ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ(10)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ(10)
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
ก่อนคริสต์ศักราช) มีอำนาจปกครองเหนือชนชาติอิสรออีล และได้ตั้งตนขึ้นเป็นพระเจ้า ตาม อำนาจของเทวรูปต่างๆ ที่อุปโลกน์ให้มีอำนาจควบคุมแผ่นดิน แม่น้ำ ภูเขา ฟากฟ้า ดวงดาวต่างๆ เป็นต้น
ดังได้กล่าวไว้ตอนต้นแล้วว่า ประชาชนชาวอิสรออีลได้เพิ่มจำนวนขึ้นนับได้เป็นเรือนแสนในระยะเวลาประมาณ 600 ปี และก่อตัวเป็นสังคมที่มีสิทธิเป็นของตนเอง และพวกเขาได้รับเกียรติเป็นอย่างสูง แต่เมื่อภายหลังที่ศาสดายูซุฟถึงแก่กรรมแล้ว และเป็นเพราะการดื้อดึงฝ่าฝืนที่ไม่อาจยอมรับได้ของพวกเขาด้วยเช่นกัน จึงทำให้พวกเขาต้องสูญเสียความน่าเคารพและความสูงส่งของตนไป ประกอบกับชาวคอปต์มีอำนาจการปกครองเหนือพวกเขาและจึงเอารัดเอาเปรียบ โดยมอบงานที่หนักและยากลำบากให้กับพวกเขาทำ และไม่ยับยั้งชั่งใจใดๆ เลยที่จะกระทำการกดขี่และกระทำการรุนแรงในทุกชนิดกับชาวอิสราเอล
ฟาโรห์กษัตริย์แห่งราชวงศ์อียิปต์ จึงจุ่มมือของตนลงไปในอ่างเลือดของชาวอิสราเอล และมีอำนาจมากเสียจนการลุกขึ้นต่อสู้กับเขาเป็นเรื่องที่อยู่เกินจะฝันถึงได้
ด้วยอำนาจอันเกรียงไกรของฟาโรห์เขาจึงดึงดูดผู้คนให้มาเคารพกราบไหว้ตัวเขาเป็นพระเจ้า และการยึดถือในพระเจ้าหลายองค์ และการกราบไหว้เจว็ดต่างๆ
ฟาโรห์หลงระเริงในอำนาจจนถึงขนาดที่ว่า เขาไม่สนใจใยดีกับความจริงที่ว่า อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้อภิบาลผู้ทรงชี้นำทางด้วยแสงสว่างของพระองค์และเขาเองก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่า มันเป็นหลักปฏิบัติที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ของอัลลอฮ์ที่ว่า คราใดที่พระองค์ทรงแต่งตั้งศาสนทูตองค์หนึ่งลงมาพระองค์จะทรงปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นจากความโง่เขลา การกดขี่ และการทารุณโหดร้าย
มีโหรหลวงคนหนึ่งทำนายให้ฟาโรห์ฟังว่า จะมีเด็กชายคนหนึ่งจากศาสดาอิสรออีลมาถือกำเนิดบนโลกนี้ และเด็กคนนี้จะเป็นอันตรายต่ออำนาจอธิปไตยขององค์ฟาโรห์ เมื่อได้ฟังดังนั้นเขาจึงบังเกิดโทษะ จึงมีบัญชาให้ตัดคอเด็กน้อยทุกคนของชาวอิสรออีลอย่าได้รอช้า และให้ตรวจดูจนเป็นที่แน่ใจว่าพวกเขาไม่มีเด็กๆ ผู้ชายหลงเหลืออยู่กับพวกเขา
มูชาถือกำเนิดท่ามกลางการฆ่าสังหารอันโหดร้ายทารุณนี้
เมื่อความหวาดกลัวถึงอันตรายดังกล่าวนั้นหมดสิ้นลงแล้ว มารดาของท่านจึงนำบุตรชายสุดที่รักของท่านที่พึ่งเกิดใหม่ใส่ลงในหีบตามพระบัญชาของพระเจ้า และปล่อยลอยไปตามกระแสน้ำของแม่น้ำไนล์ จนกระทั้งหีบใบนั้นพาหนูน้อยมูชาล่องลอยไปกับมันฟาโรห์กับมเหสีของพระองค์ซึ่งทรงพระนามว่า อาชียะฮ์ กำลังนั่งอยู่ที่พระราชวังริมฝั่งแม่น้ำไนล์ ขณะกำลังดูสายน้ำที่ไหล่เอื่อย จึงเหลือบไปเห็นหีบใบนั้นที่มีเด็กน้อยนอนหลับอยู่ภายในอย่างสงบสุข เมื่อมเหสีของ
ฟาโรห์เห็นใบหน้าอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยผู้นี้ จึงอดไม่ได้ที่จะอุ้มเขาขึ้นมาจากน้ำ พระนางเพ่งพินิจไปยังเด็กน้อยและบังเกิดความรักในตัวเขา และพระนางได้วิงวอนต่อองค์ฟาโรห์เพื่อขออนุญาตที่จะเลี้ยงดูเขาไว้ในพระราชวัง และให้รับเอาไว้เป็นบุตรของตน เมื่อได้ทดสอบจนเป็นที่แน่ใจแล้วว่าเด็กน้อยผู้นี้มิได้เป็นเด็กตามที่โหรหลวงทำนายไว้ ฟาโรห์จึงบังเกิดความยินดีเช่นกัน และหวังว่าเด็กน้อยผู้เป็นบุตรบุญธรรมคนนี้ วันหนึ่งคงจะเป็นประโยชน์ต่อเขาและจะนำความเป็นศิริมงคลมาให้
ทารกที่กำลังดูดนมไม่ยอมดูดนมจากแม่นมใด และเรื่องนี้จึงเป็นปัญหาขึ้นมา ในที่สุด ยูคอบีด มารดาของทารกน้อยมูซา ซึ่งกำลังตามหาบุตรน้อยของนาง และนางก็มีน้ำนมพร้อมที่จะให้ทารกน้อย จึงอาสาเข้ามาในวังของฟาโรห์เพื่อขอเป็นแม่นม เมื่อนางได้เห็นลูกน้อยของนางจึงอุ้มมาแนบอกและให้ทารกดูดนมจนอิ่มเปรม
มันดูช่างน่าฉงนสนเท่ห์เสียจริงๆ! ที่ฟาโรห์อุ้มซูเลี้ยงดูศัตรูที่ไม่อาจเทียบเคียงได้ของตนไว้ในตักของตนเอง ดังนั้นมูชาจึงเติบโตขึ้นมาในวังจนถึงวัยหนุ่ม และพระเจ้าทรงมอบความรู้และวิทยญาณของพระองค์ให้กับเขาเขาได้เห็นการกดขี่และความอยุติธรรมทั้งหมดในการปกครองอันทารุณของฟาโรห์ แต่ศาสดามูซาไม่เพียงแต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำเช่นนั้นของฟาโรห์ ท่านยังต้องทนทุกข์อยู่กับการได้เห็นความอยุติธรรมนั้นและจึงเริ่มมองหาทางแก้ไข
วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเดินไปมาอยู่ เขาเห็นเจ้าหน้าที่ของฟาโรห์กำลังต่อสู้อยู่กับชายคนหนึ่งที่เป็นชาวอิสรออีล และกำลังทรมานทรกรรมเขาอยู่ ทันทีที่ชาวอิสรออีลผู้นั้นเหลือบไปเห็นมูชา เขาจึงเรียกให้มูชามาช่วยมูชาจึงรีบวิ่งมาและชกทหารผู้นั้นของฟาโรห์จนถึงกับเสียชีวิต
มูชาจึงละออกจากสถานที่แห่งนั้น แต่ในวันต่อมาเขาได้พบกับชายชาวอิสรออีลคนนี้อีก ซึ่งกำลังชกต่อยอยู่กับทหารของฟาโรห์อีกคนหนึ่งชายผู้นั้นจึงเรียกให้มูชามาช่วยเขาอีก แต่มูซาพูดกับเขาด้วยความโกรธว่าเขาเป็นคนหลอกลวง หมายความว่าเขาเป็นผู้ผิด ที่คอยหาเรื่องชกต่อยกับทหารของฟาโรห์เป็นประจำวันละคน ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายมากกับทุกๆ คน ดังนั้นมูชาจึงเข้าไปผลักชายคนนั้นออกมา แต่ชาวอิสรออีลคนนี้เข้าใจว่ามูชาต้องการจะซกต่อยเขา จึงตะโกนใส่มูซาว่า
“ท่านต้องการจะฆ่าฉันเหมือนกับคนเมื่อวานนี้หรือ”
หลังจากเหตุการณ์นี้แล้วมูชารู้สึกกังวลใจ จึงระมัดระวังตัว แต่ผู้คนของฟาโรห์รู้อย่างแจ้งชัดแล้วว่า ผู้สังหารชายคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากมูชา ดังนั้นฟาโรห์จึงพิพากษาให้ประหารชีวิตมูชา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเริ่มออกตามล่าตัวมูชา ทำให้เขารู้สึกตระหนกและหวั่นไหว มีผู้ศรัทธา
ในพระเจ้าที่มีใจเมตตาคนหนึ่ง แนะนำเขาว่า ยิ่งเขาละออกจากเมืองได้เร็วที่สุดได้เท่าใดก็ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น ทั้งนี้คนของฟารห์กำลังออกค้นหาเพื่อจะจับตายเขา
ด้วยความไม่สบายใจ มูชาจึงละออกจากอียิปต์มุ่งตรงไปยังเมืองมัดยันหรือมิเดียน เพื่อเป็นการปกป้องตนเองให้พ้นจากการกดขี่ และเพื่อมองหาผู้เป็นพระสหายของอัลลอฮ์
โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์! ได้โปรดปลดปล่อยข้าพระองค์ให้
พ้นจากผู้กดขี่ที่อยุติธรรมด้วยเถิด (อัล กุรอาน 28:21)
เมื่อถึงที่สุดแล้ว มูซาจึงเข้าสู่เมืองมัดยันและประสงค์ที่จะพักเหนื่อยเขาจึงมาหยุดอยู่ที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง และมองเห็นว่ารอบๆ บ่อน้ำนั้นมีผู้ชายหลายคนกำลังให้น้ำสัตว์อยู่ ห่างออกไปจากกลุ่มชนเหล่านั้นเขาได้เห็นผู้หญิงสองคนกำลังรอคอยเพื่อจะนำฝูงแกะเข้าไปดื่มน้ำที่บ่อนั้น มูชาจึงเดินออกไปเพื่อให้การช่วยเหลือสตรีสองคนนั้น และได้สอบถามนางดูว่า เหตุผลใดหรือที่นางต้องยืนคอย พวกเขาจึงกล่าวตอบว่า
“บิดาของเราชรามากแล้ว เราจึงต้องนำฝงแกะมาดื่มน้ำด้วนตนเองขณะนี้เรายืนรอเพื่อจะนำแกะไปกินน้ำเมื่อผู้คนได้ละออกไปจากบ่อน้ำแล้ว”
มูชาจึงพาฝูงแกะของเธอทั้งสองเขาไปดื่มน้ำ เมื่อเสร็จแล้วนางทั้งสองจึงละจากไป มูชารู้สึกเหน็ดเหนื่อยและหิวโหยอย่างมาก และเขาเองก็ไม่มีเสบียงอะไรติดตัวมา จึงนั่งอยู่ใต้ร่มไม้และวิงวอนต่อพระเจ้าให้พระองค์ได้กำจัดความหิวโหยของท่านให้หมดไป
….โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์! แท้จริงแล้วข้าพระองค์ยืนอยู่ได้ก็ด้วยปัจจัยในสิ่งดีงามทั้งหลายที่พระองค์จะทรงส่งลงมาให้กับข้าพระองค์ (อัล กุรอาน 28:24)
นับจากนั้นไม่นาน เธอคนหนึ่งในสองคนนั้นได้กลับมา โดยเดินเอียงอายเข้ามาหาและกล่าวกับมูซาว่า
“บิดาของฉันขอให้ท่านไปพบ เพื่อว่าท่านจะได้ตอบแทนรางวัลให้กับงานที่ท่านได้กระทำไป”
บิดาของนางทั้งสองนี้ก็คือ ชุอัยบ์ ศาสนทูตของพระเจ้า ดังที่ได้กล่าวถึงแล้วนั้นเอง
มูชาจึงลุกขึ้นและเดินไปกับหญิงสาวผู้นั้น ในระหว่างทางเขาขอเดินนำหน้าเธอ และให้เธอบอกทางจากเบื้องหลังของเขา เพราะว่าเขามาจากครอบครัวของบรรดาศาสดา ผู้ซึ่งจะไม่มองไปยังเรือนร่างของสตรีจากทางเบื้องหลังของเธอ
และหนทางนี้เขาจึงพบกับนบีชุอัยบ์ และได้เล่าเรื่องของเขาให้ท่านฟัง ศาสดาชุอัยบ์ได้ปลอบประโลมท่านและกล่าวขึ้นว่า
“ไม่ต้องกลัวะไรอีกแล้ว เจ้าได้รับความปลอดภัยแล้วจากกรงเล็บของบรรดาผู้กดขี่”
บุตรสาวคนเดียวกันนี้ที่เป็นผู้ไปตามมูชามา ได้กล่าวกับศาสดาชุอัยบ์ว่า
“โอ้ท่านพ่อ / โปรดได้ว่าจ้างชายผู้นี้ไว้ช่วยท่านทำงานเถิด เพราะเขาดูเป็นคนแข็งแรง อดทน น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้”
ศาสดาชุยบ์ผู้ซึ่งตระหนักดีถึงความซื่อสัตย์และความมีคุณธรรมของมูซา จึงยกบุตรสาวคนหนึ่งของท่านให้เป็นภรรยาของเขา และมูซาจึงได้ตกลงกับพ่อตาของตนว่า เขาจะอยู่พำนักกับท่านเป็นเวลา 10 ปี และในระหว่างเวลานี้เขาจะอยู่เพื่อช่วยงานของศาสดาชอัยบั โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะดูแลรับผิดชอบฝูงแกะให้กับท่าน
เมื่อมูชาอยู่ครบ 10 ปีแล้ว เขาจึงเดินทางออกจากเมืองมัดยันพร้อมกับครอบครัวของเขามุ่งตรงสู่อียิปต์ คืนหนึ่งอันมืดทึบและหนาวเหน็บในระหว่างการเดินทางจึงไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ ณ ที่แห่งใด รอบตัวมีแต่ความมืดมิดปกคลุม ถนนหนทางก็แยกไม่ออกว่าทางใดเป็นทางใด มูชาและครอบครัวของเขาจึงหลงทาง บัดดลนั้นสายตาของเขาจึงจับต้องไปที่กองไฟกองหนึ่ง โดยไม่รอช้าเขาจึงกล่าวกับภรรยาของเขาว่า
“เธอจงคอยอยู่ที่นี่ ฉันจะเดินไปดูกองไฟนั้น บางทีฉันอาจจะไปพบใครสักคนที่นำทางเราได้ หรือไม่ฉันก็อาจจะนำเอาเชื้อไฟมาก่อขึ้นที่นี้ได้บ้าง”
เขาจึงมุ่งตรงไปที่กองไฟนั้น และเมื่อไปถึงมีเสียงเรียกเขามาจากทิศ
ทางของต้นไม้ต้นหนึ่งโอ้มูชา! แท้จริงข้าคืออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งโลกทั้งหลาย
(อัล กุรอาน 28:30)
ข้าได้เลือกเจ้าให้เป็นศาสนทูตองค์หนึ่ง ดังนั้นจงฟังในสิ่งที่ถูกวิวรณ์มายังเจ้า ข้าเป็นพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว และไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้วนอกจากข้า จงเคารพสักการะข้าแต่เพียงองค์เดียว และจงดำรงการนมาซ เพื่อว่าเจ้าจะได้รำลึกถึงข้า วันฟื้นคืนชีพจะต้องบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน….เพื่อว่าทุกๆชีวิตจะได้รับการตอบแทนไปตามที่เขาได้ขวนขวายไว้ (อัล กุรอาน 22:14-15)
ศาสดามูชา มีไม้เท้าอันหนึ่งใช้ถือเพื่อใช้เป็นตะขอและใช้เป็นที่สำหรับ-เกี่ยวกิ่งไม้เพื่อริดใบมาเป็นอาหารของแกะ ในการรับวิวรณ์นี้ท่านได้รับบัญชาให้โยนไม้เท้าของท่านลงบนพื้นดิน และในบัดดลนั้นมันได้กลายเป็นงูใหญ่ตัวหนึ่ง นบีมูชารู้สึกตระหนกและจึงวิ่งหนีไป เป็นเพราะความกลัวท่านจึงไม่ได้หันหลังกลับมามอง แต่ได้มีเสียงร้องเรียกให้ท่านกลับมา”จงอย่าได้กลัว! และจงอยู่ในความสงบเถิด” ท่านจึงรู้สึกสบายใจขึ้นและเดินกลับมา พระเจ้าจึงมีบัญชาให้ท่านยื่นมือออกไปจับงูตัวนั้น เมื่อท่านจับมัน มันกลับกลายเป็นไม้เท้าดังเดิม ตามพระประสงค์ของพระเจ้า จากนั้นท่านได้รับบัญชาให้เอามือสอดเข้าไปที่หน้าอกของท่านและให้ดึงมือออกมา เมื่อท่านได้ทำเช่นนั้นแล้วท่านพบว่ามือของท่านส่องประกายสว่างจ้าและมีสีขาว มีประกายรัศมีออกมาจากมือของท่าน แต่เป็นลักษณะที่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา เหล่านี้คือสิ่งมหัศจรรย์ของนบีมูซาที่พระเจ้าทรงมอบให้กับท่าน ซึ่งเป็นสัญญาณต่างๆ เพื่อฟาโรห์และผู้คนของเขาจะได้หมดความสงสัยในการเป็นศาสนทูตของพระองค์ อำนาจเหล่านี้ถูกมอบให้กับท่านเพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่คิดว่าท่นเสแสร้งด้วยตัวของท่านเองเพื่อแกล้งทำตัวเป็นศาสนทูต
จากนั้น อัลลอฮ์จงทรงมีบัญชามายังท่านให้ประกาศต่อฟาโรห์ว่าความเป็นศาสนทูตของท่านนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ในตอนแรกนบีมูชาแจ้งต่อฟาโรห์ถึงการเป็นศาสนทูตของท่านด้วยกับคำพูดที่อ่อนน้อม และเชิญชวนเขาให้มาเคารพสักการะพระเจ้าเพียงองค์เดียว และสอบถามเขาว่าประสงค์จะมีจิตใจที่มีคุณธรรมและสะอาดบริสุทธิ์หรือไม่ หากเขาประสงค์ที่จะให้มูชาชี้นำเขาสู่พระเจ้าของเขา
ฟาโรห์จึงเอ่ยถามว่า “พระเจ้าของเจ้าคือใคร “
นบีมูชาจึงกล่าวตอบว่า “พระเจ้าของฉันคือพระองค์ผู้ทรงสร้างสรรค์ฟากฟ้าและแผ่นดิน พระองค์คือผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง”
ฟาโรห์บังเกิดความเดือดดาลเมื่อได้ยินมูซากล่าวเช่นนั้น และหันไปยังเขาพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าไม่เห็นมีสัญญาณอันใดจากเจ้าที่ว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่งนอกจากตัวของข้าเอง และสำหรับตัวเจ้าแล้ว มูชา! ถ้าหากเจ้าไม่เคารพกราบไหว้ข้าแล้ว การลงโทษก็จะบังเกิดขึ้นสำหรับเจ้า”
ศาสดามูซาจึงกล่าวตอบไปว่า “หากฉันนำเอาสัญญาณต่างๆ จากพระเจ้ามาแสดงแก่ท่าน ท่านจะว่าอย่างไร”
ฟาโรห์กล่าวตอบว่า “สัญญาณอะไรกันที่เจ้าจะนำมา จงนำมาชิ! หากเจ้าเป็นผู้สัตย์จริง”
ศาสดามูชาจึงโยนไม้เท้าของท่านลงไปและมันได้กลายเป็นงูร้ายในบัดดล เขาเอามือสอดเข้าไปที่อกและดึงมันออกมา มันส่องแสงออกมาเข้าตาฟาโรห์ เป็นแสงขาวอันบริสุทธ์ าโรห์ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด ด้านหนึ่งเป็นศาสดามูชาและพระเจ้าของศาสดามูซาและสัญญาณต่างๆ ของท่าน ในอีกด้านหนึ่งคืออำนาจอธิปไตยและความเป็นกษัตริย์ของเขา และอำนาจ

