย แต่ขบวนการในการเคลื่อนไหวที่ขาดการชี้นำจากองค์กรที่เป็นที่ยอมรับในการนำด้วยฐานที่กว้าง ก็ทำให้การลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติประชาธิปไตยเป็นเรื่องยาก หรือเกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะอำนาจทุนที่กดขี่อยู่ทำให้มวลชนยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ยิ่งการปฏิวัติประชาธิปไตยแบบสันติอหิงสายิ่งยากมากๆ ประกอบกับอำนาจการปกครอง ที่ปรับตัวกระชับอำนาจและขยายเครือข่ายการปกครองที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน จนทำให้การเคลื่อนไหวของประชาชนอ่อนแอ
ด้วยประการฉะนี้การจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆในประเทศไทย ด้วยมุมมองเศรษฐกิจ การเมือง มีทางเกิดได้ก็ต่อเมื่อเกิดความไม่ลงตัวของผลประโยชน์ จนนำมาสู่ความขัดแย้งทางอำนาจ หากจะมีการลุกฮือของประชาชนก็มีทางเป็นไปได้สองทางคือ กลุ่มอำนาจหนึ่งต้องล้มอำนาจของอีกกลุ่มหนึ่งก็จะก่อการให้มวลชนลุกฮือเพื่อเป็นข้ออ้างในการล้มล้างอำนาจของฝ่ายตรงข้าม ทางที่สองคือประชาชนโดยเนื้อแท้ทนต่อการกดขี่ขูดรีด หรือ เอารัดเอาเปรียบต่อไปไม่ไหวพากันลุกฮือขึ้น มาเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งอย่างหลังนี้ย่อมจะก่อให้เกิดการจลาจลวุ่นวายมิกสัญญีไปทั่ว ทั้งนี้ประเด็นที่ตัดไม่ได้ก็คือการเข้าแทรกแซงจากต่างชาติ ที่หวังช่วงชิงประเทศไทยเป็นฐานในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม เพราะไทยมีที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
อนึ่งตราบใดที่กรุงเทพยังเป็นศูนย์กลางการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจและสังคม ตราบนั้นยากจะเกิดประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจึงต้องทุ่มเทงบประมาณมาพัฒนากรุงเทพ ทั้งๆที่ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งสร้างปัญหา แถมอีกไม่นานน้ำก็จะท่วมแล้ว
ทาสก็เลิกไป ไพร่ก็เลิกแล้ว ไหงประชาธิปไตยยังไม่มาเสียที
Facebook Comments








