สงครามหรือสันติภาพ เกาหลีเหนือ-ซีเรีย-เมียนมาร์-ไทย
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
สงครามหรือสันติภาพ เกาหลีเหนือ-ซีเรีย-เมียนมาร์-ไทย
อนุสนธิจากการที่เกาหลีเหนือทำการทดลองยิงจรวด และทดลองระเบิดนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง สร้างความวิตกกังวลให้แก่ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้อย่างยิ่ง ส่วนสหรัฐฯนั้นถือเป็นการตบหน้าท้าทายจนทนไม่ไหว ประกาศกร้าวว่าจะโจมตีเกาหลีเหนือหากยังไม่ยุติการทดลองดังกล่าว พร้อมเคลื่อนกองเรือเข้าประชิด โดยครั้งนี้อ้างว่าจะมีหน่วยสนับสนุนคือ เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เข้าร่วมการปฏิบัติการ เพื่อเป็นการข่มขู่เกาหลีเหนือว่าหากขืนใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตี พันธมิตรหรือฐานทัพของสหรัฐฯแล้วละก็จะโดนถล่มด้วยอาวุธนิวเคลียร์ทันที งานนี้จีนแม้เป็นห่วงเกาหลีเหนือ แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะตนเองก็คุมไม่อยู่ นี่ก็เป็นอีกพื้นที่ที่ก้ำกึ่งกันระหว่างสงครามกับสันติภาพ
อีกสมรภูมิก็คือซีเรีย ซึ่งเหตุการณ์ก็คลี่คลายลงไปมาก และเป็นผลบวกต่อประธานาธิบดีบาร์ซา อัล อัสซาด ซึ่งต้องยอมรับว่าถ้าไม่มีการช่วยเหลือจากรัสเซีย และอิหร่าน ป่านนี้ตกเก้าอี้ไปแล้ว เพราะสหรัฐฯหนุนฝ่ายกบฏ และกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ เช่น อัลนุสรา (อัลกออิดะฮ์) และกลุ่มไอเอส
อย่างไรก็ตามมีความคืบหน้าที่จะนำไปสู่สันติภาพจากการประชุมเมื่อวันที่ 15 กันยายน ศกนี้ ระหว่างรัสเซีย ตุรกี และอิหร่าน ในเมืองหลวงของคาซักสถาน คือ อัสตานา โดย 3 ฝ่ายนี้ประกาศที่จะจัดตั้งเขตลดความรุนแรงขึ้นในซีเรีย โดยแบ่งมอบพื้นที่ให้คอยติดตามกำกับดูแลพื้นที่ที่แบ่งออกเป็น 4 เขต ทั้งนี้เขตแรก คือ เขตอิดลิบ(Idlib) ให้อิหร่านเป็นกองกำลังดูแลร่วมกับตุรกี และรัสเซีย ส่วนพื้นที่ชานเมืองหลวงดามัสกัส ด้านชายแดนที่ติดกับจอร์แดน และแถบเมืองฮอม (Homs)จะมีกองกำลังของรัสเซียเป็นตำรจคอยตรวจสอบ
อนึ่งเขตลดความรุนแรงนี้มิได้หมายความว่าจะไปละเมิดอำนาจอธิปไตยของซีเรีย ตลอดจนบูรณภาพ เอกภาพ และความเป็นอิสระของซีเรีย ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร แต่คงต้องได้รับความยินยอมจากรัฐบาลซีเรีย ต่างจากกองกำลังสหรัฐฯ-อังกฤษที่เข้าไปตั้งอยู่โดยมิได้รับคำเชิญ และปรากฏว่าในปัจจุบันมีทหารสหรัฐฯไปประจำการอยู่ประมาณ 750 นาย เป็นกองกำลังพิเศษ (SPECIAL TASK FORCE) 500 คน กองกำลังเรนเจอร์ (RANGER) 250 คน นี่ยังไม่นับรวมที่ปรึกษาทางทหาร และหน่วยข่าวอีกจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญกองกำลังเหล่านี้นอกจากจะคอยสนับสนุนฝ่ายต่อด้านรัฐบาลซีเรียแล้ว ยังให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอีกด้วย ทั้งนี้เพนตากอนยังมีแผนที่จะส่งทหารเข้าไปอีก 1,000 คน โดยอ้างว่าเพื่อไปปราบปรามไอเอส
เป้นที่น่าสังเกตว่าพื้นที่ๆรัสเซียเข้าไปรับผิดชอบเพื่อให้เกิดการสงบศึกนั้นมิได้มีความสำคัญยิ่งยวดในทางการรบ แต่เป็นเขตที่มีประชากรอยู่หนาแน่น ที่สำคัญเป้าหมายของการจัดพื้นที่ลดความรุนแรงนี้ก็เพื่อจะดำเนินการให้มีการหยุดยิงในที่สุด ซึ่งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียก็มองว่าเป็นบวกต่อสถานการณ์ของประเทศ และจะนำไปสู่การเจรจาระหว่างรัฐาบาลและฝ่ายต่อต้าน
มาตรการแบ่งโซนนี้จะเป็นไปเพียงชั่วคราว และมีอายุ 6 เดือน โดยจะแยกแยะระหว่างกลุ่มต่อต้าน และกลุ่มผู้ก่อการร้าย
และถ้าสหรัฐฯต้องการจะปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายไอซิสจริงๆนี่ก็เป็นการประณีประนอมระหว่างรัสเซีย-สหรัฐฯ และจะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลดแรงกดดันจากฝ่ายค้านได้มาก และสุดท้ายหากสันติภาพจะบังเกิดขึ้นก็ด้วยความร่วมมือทั้งของสหรัฐฯและรัสเซีย ซึ่งโดยภาพรวมก็คือการยุติเหตุการณ์จราจลวุ่นวาย ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางและอาฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นผลงานของฮิลลารี คลินตัน ที่ใช้ชื่อว่า “ARAB SPRING” หรือการลุกฮือของชาวอาหรับ อันเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียล้มตาย และการล่มสลายของประเทศต่างๆหลายประเทศในภูมิภาคนั้น
อย่างไรก็ตามแผนการเหล่านี้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยพอควร โดยเฉพาะซาอุดิอารเบีย ภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์ ด้วยราชวงศ์ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินกับกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงทั้งหลาย ที่เรียกว่าพวกสลาฟี ตักร์ฟิรี อันเป็นพวกสุดโต่งของสำนักวะฮ์บี
อีกประเทศที่ย่อมจะคัดค้านก็คืออิสราเอล เพราะเกรงการขยายอำนาจของอิหร่านและการเข้ามามีบทบาทในตะวันออกกลางของตุรกี ซึ่งรัฐยิวถือว่าเป็นภัยคุกคามตน ตลอดจนจะเป็นก้างขวางคอสำคัญในการเข้ายึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล ประเด็นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะอิสราเอลและกลุ่มยิวในสหรัฐฯมีอำนาจในการล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐฯอย่างสูง ด้วยอำนาจเงินและอำนาจสื่อที่อยู่ในมือ
สงครามหรือสันติภาพในภูมิภาคนี้จึงอยู่ในมือของสหรัฐฯโต้โผใหญ่ ตลอดจนอิสราเอล และซาอุดิอารเบีย โดยไม่อาจจะเบี่ยงเบนไปโทษใครได้เลย
อีกสมรภูมิที่จะต้องพูดถึงคือรัฐยะไข่ หรืออารกันในเมียนมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมายาวนานในเชิงประวัติศาสตร์ แต่มันถูกกระตุ้นด้วยกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง ชาวพุทธ ที่นำโดยพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง โดยผู้นำคือพระมหาวีรทู ภายใต้องค์กรมะบะทะ ที่ปลุกระดมความเกลียดชังในหมู่ชาวพม่า ที่นับถือศาสนาพุทธ และที่เป็นประเด็นคือได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ เพราะเป็นฐานสำคัญทางการเมืองที่จะกดดันนางอองซาน ซูจี ได้อย่างชะงัด นางอองซานจึงได้ทำเป็นเพิกเฉย และไม่ดำเนินการใดๆที่จะยุติความรุนแรงในรัฐยะไข่ ซึ่งนับวันจะบานปลาย ในทางกลับกันทำให้เกิดเอกภาพในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในเมียนมามากขึ้น แต่อย่าลืมว่าทำนองกลับกันชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ หรือมุสลิมพม่าต่างก็มีหลังพิงคือกลุ่มประเทศมุสลิม ที่น่าวิตกคือการถูกเข่นฆ่าโดยทหารพม่า และการปลุกระดมโดยชาวพุทธหัวรุนแรง กลายเป็นประเด็นที่กลุ่มหัวรุนแรงไอเอส นำมาใช้ปลุกระดมเพื่อตอบโต้ด้วยความรุนแรง ด้วยการส่งกองกำลังจากสมรภูมิต่างๆเช่น จากซีเรีย ฟิลิปปินส์ ตลอดจนจากบังคลาเทศ ปากีสถาน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เข้าไปในเมียนมา
และประเด็นนี้จะทำให้สถานการณ์บานปลายขึ้นไปอีก โดยจีนก็เริ่มเข้ามาแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลเมียนมา เพราะเกรงว่าจะกระทบผลประโยชน์ของตนในโครงการยักษ์ใหญ่ ONE BELT ONE ROAD หรือเส้นทางสายไหมที่จะออกทะเลในเขตมหาสมุทรอินเดียของพม่า และประเด็นนี้ก็ทำให้อินเดียซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจีน อัดอัดใจ และพยายามแข่งขันด้วยการเชื่อมถนนเข้ามาในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในทางปิดลับก็อาจมีมาตรการทางทหารที่จะเป็นอุปสรรคต่อแผนการขยายอิทธิพลของจีนก็ได้ สมรภูมินี้จึงจะเป็นอีกเขตหนึ่งที่จะทำให้เกิดสงครามหรือสันติภาพ โดยเฉพาะสถานการณืที่ล่อแหลมจากการปลุกระดมความคลั่งใคล้ในศาสนาของสองขั้วคือสุดโต่งพุทธ และสุดโต่งอิสลาม
สมรภูมิสุดท้ายคือเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยืดเยื้อและรุนแรง ด้วยพื้นที่นี้มีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทั้งหลายในอีกหลายสมรภูมิ เช่น ซีเรีย ฟิลิปปินส์ เพราะการพ่ายแพ่ของกลุ่มไอเอสในซีเรีย ทำให้มีการเคลื่อนย้ายกองกำลังไปยังภูมิภาคต่างๆ ที่สำคัญมีการสร้างเครือข่ายในฟิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ภาคใต้ของไทยและยะไข่ของเมียนมา ที่น่ากังวลใจอย่างมากก็คือการเชื่อมโยงกันของกลุ่มสุดโต่งชาวพุทธของเมียนมา กับกลุ่มสุดโต่งชาวพุทธของไทย อันมีพระผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนในด้านหนึ่ง
ส่วนอีกด้านหนึ่งคือกลุ่มหัวรุนแรงไอเอส ที่อาศัยสะพานเชื่อมโยงจากสำนักผิดวะฮ์บีเข้ามาปลุกระดมความสุดโต่งทางศาสนาอิสลาม แรงประทะจากสองขั้วนี้จะทำให้เกิดเหตุรุนแรงจนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อได้ เพราะขณะนี้มันมีการติดอาวุธของกลุ่มสุดโต่งทั้ง 2 ขั้ว มาอย่างต่อเนื่อง และขยายตัวขึ้น หากการเจรจาเพื่อสันติสุขไม่คืบหน้านั่นก็คือ สัญญาณอันตราย ที่รัฐาบาลจะต้องใช้ความระมัดระวังในการแก้ปัญหาอย่างยิ่งโดยไม่อิงกับพวกสุดโต่งทั้งหลาย
September 15, Russia, Turkey and Iran in the capital of Kazakhstan Astana has announced the establishment of four zones of de-escalation in Syria. Monitoring in the area of de-escalation in Idlib will force Iran, Russia and Turkey, and in the suburbs of Damascus, on Syria’s border with Jordan and near the city of Homs will deal with the Russian military police.
The development of these areas of de-escalation does not undermine the sovereignty, independence, unity and territorial integrity of Syria.
Territory, which with the help of Russian organized a truce, not very extensive, but high population density. The end stage of the creation of the zones of de-escalation opens the way to a complete cease-fire in Syria. The representatives of the Syrian opposition cited the positive results of the recent talks in Astana.
Announced by countries-guarantors of the four zones of de-escalation will be a temporary measure with an initial validity of six months. The parties also announced the creation of the joint coordination center for control in areas of de-escalation.
Speaking in plain language, Russia, unlike the US, has managed to divide the moderate opposition and terrorist groups linked to ISIL and “Dzhebhatan-Nusra”.
The idea of creating such zones of de-escalation is a kind of compromise between Russia and the United States. The fight against ISIS Trump considers the top priority of his Middle East policy. This approach is pragmatic as it allows him to perform the points of the electoral program for the fight against ISIS.However, without Damascus and Moscow it is impossible. On the other hand, this struggle can be carried out without any agreements with Moscow, which could cause irritation among opponents of President Trump.
On the other hand, it is possible to speak about the approaching end and the failure of the “Arab spring”, which launched the group Hillary Clinton, and which has passed bloody tsunami across the Arab world and the Middle East in general.
However, these agreements have their influential opponents. Among them, the Saudi monarchies, who are financing the radical opposition in Syria. They are such a disadvantageous agreement — any arrangement of this kind implies that the United States guarantee to the Assad regime maintaining power in the territory, which it has. It nullifies all attempts to remove him from power in the near future.
Another factor of instability – Israel. The Jewish State is concerned about the possibility of Iranian and Turkish observers near the Syrian-Israeli border in one of the zones of de-escalation. In addition, the transformation of the East of Damascus in one of these zones, according to Israeli experts may hinder regular Israeli air strikes on the Syrian capital, and located there the forces of the movement “Hezbollah”.
Most likely, the Israeli lobby in the United States will do everything possible to disrupt or modify the existing agreement.
Would like to quote the British newspaper the Telegraph.
«Nobody is under any illusions about the challenges ahead. They will require complete Turkish, Russian, Iranian, US, UK, UN support and agreement, and over a protracted period. There are several “dogs” in this fight, but the US is the biggest, and I hope it barks the loudest. Significant resources are required for success, but less than involved in housing 5-12 million Syrians elsewhere and allowing the terminal decline of this shattered nation.»
Russian success that we see today in Syria is likely to create a new wave of anti-Russian criticism and various kinds of speculation. Opens a new stage in information warfare in the Western media. Nevertheless, it will not change the emerging trend towards the settlement of the situation in Syria and the return of peaceful life in Damascus.
The incident in Syria is a core problem on World War or World Peace because it’ s related to other battle fields in other parts of the world i.e Marawi in Philippines , Arakan in Myanma and in Southern Tier of Thailand where the two extremists in religious and ethnic have had arouse hatred among them.
Therefore, one could cope with this problem by avoiding to accept an extreme and radical pracmatical way of these school of thought.









