INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จะอยู่กันอย่างไรจากนี้ไป 20 ปี (จบ)

future city

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET

                                         จะอยู่กันอย่างไรจากนี้ไป 20 ปี (จบ)
    ในตอนที่แล้วได้บรรยายเกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไป และแนวโน้มของโลกใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และระบบทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างมาก และในช่วงการปรับตัวนี้เอง จะเกิดการวุ่นวายทางสังคมด้วยความขัดแย้งที่รุนแรง แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยเสริมสร้างปัจจัยต่างๆในการยังชีพของมนุษย์

    แต่ความเหลื่อมล้ำและวิวัฒนาการระหว่างโลกยุคดิจิตอลกับโลกยุคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและจะเกิดผลกระทบต่อโครงสร้างทั้งหลายอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันสภาวะแวดล้อมที่ถูกทำให้เสียหายจนยากจะกู้กลับคืนมาได้ แม้เราจะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยบรรเทาสภาวะโลกร้อนลงได้ แต่หลายอย่างมันสายเกินแก้ เพราะน้ำแข็งที่ขั้วโลกทั้งสองได้ละลายลงมาจำนวนมาก และอย่างต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่แล้ว ความปรวนแปรของภัยธรรมชาติทั้งหลายจะเป็นสิ่งท้าทายอย่างสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์

    สำหรับประเทศไทย พิจารณาในด้านโครงสร้างต่างๆของประเทศ เริ่มจากโครงสร้างทางสังคมของไทยนั้นมีลักษณะที่แข็งตัวอย่างมาก โดยสถาบันต่างๆที่ครองความได้เปรียบในสังคมมาตลอดไม่ยอมปรับตัว ในทางตรงข้ามกลับยิ่งกระชับอำนาจเพื่อเพิ่มความได้เปรียบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สถาบันสงฆ์ที่มีแกนกลางอยู่ที่มหาเถรสมาคม ซึ่งมีหลายฝ่ายพยายามจะปรับเปลี่ยนแต่พิจารณาตามสภาพแล้วคงยากที่จะทำอะไรได้ ในด้านโครงสร้างประชากรเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ แต่เรายังไม่มีการเตรียมการอะไรที่เป็นรูปธรรม คนสูงอายุก็ยังปล่อยตัวตามสบาย ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ยังติดกับความบันเทิงหาความสุข สนุกไปวันวัน ส่วนรัฐบาลก็เน้นแต่การกระชับอำนาจเสียเวลาไปแล้ว 3 ปี ในขณะที่เวลาไม่ได้รอคอยเราแม้แต่น้อย

    โครงสร้างการศึกษายังคงคืบคลานพัฒนาไปอย่างเชื่องช้า จนมองไม่เห็นวี่แววว่าจะไล่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีได้อย่างไร ที่สำคัญยังมีความเหลื่อมล้ำกันมากในเรื่องการศึกษา ระหว่างกลุ่มรายได้สูงกับกลุ่มรายได้ต่ำ

    ส่วนโครงสร้างทางเศรษฐกิจนั้นยังคงรูปอยู่ในแบบที่กลุ่มทุน และขุนนางยังผนึกกำลัง และมีศักยภาพสูงในทางเศรษฐกิจ จนทำให้เกิดความแตกต่างในการกระจายรายได้สูง กลุ่มทุนขนาดใหญ่ครอบครองทุนที่ดินและทรัพยากรต่างๆเป็นจำนวนมาก ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากไร้และสิ้นหวัง เพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ด้วยนโยบายสนับสนุนการบริโภคนิยมที่หวังให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ผลลัพภ์คือไปสร้างความมั่งคั่งให้คนรายได้ระดับบนมากขึ้น การบริโภคจึงตกต่ำ รัฐบาลก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป จึงทำให้เกิดภาระหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องดำเนินนโยบายขาดดุลมาโดยตลอด อนึ่งในขณะที่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ทำให้นโยบายเก่าๆไร้ประสิทธิภาพ การมุ่งสู่ทิศทางไทยแลนด์ 4.0 จึงยากที่จะประสบความสำเร็จในองค์รวม แต่จะได้ผลต่อภาคส่วนที่มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยน ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่มีความพร้อมทั้งทุนและองค์ความรู้ นั่นคือคนกลุ่มน้อยของประเทศ

    ด้านโครงสร้างทางการเมือง รัฐบาลมุ่งกระชับอำนาจด้วยการออกกฎหมายมาเป็นจำนวนมาก จนทำให้โครงสร้างทั้งหลายแข็งตัว กลายเป็นรัฐข้าราชการ โดยที่มีกฎหมายที่เป็น พ.ร.บ.ถึง 20,000 ฉบับ นี่ยังไม่นับรวมกฎหมายประเภทอื่นๆ รวมแล้วที่กฤษฎีการรวบรวมไว้ 105,000 ฉบับ และรัฐบาลก็ยังภูมิใจที่จะออกกฎหมายมาเพิ่มอีก จนกระทั่งต่อไปจะทำอะไรกันไม่ได้ เพราะทุกคนจะกลัวผิดกฎหมายที่มีมากมาย และครอบคลุมไปทั่ว นอกจากคนที่กุมอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งจะทำให้โครงสร้างการเมืองมีทิศทางไปในรูปเผด็จการ อันขัดแย้งกับวิวัฒนาการของโลก ที่จะมีความอ่อนตัวมากขึ้นในทางการเมืองการปกครอง เพราะเทคโนโลยีข่าวสารนั้นเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

    ในปัจจุบันประเทศไทยก็ยังคงเน้นการส่งเสริมการส่งออก แม้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันเรานั้นลดลงอย่างรวดเร็ว เราไม่อาจส่งออกโดยอาศัยค่าแรงงานที่ถูกอีกต่อไป ในขณะที่การเดินทางไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เราก็ยังต้องพึ่งการนำเข้าเทคโนโลยีและบริโภคเทคโนโลยี แต่การสร้างนวตกรรมยังน้อยมาก ธุรกิจ START UP เกือบไม่มีเลย ทุนวิจัยพัฒนาก็อยู่ในระดับต่ำ แถมจะเกิดได้ยากเพราะกฎระเบียบมันมากเหลือเกิน เนื่องจากเรากลัวของใหม่ๆ เพราะเกรงว่าจะควบคุมไม่ได้ แล้วนวตกรรมจะเกิดได้อย่างไร ขณะนี้ก็เลยเล่นง่ายๆ เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมฐานลอยไร้ความมั่นคง แต่บางคนก็ยังเห็นดีเห็นงามให้ส่งเสริมเศรษบกิจลัลลา

    ที่สำคัญเรายังไม่มีการเตรียมตัวที่จะรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่จะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในการผลิต เพราะมันจะทำให้เกิดการว่างงานจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้แรงงานที่เราขาดแคลนจนต้องใช้แรงงานต่างชาติ แต่ตำแหน่งงานนั่งโต๊ะจะหายไปอีกจำนวนมากจาเทคโนโลยีสมัยใหม่
    การว่างงานจำนวนมาก ประกอบกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ที่ถอยห่างออกไปทุกทีจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางสังคม และจะเกิดแรงปะทะอย่างรุนแรงเพราะโครงสร้างทางสังคม และโครงสร้างทางการเมืองของเราแข็งตัวอย่างมาก

    ภาคการเกษตรที่อ่อนแออยู่แล้วเพราะขาดแคลนการสนับสนุนอย่างจริงจัง แถมปัจจัยการผลิตยังไปกระจุกตัวกับคนจำนวนน้อย จะทำให้เป็นปัญหาซ้ำเติมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม

    ประเด็นสุดท้ายคือประเทศไทยไม่พร้อมต่อการรับมือกับสภาวะแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการปรวนแปรของสภาพอากาศ และฤดูกาล แต่เรายังคงทำการเกษตรโดยต้องพึ่งพาฝนฟ้าเป็นหลัก ที่นับวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง คือยามแล้งก็จะแล้งยาวนาน ยามฝนตกก็จะตกมากและนานจนน้ำท่วม พืชผลและแมลงจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากในบางฤดู และในยามที่ผลิตได้มากก็จะมีราคาตกต่ำจนไม่คุ้มกับต้นทุน ความล้มเหลวในทางเกษตรที่เกิดซ้ำๆกันเพราะไม่อาจปรับตัวตามสิ่งแวดล้อม จะทำให้เกษตรกรมีฐานะยากจนตกต่ำลงไปอีก ยิ่งน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นที่ราบลุ่มทั้งหลายก็จะเกิดภาวะน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน จนไม่อาจปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ได้

    เมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานครจะถูกน้ำท่วม โดยจะเห็นผลชัดเจนใน 10 ปีนี้ เพราะเราไม่ได้เตรียมแผนป้องกัน เช่น การสร้างเขื่อน หรือประตูน้ำปากแม่น้ำ ผืนดินหลายแห่งหลายจังหวัดจะจมหาย ประชาชนจะกระจุกตัวกันอยู่มากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องที่ดิน แต่เราก็ยังชะล่าใจ ไม่ได้เตรียมมาตรการอะไรเพราะคิดว่ายังอีกนาน

    ลองไปดูการเตรียมการของบางประเทศ เช่น อังกฤษ ได้ป้องกันเมืองหลวงลอนดอนด้วยการสร้างประตูน้ำปากแม่น้ำเทมส์ ประเทศเนเธอแลนด์ ที่แต่เดิมมีความภาคภูมิใจมากถึงกับมีคำกล่าวว่า “พระเจ้าสร้างโลก แต่ชาวดัชสร้างเนเธอแลนด์” เพราะเขาสร้างแผ่นดินขึ้นมาด้วยการสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเล ขยายพื้นที่ แต่ในปัจจุบันนี้ชาวดัชเริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบาย โดยยอมรับสภาพว่าไม่อาจต่อสู้กับธรรมชาติที่ปรวนแปร และระดับน้ำที่นับวันจะเพิ่มสูง จึงปรับแผนด้วยการอยู่กับน้ำ ทั้งนี้ได้เริ่มการสร้างอาคาร และที่อยู่อาศัยให้ลอยอยู่บนน้ำได้ โครงการนี้เขาเริ่มมาเกือบ 10 ปีแล้ว

    ด้วยปัญหาในการแข็งตัวของโครงสร้างทั้งทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ สถาบันต่างๆ จึงไม่มีความยืดหยุ่นพอเพียงที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี และสภาวะแวดล้อม จนเกิดการพังทะลายลง

    ตอนนี้ก็ได้แต่ฝากความหวังไว้กับการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปต่างๆ ว่าจะเนรมิตรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันสอดรับและปกป้องผลข้างเคียงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อม ได้หรือไม่ แต่ดูๆไปแล้วหวังยากส์ และบางแนวทางยังสวนกระแสโลกในทางตรงข้าม คงต้องปล่อยวางแล้ว เพราะเรามันเป็นเพียงเถ้าธุลีเท่านั้นเอง ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน ด้วยพลังประชาชนนั้นอ่อนแออย่างถึงที่สุดแล้ว

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com