ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (13)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (13)
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
ท่าน การอิจฉาในศาสดาดาวูด และการฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอพร้อมกับบรรดาบุตรชายของท่านที่กำแพงเมืองเบทชิน และเรื่องที่บิดเบือนอื่นๆอีกเป็นต้น
ส่วนเรื่องราวอันละเอียดปรากฏอยู่ในอัล กุรอานมีดังต่อไปนี้เจ้า (มุธัมมัดศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์) ไม่เห็นหรือถึงเรื่องราวของกลุ่มชนหนึ่งจากพงศ์พันธ์ของอิสรออีลภายหลังจากมูซา เมื่อพวกเขาได้กล่าวกับศาสดาองค์หนึ่งของพวกเขาว่า ‘ขอให้ท่านโปรดแต่งตั้งกษัตริย์แก่พวกเราชิ เราจะได้สู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ (ท่าสงครามศาสน)’ ศาสลาท่านนั้นจึงกล่าวกับพวกเขาว่า ‘พวกเจ้าทั้งหลายมันจะไม่เป็นดังนี้ดอกหรือว่าหากเมื่อการสู้รบถูกบัญชามายังพวกเจ้าพวกเจ้าก็จะไม่ออกต่อสู้’ พวกเขากล่าวตอบว่า ‘และมีเหตุอันใดแก่พวกเราหรือที่เราจะไม่สู้รบในวิถีทางแห่งพระเจ้า เมื่อโดยแท้จริงแล้วเราถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือนของพวกเรา และจากบุตรหลานของพวกเรา’ แต่เมื่อการสู้รบถูกกำหนดมายังพวกเขา พวกเขาต่างก็หันหลังให้ ยกเว้นเพียงบางคนของพวกเขา และโดยแท้จริง พระเจ้าทรงตระหนักถึงบรรดาผู้ที่อยุติธรรมเหล่านั้น (อัล กุรอาน 2:246)
และ (ชามูเอล) กล่าวกับพวกเขาว่า ‘แท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งซาอูล (ฏอลูต)/ให้เป็น) กษัตริย์ เหนือพวกเจ้า)’ พวกเขากล่าวว่า ‘ไฉนเล่า! จึงแต่งตั้งเขาให้เป็นกษัตริย์ปกครองพวกเรา ทั้งๆที่ความเป็นจริงพวกเราทรงสิทธิ์ในตำแหน่งกษัตริย์ยิ่งกว่าเขาเสียอีกและเขา (ฏอลูต) ก็ไม่มีทรัพย์อันมั่นคงแต่ประการใดๆ’ เขา (ชะมาอูล) กล่าวว่า ‘แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเลือกเขา (ฎอลูตหรือซาอูล) ให้เป็นกษัตริย์ของพวกเจ้า และพระองค์ทรงเพิ่มพูนความรู้และเรือนร่าง(ที่สูงใหญ่) ให้กับเขา และอัลลอฮ์ทรงประทานอำนอำนาจทางอาณาจักรของพระองค์แก่บุคคลที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลลลลฮ์ทรงไพศาลยิ่ง อีกทั้งทรงรอบรู้ยิ่ง’ (อัล กุรอาน 2:247)ชาวอิสราเอลต่างพากันข้องใจและไม่ยอมรับการเป็นกษัตริย์ของ
ฏอลูต (ซาอูล) ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นผู้วอนขอกษัตริย์องค์หนึ่งจากนปีของพวกเขาเองให้เป็นกษัตริย์เหนือชาวอิสราเอล พวกเขาจึงเรียกร้องให้นบีซะมูเอลนำสัญญาณการเป็นกษัตริย์ของฏอลูตจากพระเจ้ามาแสดงเป็นหลักฐานต่อพวกเขา ดังนั้นซะมูเอลจึงกล่าวกับชาวอิสราเอลว่า
และ (ซะมูเอล) ได้กล่าวกับพวกเขาว่า ‘แท้จริงสัญลักษณ์แสดงอำนาจทางอาณาจักรของเขาก็คือ จะมีหีบ (ตาบูต) ใบนั้นมายังพวกเจ้า ซึ่งในนั้นมีความสบงร่มเย็น (ซะกีนะฮ์) จากองค์อภิบาลของพวกเจ้าและมีเครื่องใช้ไม้สอยของวงศ์วานของมูซาและวงศ์วานแห่งฮารุนที่เก็บรักษาไว้ ซึ่งเทวทูตแบกมันมาเอง แท้จริงในนั้นย่อมเป็นสัญลักษณ์ (ทางนำ) แด่พวกเจ้าทั้งมวล ทั้งนี้หากแม้นพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา’ (อัล กุรอาน 2:248)
ต่อมาเมื่อฏอลูตได้นำไพร่พลเคลื่อนออกไป เขาก็ประกาศว่า “แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงหดสอบพวกเจ้าทั้งหลายด้วยลำน้ำสายหนึ่ง ซึ่งมัใดดื่มจากมันเขาก็จะหาใช่พวกของฉันไม่! ยกเว้นบุคคลที่ใช้มือของเขาวักน้ำเพียงครั้งเดียว’ ครั้นแล้วพวกเขาก็ดื่มจากมัน (ด้วยการวักน้ำเกินกว่าหนึ่งครั้ง) ยกเว้นเพียงเล็กน้อยจากพวกเขานั้นต่อมาเมื่อเขา (กษัตริย์ฏอลูต) และบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอยู่พร้อมกับเขาเดินผ่านลำน้ำนั้น พวกเขาก็กล่าวว่า ‘ในวันนี้เราต่อสู้กับญาลูฏ(โกลัยแอต) และไพร่พลของเขาไม่ไหวอย่างแน่นอน’ บรรดาที่มั่นใจว่าพวกเขาต้องได้พบกับอัลลลอฮ์ จึงกล่าวว่า ‘มีตั้งเท่าใดแล้วกลุ่มชนที่มีเพียงเล็กน้อย สามารถพิชิตกลุ่มชนที่มีมากว่าโดยอนุมัติของอัลลอฮ์ และอัลลลอฮ์ย่อมอยู่พร้อมกับบรรดาผู้อดทนทั้งหลาย”(อัล กุรอาน 2:249)
และเมื่อพวกเขาได้เผชิญหน้ากับญาลูฏและไพร่พลของเขา พวกนั้น (บรรดาผู้ศรัทธาที่เหลืออยู่เพียง 313 คน) จึงวิงวอนว่า ‘โอ้องค์อภิบาลของเรา! ขอได้ไปรดหลังความอดหนลงสู่เราด้วยเถิดโปรดประทานความแน่นแฟ้นแก่เท้าของเราด้วยเถิด และหรงโปรดช่วยเราให้มีชัยชนะเหนือบรรดาผู้ปฏิเสธด้วยเถิด'(อัล กุรอาน 2:250)
ครั้นแล้วพวกเขาก็บำราบพวกนั้นโดยอำนอำนาจของอัลลอฮ์ และดาวูดได้สังหารญาลูฏ และอัลลอฮ์ทรงประทานอำนาจทางอาณาจักรและวิทยญาณแก่เขา และพระองค์ทรงสอนเขาบาบางสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และมาดแม้นหากอัลลอฮ์ไม่ทรงปกป้องมนุษย์จากกันและกันแล้วไซร้ แน่นอนที่สุด! แผ่นดินย่อมถึงซึ่งความหายนะ แต่ทว่าอัลลอฮ์ทรงไว้ซึ่งความโปรดปรานต่อบรรดาชาวโลกทั้งมวล(อัล กุรอาน 2:251)
นั้นเป็นโองการแห่งอัลลอฮ์ ซึ่งเราแถลงมันแก่เจ้าโดยสัจจะ และแท้จริงเจ้านั้น (มุฮัมมัด) เป็นหนึ่งจากบรรดา (ที่ถูกแต่งตั้งตั้งเป็น)ศาสนทูต (อัล กุรอาน 2:252)
ภายหลังจากที่กษัตริย์ฏอสูตและศาสดาดาวูด บำราบปราบปราบปรามการรุกรานของกองทัพญาลูฏผู้มีร่างยักษ์ราบคาบลงแล้ว กษัตริย์ฏอลูตหรือซาอูลจึงสถาปนาศาสดาดาวูดให้เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลสืบต่อไปอาณาจักรของท่านขยายตัวออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล จากแม่น้ำยูเฟติสจรดอ่าวอะกอบา ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองมัดยัน สรุปได้ว่ากษัตริย์ฏอลูตปกครองอาณาจักรอยู่ ณ เมือง กิเบอฮ์ ซึ่งเป็นป้อมปราการดัดแปลงให้เป็นเมืองหลวงนับจากปี 1,020-1,000 ก่อนคริสต์ศักราชเมื่อกษัตริย์ฏอลูตสิ้นพระชนม์แล้ว กษัตริย์ดาวูดทรงย้ายเมืองหลวงมายังกรุง เยรูซาเล็ม และสถาปนาให้เป็นเมืองส่วนกลาง
ท่านได้นำหีบสมบัติของกษัตริย์ฏฏลูตมาเก็บรักษาไว้ โดยสร้างแท่นที่วงขึ้นเป็นพิเศษหรือฮะรอม ณ กรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงครองราชย์จากปี 1,000-961 ก่อนคริสต์ศักราช ศาสดาดาวูดมีบุตรชายรวม 17 คนและบุตรหญิง 18 คน หนึ่งในบุตรของท่านที่เด่นและเฉลียวฉลาดที่สุดคือสุลัยมาน หรือ โซโลมอน ผู้ซึ่งต่อมาท่านได้รับการสถาให้เป็นศาสดา(นบี) และทรงสถาปนาให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลสืบแทนศาสดาดาวูด และทรงเป็นผู้สืบแทนสายธารของบรรดาสดาและผู้พิทักษ์คัมภีร์ ซะบูร ของศาสดาดาวูด
เมื่อศาสดาดาวุดสิ้นพระชนม์ กษัตริย์สุลัยมานจึงสืบราชสมบัติต่อมานับจากปี 961-922 ก่อนคริสต์ศักราช กรุงเยรูซาเล็มซึ่งเมืองหลวงจึงมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วแผ่นดิน เป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดานานาประเทศ ประจวบกับศาสดาสุลัยมานทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม พระเจ้าทรงประทานทรัพย์สมบัติให้กับท่านมากมายอย่างไม่เคยที่กษัติรย์องค์ใดเคยมีมาก่อนหรือที่จะมีต่อไป ท่านได้รับอำนาจทางอาณาจักรจากพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ทั้งทางด้านวิทยญาณอันสูงส่งและอำนาจในการปกครองมนุษย์และญินและธรรมชาติต่างๆ เช่น มีอำนาจควบคุมลมเพื่อนำมาใช้งานได้ตามใจปรารถนา ท่านจึงเดินทางไปกับกระแสลมด้วยความรวดเร็ว บรรดาสรรพสัตว์ต่างเข้าร่วมในกองทัพของท่าน เช่นมก เพราะท่านทรงรอบรู้ถึงภาษาของสัตว์เหล่านั้น เช่น ภาษาของมดเป็นต้น กษัตริย์สุลัยมานทรงมีบัญชาให้มนุษย์และญินสร้างปราสาทราชวังอันวิจิตรพิศดาร ดังที่ไม่เคยมีการสร้างเยี่ยงนี้มาก่อน
ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการปรามบรรดากษัตริย์ราชบัลลังก์ในยุคสมัยของพระองค์ให้พวกเขารำลึกว่า อำนาจทางอาณาจักรที่พวกเขาคิดว่ามันมีอย่างมากมายนั้น เมื่อนำมาเทียบกับที่พระเจ้าทรงประทานมาให้กับพระองค์นั้นไม่อาจเทียบเคียงกันได้เลย ทั้งนี้ย่อมเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ากษัตริย์สุลัยมานไม่ต้องการทรัพย์สินของผู้ใด ซึ่งเรื่องนี้ราชินี บิลกิส แห่งราชอาณาจักร ซีบา แห่งดินแดนเยเมนได้ตระหนักถึงแล้วเป็นอย่างดี เมื่อพระนางเสด็จมาทอดพระเนตรด้วยตัวของพระนางเอง ณ พระราชวังของกษัตริย์สุลัยมานแห่งอาณาจักรเยรูซาเล็ม ส่วนพระราชบัลลังก์ของพระนางที่ใช้ประทับอยู่ ณ ราชอานาจักรชี้บาที่กล่าวขวัญกันว่าสวยงามที่สดในโลกนั้น ถูกนำมายังกรุงเยรูซาเล็มภายในพริบตา โดยท่าน อซีฟ บิน เบิรธาคียา ผู้ซึ่งมีความรู้ในตำราวิชาการเป็นยอด และมันถูกยุบตามพระบัญชาของศาสดาสุลัยมานจนจำเกือบไม่ได้
เรื่องราวอันเป็นรายละเอียดของเรื่องนี้ได้ถูกสาธยายไว้แล้วในอัลกุรอาน ดังมีความว่า
ขอยืนยัน แท้จริงเราได้ให้ความรอบรู้แก่ดาวูดและสุสัยมาน และเขาทั้งสองกล่าว่า ‘มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงประหานความเลอเลิศให้กับพวกเรา ซึ่งเหนือกว่าบรรดาข้าหาสผู้ศรัทธาทั้งหลายของพระองค์’ (อัล กุรอาน 27:15)
และสุลัยมานได้สืบมรดก (วะริษ) ของดาวูด และเขาได้ประกาศว่า’โอ้มวลมนุษย์ทั้งหลาย! เราได้รับความรู้เกี่ยวกับภาษาพูดของนกและเรายังได้รับจากทุกๆ สิ่ง แท้จริงสิ่งนี้เป็นความโปรดปรานอันชัดแจ้ง’ (อัล กุรอาน 27:16)
และบรรดากองทัพของสุลัยมานได้ถูกนำมาร่วมชุมนุมกัน ซึ่งมีทั้งญินและมนุษย์ และนกแต่ละเหล่าทัพนั้นถูกจัดแถวไว้อย่างเป็นระเบียบ (อัล กุรอาน 27:17)
จนกระทั่งเมื่อกองทัพนั้นได้มาถึงทุ่งมด ก็มีมดตัวหนึ่งพูดขึ้นกับพวกมดด้วยกันเองว่า ‘โอ้มดทั้งหลาย ! พวกเจ้าจงเข้าไปในรูที่อยู่ของพวกเจ้าเถิด อย่าให้สุลัยมานและกองทัพของเขาเหยียบย้ำพวกเจ้า


