INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประชาธิปไตยที่กินได้

63E7E0F6E5D64E18B75082678863C2CC

คอลัมน์ช่วยกันคิดช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
                                                   ประชาธิปไตยที่กินได้

ทุกวันนี้โลกก็ยังคงสับสนกับ “ประชาธิปไตย” “เสรีนิยม” และ “ทุนนิยม” เพราะอันหนึ่งมันคือระบอบการปกครอง อันสองมันคือคตินิยมในการดำเนินชีวิตของสังคม และอันสามมันคือระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอันสุดท้ายนี้มีความเชื่อกันว่าระบบทุนนิยมนั้นมันอยู่บนพื้นฐานของหลักเสรีนิยมและสอดรับกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ระบบทุนนิยมจึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยแรงสนับสนุนของประชาชนในโลกเสรี และยิ่งเติบโตมากขึ้นเมื่อระบอบการปกครองตามแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์มีอันผุพังลง ด้วยความล้มเหลวของการวางแผนจากส่วนกลาง ประชาชนส่วนใหญ่จึงถูกทำให้เชื่อกันว่าระบบทุนนิยมนี่แหละเวิร์คสุดๆ และเหมาะสมกับรบอบประชาธิปไตย แต่ก็มิได้มีใครเหลียวไปดูว่า ระบบทุนนิยมก็เติบโตได้ในระบอบเผด็จการ ถ้านายทุนใหญ่สามารถเข้าถึงและครอบงำ ผู้ปกครองในระบอบเผด็จการได้อย่างเบ็ดเสร็จ และก็ทำได้ไม่ยากในเมื่อบรรดานายทุนใหญ่ต่างก็มีทรัพย์สินเงินทอง และผลประโยชน์มหาศาลไปทุ่มเทให้ผู้คุมอำนาจในการปกครองประเทศ แถมยังมีกลวิธีที่จะทำให้จอมเผด็จการเชื่อว่า สิ่งที่เจาทำอยู่นั้นจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยรวมซึ่งแน่นอนย่อมมีความจริงเจืออยู่ แต่ที่ไม่บอกผู้นำรู้ก็คือผลประโยชน์จำนวนมากจะไปตกที่ใครในที่สุด ยิ่งได้ผู้นำที่อวดดี อวดฉลาดนึกว่ารู้ไปหมดหรือรู้แบบผิดๆ ก็ยิ่งทำให้นายทุนใหญ่ๆเหล่านั้นเจริญงอกงาม และยั่งรากลึกเกาะกุมเศรษฐกิจของประเทศไว้ในกำมือ ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเยอรมนีสมัยนาซีฮิตเลอร์เป็นต้น

ส่วนในระบอบประชาธิปไตยด้วยตรรกที่บิดเบี้ยว ด้วยเหตุผลที่บิดเบือนจึงพากันคิดว่า ระบบทุนนิยมนั้นเหมาะสมที่สุดกับระบอบการปกครองประชาธิปไตย แต่ถ้าเราวิเคราะห์อย่างใกล้ชิดโดยปราศจากอวิชชามาเคลือบคลุม เราจะเห็นว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้นยิ่งระบบทุนนิยมเติบโตเข้มแข็ง โดยธรรมชาติมันก็ยิ่งมีแนวโน้มไปสู่การรวมศูนย์อำนาจ เพราะระบบทุนนิยมนั้นผู้มีทุนผนวกกับการมีอำนาจทางการเมืองจะยิ่งเพิ่มพูนอำนาจและผลประโยชน์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “รวยกระจุกจนกระจาย” ทั้งนี้ด้วยกลวิธีนำเสนอต่อผู้ปกครองและมอมเมาประชาชน ประหนึ่งการลงมือนำแกงเนื้อมาให้ 1 ถ้วย แต่ได้ฆ่าวัวไปแล้ว 1 ตัว คำถามคือ แกงเนื้อมันเพียงพอกับประชาชนทั้งหมดหรือไม่ และวัวที่หายไปไปอยู่กับใคร

ทุกวันนี้ในหลายประเทศที่เคยเป็นประชาธิปไตยได้แปรเปลี่ยนไปเป็นระบอบ OLICHAGY หรือระบอบอภิชนาธิปไตยไปแล้วทั้งนั้น เพราะอำนาจการเมืองจะไปอยู่ในมือของพวกอีลิท (ELITE) ที่มีทุนมีเงินมีอำนาจ เช่น ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ทำให้หลักการประชาธิปไตยถูกละเลย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพลเมือง หรือความมั่นคงในความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกากลุ่มผู้ผลิตและค้าอาวุธปืนมีอิทธิพลสูงต่อรัฐสภา และแน่นอนรวมถึงประธานาธิบดีการออกกฎหมายควบคุมการมีและใช้อาวุธปืน จึงเป็นไปไม่ได้เลย หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น วัว ไก่ หมู ต่างก็ตกอยู่ในมือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องการผลิตสินค้าให้มีต้นทุนต่ำ โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้นถ้าประชาชนคนยากจนเกิดปัญหาเจ็บป่วยก็ยากที่จะฟ้องร้องเอาผิดบริษัทเหล่านั้น เพราะค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายมันสูงมาก เกษตรกรก็เช่นกันถูกครอบงำจนไม่อาจสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ต้องตกเป็นทาสในลักษณะ “การเกษตรพันธะสัญญา” และต้องใช้พันธุ์สัตว์/พืช ที่ตัดต่อพันธุกรรม หรือใช้ยาปฏิชีวนะที่จะกลายไปเป็นปัญหาสุขภาพของผู้บริโภค ยิ่งกว่านั้นนายทุนใหญ่เหล่านี้ยังมีอิทธิพลสูงต่อรัฐสภา เพราะมีทุนในการล็อบบี้กฎหมายทั้งหลายให้เอื้อประโยชน์แก่ตน ทั้งนี้รวมทั้งทุนสนับสนุนในการเลือกตั้งอีกด้วย
ความล้มเหลวในระบอบประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครโทษระบบทุนนิยม แต่กลับไปโทษประชาชนว่าไร้จิตสำนึก ซึ่งก็อาจจะจริง แต่เพราะเขาไม่มีทางเลือก ประชาชนถูกบีบเข้าไปอยู่ในระบบทุนนิยมจนไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ปกครองก็เพิกเฉย เพราะพวกเขาได้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก
คำถามก็คือ แล้วเรามีทางเลือกอะไรหากจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือแม้แต่ในระบอบเผด็จการเราจะปกป้องตนเองอย่างไร เมื่อเราถูกครอบงำ โดยระบบทุนนิยมที่ควบคุมวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของเรา ประชาธิปไตยจึงกลายเป็นระบอบที่เพ้อฝันและกินไม่ได้ ส่วนเผด็จการก็จะยิ่งกดขี่ขูดรีดประชาชนมากขึ้น เพราะไปจมอยู่กับผลประโยชน์ที่นายทุนประเคนให้

ความจริงที่ถูกบดบังก็คือเรามีทางเลือกที่จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจอันจะมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานให้ระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ “ประชาธิปไตยที่กินได้” และ
นั่นคือ ระบบสหกรณ์ ซึ่งดีกว่าทุนนิยมในแง่ที่ว่าสมาชิกเป็นทั้งเจ้าของ ผู้ซื้อ/ผู้ขายสินค้าและบริการ ตลอดจนการทำกิจกรรมอื่นๆ รวมทั้งการร่วมกันออมทรัพย์หรือเป็นเจ้าของสถาบันการเงิน จึงลดการเอารัดเอาเปรียบในการหากำไรเกินควรของนายทุน และพ่อค้าคนกลาง ที่สำคัญเป็นระบบบริหารที่เป็นประชาธิปไตย เพราะสมาชิกต่างก็มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกันคนละ 1 เสียง ไม่ว่าจะมีหุ้นหรือทุนมากน้อยเท่าไร ในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งก็จะมีการเลือกตั้ง ผู้กำกับนโยบาย เพื่อที่จะได้ไปจัดจ้างมืออาชีพมาบริหารงาน และนี่ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมรากฐานของประชาธิปไตยให้แต่ละคนตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกในชุมชนและในประเทศถ้าเราสามารถขยายฐานของสหกรณ์ให้เข้มแข็งและกระจายไปทั่วประเทศ

ส่วนการปันผลก็มิได้จ่ายตามสัดส่วนของสมาชิกเท่านั้น แต่ยังจ่ายตามกิจกรรมที่สมาชิกดำเนินการกับสหกรณ์ เช่น มาขายสินค้าให้สหกรณ์หรือมาซื้อสินค้าจากสหกรณ์ หรือมากู้เงิน/ฝากเงินกับสหกรณ์ นอกจากนี้สหกรณ์ก็ยังสามารถจ่ายเงินเพื่อบำรุงท้องถิ่นได้อีกด้วย

ในอีกทางหนึ่งระบบสหกรณ์มีประสิทธิภาพมากกว่าการวางแผนจากส่วนกลาง คือระบอบคอมมิวนิสต์ เพราะมีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสมาชิกในแต่ละท้องที่ แต่ละประเภทของธุรกรรม ตัดขั้นตอนการดำเนินงานแบบราชการที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพลง
คำถามก็คือว่าในเมื่อระบบสหกรณ์มันดีออกอย่างนี้ ทำไมมันไม่เจริญเติบโตเข้มแข็ง โดยเฉพาะในประเทศไทย และถ้ามันเจริญเติบโตและเข้มแข็งการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จะพลอยเข้มแข็งและหยั่งรากลึกลงไปในแผ่นดิน

คำตอบก็อาจจะคล้ายคลึงกันกับคำถามที่ว่า ทำไมระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงถึงไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะมันจะทำให้บุคคลบางกลุ่มเสียประโยชน์ และบังเอิญบุคคลกลุ่มนั้นมีอำนาจทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และมีสถานะทางสังคม จึงกระทำการต่างๆ ไม่ว่าจะขัดขวาง บ่อนทำลาย หรือ อย่างเบาๆ คือ ไม่ส่งเสริมสนับสนุน

ในความเป็นจริงถ้าผู้ปกครองต้องการสนับสนุนในการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งเป็นประการแรกคือ การปฏิรูประบบสหกรณ์ให้วางรากหยั่งลึกในผืนแผ่นดินไทย และเราจะได้ระบอบประชาธิปไตยที่กินได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เพ้อฝัน ซึ่งแนวทางการปฏิรูปก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร โดยมีหลักพิจารณาดังนี้
1. ทำให้ระบบสหกรณ์เป็นอิสระจากระบบราชการ
2. แก้ไขกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด และส่งเสริมจัดตั้งกองทุนในการสนับสนุนสหกรณ์
3. จัดการอบรมปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในระบบสหกรณ์ และตระหนักรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ซึ่งก็จะสอดรับกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากระบบสหกรณ์
4. ปกป้องระบบสหกรณ์ให้สามารถยืนบนขาของตนเองได้ และปลอดพ้นจากการบ่อนทำลายของระบบทุนนิยม
5. จัดระบบป้องกันและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ให้โปร่งใสและเป็นธรรม โดยไม่เข้าไปควบคุมแต่ไร้ประสิทธิภาพเหมือนอย่างที่ผ่านมา

อย่าลืมว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล จึงได้ทรงสร้างรูปแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ดุสิตธานี และทรงให้จัดตั้งระบบสหกรณ์เป็นครั้งแรกที่วัดจันทร์ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2459 ร้อยปีมาแล้ว

ส่วนในต่างประเทศวิวัฒนาการของสหกรณ์ที่เป็นรูปแบบของโลก คือประเทศเดนมาร์ก และประเทศนี้เป็นประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงมีการเมืองที่มั่นคง ประชาชนมั่งคั่งและมีความสุขอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยก็ควรจะมาทบทวนในการปฏิรูประบบสหกรณ์ให้มั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืน ดีกว่ามานั่งแสดงแต่วาทกรรม และถ้าเราจะก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ระบบสหกรณ์นี้ก็จะช่วยให้มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ควบคู่ไปกับการอยู่ในระบบเศรษฐกิจพอเพียง แค่นี้เราก็จะได้ประชาธิปไตยที่กินได้ ถ้าทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ ก็แสดงว่าไร้ความสามารถหรือถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของระบบทุนนิยม ชัดแล้วใช่ไหม

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *