ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ถ้าเราจะจัดรูปแบบการเปลี่ยนแปลงนั้นก็อาจแยกได้เป็น 2 ลักษณะคือ
1.การปฏิรูป (REFORM)คือการเปลี่ยนรูปแบบภายนอกอย่างเช่น การเอาเหล้าเก่ามาใส่ขวดใหม่ อย่างที่เรียกว่า “เหล้าเก่าในขวดใหม่” หรือถ้าพิจารณาในแง่เคมี คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโมเลกุล แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางปริมาณ ถ้าพิจารณาในแง่สังคมศาสตร์ หรือสังคมวิทยานั่นคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำเนินการ การบริหารจัดการ
2.การปฏิวัติ (REVOLUTION)คือการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาในโครงสร้าง หรือการเปลี่ยนแปลงโมเลกุล ดังนั้นการปฏิวัติจึงเป็นวิวัฒนาการในเชิงก้าวกระโดด ไม่ซ้ำรอยเดิม และจะไม่หวนกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก
จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมาของประเทศไทยเราได้มีการดำเนินการในเชิงปฏิรูปมาหลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายเราก็จะวนกลับไปสู่วงจรอุบาทว์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉะนั้นหากจะมีการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแบบก้าวกระโดด เราก็ต้องทำการปฏิวัติ ซึ่งไม่ใช่ความหมายของการนำกำลังทหารมายึดอำนาจ นั่นเรียกว่ารัฐประหาร แต่การปฏิวัตินี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างในเนื้อหา เช่น การเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ย่อมไม่ใช่เพียงจัดให้มีการเลือกตั้งแบบใหม่ๆที่ดูว่าแปลกตา แต่ได้ผู้แทนที่มิใช่ตัวแทนของประชาชนที่แท้จริงเลย หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไรแต่ถ้ามิได้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง นั่นคืออำนาจอธิปไตยมิได้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ก่อให้เกิดรัฐบาลที่เป็นของประชาชน บริหารโดยประชาชน และทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เราก็ไม่เรียกว่าการปฏิวัติ แต่จะเป็นเพียงการปฏิรูปและสุดท้ายก็จะวนเวียนกลับไปสู่วงจรอุบาทว์เหมือนเดิม
เรื่องนี้อาจทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นหากหันไปศึกษาการปฏิวัติสังคมของบรรดาศาสดาที่สำคัญทั้งหลาย เช่น พระพุทธเจ้าได้ทรงเทศนาครั้งแรก ด้วยธัมมจักรกัปปวัตนสูตร ความว่า “ธัมมะจักกัง ปวัติติตัง อปติวัตติตัง” แปลว่า ธรรมอันเป็นจักรนี้เมื่อได้หมุนไปแล้ว(เปลี่ยนแปลง) จะไม่หมุนถอยกลับ (คือจะไม่เปลี่ยนกลับ) นั่นคือเมื่อปุถุชนบรรลุธรรมเห็นแจ้งแล้วย่อมจะไม่เปลี่ยนกลับมาอีก แต่จะพัฒนาต่อไปยิ่งขึ้นไปอีก
พระเยซูได้ทรงเปลี่ยนแปลงสังคมที่เอารัดเอาเปรียบแบ่งเป็นชนชั้นปกครอง ชนชั้นผู้ใต้ปกครอง และทาสให้เป็นสังคมเสมอภาคด้วยความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ดุจดังความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษยชาติ
พระนบีมูฮัมมัดได้ทรงเปลี่ยนแปลงสังคมฟอนเฟะในคาบสมุทรอาหรับให้กลับกลายมาเป็นสังคมของคนดีมีศีลธรรม มีความเคารพนบนอบเชื่อฟังพระบัญชาของผู้เป็นเจ้าเอกองค์อัลเลาะห์ อยู่กันอย่างสันติสุข ซึ่งทำให้ศาสนาอิสลามแพร่ขยายออกไปอย่างมากในระยะต่อมา
ดังนั้นผู้ที่เป็นศรัทธาชนทั้งหลาย หากยึดมั่นในพระธรรมคำสั่งสอนของศาสดาและคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า เขาก็จะเป็นคนดีประพฤติดีไม่หวนกลับมาเป็นคนชั่วอีก นั่นคือการปฏิวัติคนจากภายใน
ทำไมประเทศไทยถึงต้องปฏิวัติ ลองมาดูตัวอย่างจากคำบรรยายของคุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารของธนาคารเกียรตินาคิน ที่ไปพูดในงานเสวนา “ถอดสูทถกเศรษฐกิจ” ของสมาคมเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ว่าปัญหาใหญ่ของไทย คือปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันไม่เคยแก้(แต่กลับทำให้กว้างขึ้น….ผู้เขียน)
รัฐบาลออกกฎหมายมารวบอำนาจเข้ารัฐมากขึ้น จนแทบกลายเป็น “รัฐข้าราชการ” ทำให้กระบวนการแก้ปัญหายากขึ้น
คุณบรรยงกล่าวว่าปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน มีสัดส่วนในเศรษฐกิจอาเซียนถึง 20% แต่หากยังเป็นอยู่อย่างนี้เราจะตกอันดับไปเรื่อยๆ เพราะเราพึ่งรายได้หลัก 2 รายการคือ การส่งออก กับการท่องเที่ยว แต่เศรษฐกิจภายในอ่อนแอนั่นคือ ภาคเกษตรกรรม (ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้นไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน…ผู้เขียน)
ส่วนเศรษฐกิจของคนระดับบนนั้นแข็งแรง แต่คนระดับล่างอ่อนแอ(มีภาระหนี้สินสูง) ทั้งนี้ให้ดูจากตัวเลขบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีกำไรเติบโตถึง 31% คิดเป็น 25% ของจีดีพี แต่เศรษฐกิจโดยรวมโตเพียง 3.5% แสดงว่าภาคธุรกิจส่วนอื่นๆเติบโตน้อยมาก หมายถึงความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น คนรวยจะเอาไปหมด
นี่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าไม่มีการปฏิวัติคือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ช่องว่างทางรายได้จะขยายตัวต่อไปและจะเป็นปัญหาใหญ่ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรงต่อไป
มาดูด้านอื่นๆ เช่น ศีลธรรม จริยธรรม หรือคุณธรรม เอาแค่ขบวนการพระ ขนาดมีการเรียกรับเงินทอนอันเป็นเงินภาษีอากร เงินของประชาชน มันก็แย่อยู่แล้ว แต่พอเป็นข่าวกลับได้รับการสวนกลับจากพระว่าอย่ามายุ่ง และบอกว่าต่อไปจะไม่เอาเงินหลวงอีก ทั้งนี้ท่านไม่เคยสำนึกว่าเงินฆราวาสเขาทำบุญเขาก็หวังให้มันเกิดผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยแก่บวรพุทธศาสนา ไม่ใช่เข้าพกเข้าห่อส่วนตัวของพระคุณเจ้า แถมตอนนี้ยังพยายามจะปลดผอ.พศ. ที่เป็นคนเดินเรื่องในการสอบสวนเอาผิดการคอร์รัปชั่นของพระบางรูปนี้ อย่างนี้ถ้าไม่ปฏิวัติเปลี่ยนโครงสร้าง เราจะหวังว่าจะให้พระคุณท่านมาช่วยเทศนาสั่งสอนปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรมแก่ประชาชนได้อย่างไร ส่วนในศาสนาอื่นๆ แม้จะใช้หรือไม่ใช้เงินของหลวงก็ตาม ก็ต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อมิให้มีพฤติกรรมเฉกเช่นเดียวกัน
ด้านการศึกษาถ้ายังมีโครงสร้างอย่างในปัจจุบัน แม้มีปฏิรูปก็ไม่อาจแก้ปัญหาการศึกาของไทยได้ ตอนนี้ก็เห็นว่าจะตั้งกระทรวงอุดมศึกษา มันก็วนกลับไปเหมือนสมัยมีทบวงอุดมศึกษานั่นแหละ วนไปวนมา คุณภาพการศึกษาไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงเป็นนัยสำคัญ ที่สำคัญอุดมศึกษาจะดีได้อย่างไร ถ้าต้นน้ำอย่างประถม มัธยมยังไม่ได้รับการยกระดับคุณภาพอย่างเป็นนัยสำคัญ
ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้อง “ปฏิวัติ” นั่นคือ เปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไม่ใช่เปลี่ยนแค่เครื่องแต่งตัว แต่คนเล่นก็เดิมๆ อย่างนี้แม้เรียกว่าปฏิรูปยังเรียกไม่ได้เต็มปากเลย สุดท้ายเราก็จะเวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ต่อไป และการปฏิวัตินี้ต้องทำแบบ “พลิกแผ่นดิน” คือทำทุกระบบครับ








