วิเคราะห์เกี่ยวกับเลือกตั้ง 2560
โครงสร้างพรรคการเมือง 2560
เหตุของการจัดโครงสร้างพรรคการเมือง 2560
แท้จริงแล้ว พรรคการเมืองไทยยังไม่เคยมีการจัดระบบโครงสร้างองค์กรของพรรคให้เป็นพรรคของกลุ่มชน(ในเอกสารฉบับนี้ขอใช้คำว่า “กลุ่มชน” เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับชื่อของพรรคการเมืองที่เคยใช้ในการเลือกตั้ง)เนื่องมาจากความหวั่นไหวต่อสถานการณ์เลือกตั้ง ที่มีการแลกเปลี่ยนด้วยผลประโยชน์มหาศาล และ ผจญกับกฎเกณฑ์ หรือการใช้กฏเกณฑ์ที่ไร้มาตรฐาน ประกอบกับระบอบการบริหารประเทศที่ยังขาดความเสมอภาคของประชาชนเป็นกลไกหลัก โครงสร้างเพียงเพื่อการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ หรือกฏระเบียบ จากคณะกรรมการ การเลือกตั้ง(กกต.) ที่ประกาศใช้จึงไม่ได้เป็นการสร้างหรือสนับสนุนให้เกิดพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของกลุ่มชนได้แต่อย่างใด ปัจจุบันเป็นการดำเนินการภายใต้รัฐบาลที่ยึดอำนาจมาโดยเบ็จเสร็จ จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจ (ด้วยเหตุจำเป็นในการดำรงค์สถานะของผู้ถืออำนาจให้พ้นผิด) และสื่อสาร สนับสนุนให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของกลุ่มชนได้
สาเหตุที่เกิดการปะปนเรื่องพรรคการเมืองเพื่อการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองของกลุ่มชนไว้ด้วยกันนั้น อาจจะเกิดจากความไม่รู้ว่าสองอย่างนี้เป็นคนละเรื่องอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งอาจจะเกิดจากความหวั่นไหวจากกระแส มีความสับสนในทางความคิดจิตใจ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของคนไทย ที่ชอบคิดเอาเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตน มาปะปนกับเรื่องของงานหรือสังคมส่วนรวม อยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าเรื่องของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์และผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่เรื่องพรรคของกลุ่มชนนั้นเป็นเรื่องของการบริหารเมืองเพื่อประชาชน ที่ประชาชนสร้างกฎเกณฑ์ตามต้องการ โครงสร้างการจัดทำพรรคการเมืองของไทยจึงตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น การเริ่มต้นที่ถูกต้องจึงต้องเริ่มจากประชาชนก่อนพรรคการเมือง ไม่ใช่ตั้งพรรคการเมืองก่อนแล้วจึงมาหาเสียงสนับสนุน โดยหลักการแล้ว โครงสร้างสังคมรูปแบบหนึ่งอาจจะจัดรูปแบบพรรคการเมืองได้หลายทางเลือกทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในสังคม และจังหวะก้าวของการพัฒนาสังคม ซึ่งในกรณีของปี 2560พรรคของกลุ่มชนมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการด้วยการมีคณะตัวแทนของประชาชน ศึกษาความต้องการของสังคม ทั้งในด้านนโยบาย การบริหาร จัดการประเทศ และลักษณะบุคคลที่ต้องการ เพื่อเป็นเกณฑ์ผสมผสานกับการดำเนินการในรูปแบบพรรคการเมือง
ผลของการขาดความเข้าใจในโครงสร้างพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประชาชนการดำเนินการที่จะเป็นพรรคของกลุ่มชนเสมือนกับการเริ่มต้นใหม่ทางการเมือง และการเลือกตั้งของสังคมไทย โดยจะต้องมีการเริ่มต้นใหม่ของการใช้ฐานคติ (Assumption) ในการมองภาพของสังคม และพรรคการเมือง ว่า มองเห็นภาพการเมืองอย่างไรที่เป็นประชาธิไตยเพื่อใครเป็นหลัก หากเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยการรวมตัวและความต้องการของประชาชนไม่มีเป้าหมายเพื่อประชาชน การดำเนินการที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติแต่อย่างใด
1. ฐานคติการมองภาพพรรคของกลุ่มชน
พรรคของกลุ่มชนเกิดจากกลุ่มรวมพลัง และเหตุที่ทำให้เกิดการรวมพลังถึงขั้นแปรเป็นพรรคนั้น ด้านหลักเกิดจากการเชื่อถือศรัทธาในวิถีของกลุ่มประชาชน ไม่ใช่บุคคลที่เป็นหัวหน้าพรรค หรือความเก่าแก่ของพรรคการเมือง แม้กระทั่งความต้องการอำนาจรัฐ
เมื่อสังคมที่ยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะต่อสู้อำนาจกดขี่ ขูดรีดของผู้ปกครอง ความไม่พอใจและกดดันก็จะกลายเป็นการฟูมฟักตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ระยะเวลาอันใกล้(2560)รอเพียงการก่อกำเนิดกลุ่มชนและองค์การประชาชนที่มีทุกชนชั้น และชั้นชน ร่วมกันสร้างขึ้นเป็นโครงสร้างองค์การของสังคมไทย เป็นองค์การที่ถืออำนาจเหนือพรรคการเมือง เป็นความหวังใหม่ที่มาจากความต้องการ และการก่อร่างสร้างโดยประชาชน หากพรรคการเมืองใดมีวิถีหรือนโยบายสอดคล้องกับองค์การทางสังคมดังกล่าวก็อาจได้รับการสนับสนุน
หากพิจารณาถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของการก่อเกิดองค์การประชาชนในอดีตที่ผ่านมา ด้านจุดแข็งที่สำคัญที่สุด เป็นองค์การที่ยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนาและสร้างความเจริญเพื่อประชาชนตรงตามความต้องการของประชาชนมากที่สุด อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์การที่จะเป็นเสาหลักในการสนับสนุนการเมืองและการพัฒนาการเมืองไทยให้เกิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนดังนั้น การก่อกำเนิดองค์การประชาชนจึงจำเป็น ที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก-คำนึง ไว้โดยตลอด ส่วนด้านจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดคือ สังคมปัจจุบันส่วนใหญ่อิงอยู่กับกระแส และตัวกระแสก็อิงอยู่กับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนตามผู้ปกครองหรือชนชั้นนำมากกว่า การเปลี่ยนแปลงตามความต้องการที่เป็นเป้าหมายของประชาชน ดังนั้น ความเข้มข้น อ่อนไหวและเปราะบางในด้านก่อเกิดองค์การประชาชนจึงมีความเสี่ยงต่อเนื่องให้เกิดผลกระทบขัดแย้งรุนแรง จากการกดดันของผู้ปกครอง และชนชั้นนำ
เนื่องจากกระแสเป็นเรื่องของความไม่มั่นคง แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีตัวแปรของผลประโยชน์จึงทำให้อุดมการณ์ของประชาชนบางส่วนปรับเปลี่ยนตามกระแสถึงระดับที่เป็นอุปสรรคหรือปัญหา ในการเกิดพรรคของกลุ่มชน หรือองค์การของประชาชนที่อยู่เหนือพรรคการเมือง ขณะเดียวกันการเกิดและการปลุกปั่นกระแสก็ขึ้นอยู่กับชนชั้นปกครองหรือชนชั้นนำเป็นหลัก ซึ่งการก่อเกิดรูปแบบที่ได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่นองค์การรวมของชนชั้น และชั้นชนนั้น จำเป็นที่ต้องรอความสุกงอมของสภาวะวิสัยที่มีกระแสเป็นองค์ประกอบหลักในการก่อกำเนิดจึงเป็นเรื่องยากที่จะสลัดตัวกระแสให้หลุดพ้นจากการร่วมสร้างองค์การประชาชน ทำให้เกิดความยาก-ลำบากในการจัดลำดับสัดส่วน เพื่อการจัดตั้งระดับต่างๆรวมถึงองค์กรการเมืองที่จะรองรับการพัฒนาจากองค์การของประชาชนโดยรวม
ผลเสียของกระแส และปัญหา-อุปสรรคดังกล่าว หากแก้ไม่ตก การก่อเกิดองค์การของประชาชนที่จะอยู่เหนือพรรคการเมือง และพรรคการเมืองของมวลชนที่แท้จริงก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การแก้ไขในสถานการณ์ขณะนี้(2560)จึงเป็นการต่อสู้ทางความคิด และการขยายปรากฏการณ์จริงของประชาชนให้เป็นกระแสหลัก ควรจะกระทำทั้งในกรณีกระแสเฉพาะหน้าระยะสั้น และระยะยาว กล่าวคือ ในระยะสั้นจะต้องแตกขยายการจัดตั้งแนวคิดการกำเนิดองค์การประชาชนเหนือพรรคการเมืองทุกสถานการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เป็นจริงให้มากที่สุด โดยหาวิธีการมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบแก่บุคลากรหลักของกลุ่มชนชั้น และชั้นชนต่างๆ อีกด้านหนึ่งก็คือ การสามัคคีชักชวนร่วมสัมพันธ์กับพรรค และนักการเมือง ที่มีอุดมการณ์เพื่อประชาชน ร่วมรับผิดชอบ ส่วนการแก้ไขระยะยาวนั้นก็คือ การนำพาและปลูกฝังให้สร้างและรู้จักอิงหลักการ อุดมการณ์รวมทั้งกฎระเบียบมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อการเมือง การปกครองไทยมาถึงจุดนี้ การแก้ไขปรับปรุงจุดอ่อนทั้งหลายก็ต้องดำเนินไป ส่วนที่จะก้าวต่อไปนั้น จำเป็นที่จะต้องดึงเอาจุดแข็ง ของประวัติศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ นั่นก็คือ การชูธงให้องค์การประชาชนต้องอยู่เหนือพรรคการเมือง และพรรคการเมืองต้องเป็นพรรคเพื่อประชาชนมีความชัดเจนในการนำเสนอนโยบาย และแนวทางปฏิบัติ ตลอดจนสนับสนุนองค์การประชาชน จากนั้นจึงหาแนวทางค้นหาตัวแทนจากการนำเสนอของ ชนชั้น และชั้นชนต่างๆ ลงสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ รวมทั้งการประเมินด้านความพร้อมต่างๆ
สรุป ฐานคติในการมองภาพองค์การประชาชน และพรรคการเมืองของกลุ่มชน ก็คือการกำเนิดประชาธิปไตยของปวงชน เป็นองค์กรโซ่ข้อกลางความขัดแย้ง รุนแรงจากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในชนชั้น และพัฒนาโดยพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายเพื่อประชาชนตามการกำหนดของประชาชนโดยตรง
2. หลักการที่ใช้ดำเนินการ(2560)
อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจหรือการกระจายการนำที่มาจากชั้นชนต่างๆอย่างหลากหลายนั้น จะกระทำโดยปราศจากอำนาจของส่วนกลาง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจ ฐานพรรค(พรรคเล็กที่เป็นฐานพรรคใหญ่) และการพัฒนาระบบพรรคยังมีความจำเป็นควบคู่กัน ต้องเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของพรรค รวมถึงการประสานและหนุนช่วยต่าง ๆ ให้เกิดเป็นฐานพรรคหลักอีกส่วนที่ต้องคำนึงถึง และเข้าร่วม สนับสนุนคือกระบวนการทางสังคมที่รวมสร้างอำนาจของประชาชนในทุกชนชั้น และชั้นชน ดังนั้น หลักการในการพัฒนาองค์การ การเมืองครั้งนี้ จึงเป็นการเมืองของประชาชนในมิติต่างๆ และรวมสร้างเป็นพรรคการเมืองด้วยตัวแทนแต่ละมิติ ซึ่งจะต้องใช้ความเข้าใจในความต้องการของประชาชนเพื่อรวมสถานะของความเป็นชนชั้นและหรือชั้นชน ส่วนการจัดตั้งพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นจากการเรียกร้องของแต่ละกลุ่มชน ซึ่งจะกระจายตามความต้องการของกลุ่มชนนั้นๆ มีความจำเป็นที่จะต้องจัดเป็นรูปแบบของพรรคการเมืองเข้าสู่การแข่งขันต่อสู้ในทุกรูปแบบโดยมีฐานการก่อตั้งมาจากประชาชน และมีเป้าหมายเพื่อประชาชน (ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือบุคคลเป็นการเฉพาะ)
ในด้านพื้นที่หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์พื้นที่ สำหรับกรณีการใช้เป็นสนามแข่งขันต่อสู้ในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองก็คือ เขตเลือกตั้ง ดังนั้น องค์การประชาชนที่สนับสนุนพรรค จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่า เป็นพรรคที่เล็กหรือใหญ่และเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็ง อยู่ที่องค์การประชาชนที่รวมความต้องการให้เป็นพลังสู่พรรคการเมือง เพื่ออำนาจรัฐของประชาชน ไม่ใช่อำนาจของพรรคการเมือง ที่ผ่านมาคณะยึดอำนาจย่อมมีความกลัวในการสูญเสียอำนาจและเป็นการดำเนินการจาก บนลงล่าง ได้เพียงอย่างเดียว จึงเป็นจุดอ่อนของการเมืองจากคณะนี้ ในขณะเดียวกันความแตกต่าง หลากหลายของประชาชนที่จะนำมารวมเป็นองค์การหรือพรรคการเมืองก็เป็นจุดอ่อนเช่นกัน จึงจะต้องแก้ด้วยวิธี“แยกกันเดิน รวมกันตี” เพื่อความแข็งแกร่งแม้จะแยกกันเดิน ก็ต้องมีการประสานที่มีคุณภาพเป็นสำคัญมีความรู้ เชี่ยวชาญวิชาการ การเลือกตั้งและมีความเข้าใจ มั่นคงในการเมืองโดยประชาชนเพื่อประชาชนมีใจร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว มีความเข้าใจกลยุทธในการต่อสู้บนสนามเลือกตั้ง และยึดมั่นในชัยชนะของกลุ่มชนมากกว่า พวกของตนเองเป็นหลัก
หากกลุ่มองค์การประชาชนสามารถจัดทำพรรคการเมืองได้แล้ว การตอบสนองจากกลุ่มสนับสนุนหลักโดยตรงในทุกเรื่องทุกกรณี ย่อมเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นจะต้องมีองค์กรที่เป็นหน่วยเหนือที่ทำหน้าที่ประสานงาน ดูแล กลั่นกรอง จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งขึ้น ซึ่งในกรณีของยุคปัจจุบันจะต้องประกอบด้วยสถานการณ์บารมีเดิมของบุคคลเป็นหลัก และร่วมจัดตั้งด้วยกลุ่มชนทีมที่มีอำนาจ อิทธิพล ด้านอื่นๆผสมกันไป
ก. การบริหารจัดการพรรคการเมือง
งานในการบริหารจัดการพรรคการเมืองนั้นเมื่อเป็นไปตามองค์การประชาชนกำหนด และพร้อมต่อสู้ในสนามของผู้ยึดอำนาจซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามฝ่ายหนึ่ง หากยึดมั่น และตระหนักในแนวนี้ การแข่งขัน ต่อสู้จะไม่สับสน ซับซ้อน แต่ถ้าหลงประเด็นต่อสู้กับรูปแบบของพรรคการเมืองต่างๆก็จะสับสน เพื่อความมั่นคงจึงจำเป็นต้องมีศูนย์กลางซึ่งจะเป็นไปในรูปแบบพรรค หรือกลุ่มองค์กรก็ได้ เพื่อให้ศูนย์กลางที่มีขีดความสามารถในการนำพา หนุนช่วยงานองค์กรกลุ่มชนและพรรคที่ร่วมกันเป็นพันธมิตรรวมกันจัดตั้งขึ้น ทำหน้าที่เสริมงานการเป็นองค์กรพรรคการเมืองที่เข้มแข็งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยแบ่งงานออกเป็น งานกลุ่มชน งานพรรคการเมือง และงานวิชาการ
ข. การจัดตั้งองค์การประชาชนและพรรคการเมือง
จะเห็นว่าภารกิจได้ถูกจำแนกออกเป็น 2 ด้านหลักคือ ด้านงานองค์การประชาชนและกลไกการบริหารสู่การเมือง กับงานด้านกลไกการจัดการการเมืองการปกครอง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาถึงปัจจุบัน องค์การประชาชนปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ เช่นการก่อเกิดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือพรรคสังคมนิยมฯ ภายใต้การแตกแยกของชนชั้นปกครอง ที่ละเลยต่อประชาชน การก่อตัวในแต่ละชั้นชนมาจากจุดเริ่มต้นที่ถูกกระทำจากชนชั้นปกครอง หรือผู้ถืออำนาจ อิทธิพลที่เหนือกว่า แรงต้านของประชาชนจึงจำเป็นต้องเกิดจากการรวมกลุ่มชนเป็นภาพพลัง เพียงป้องกันสิทธิเสรีภาพ ของกลุ่มตนเองเท่านั้น การเมืองที่ต้องอาศัยความนิยม-คะแนน จากประชาชนจึงได้รับผลกระทบโดยตรงด้วยการเข้าร่วมกระทำการจัดตั้งพรรคเป็นเครื่องมือทางการเมืองขององค์การประชาชน จะเป็นพรรคที่มีโอกาสบริหารจัดการประเทศเพื่อประชาชน มากกว่าพรรคการเมืองที่คาด-คิด แสวงหาอำนาจควบคุมประเทศและประชาชน ดังนั้นองค์การประชาชนควรมีความเข้มแข็งในการรวมเป้าหมายของประชาชนไว้ให้มากที่สุดและกำหนดเป็นนโยบายผ่านการบริหารจัดการด้วยกลไกพรรคการเมือง และบุคคลากรของชั้นชนต่างๆในฐานะตัวแทนเจ้าของในแต่ละนโยบาย จึงเป็นงานที่จะต้องมีผู้สื่อสาร ประสานงานที่เรียกว่าหน่วยเหนือของพรรคการเมือง
1. ด้านยุทธศาสตร์พื้นที่
ความสำเร็จขององค์การประชาชน อยู่ที่การมีจุดร่วมในเสรีภาพที่ต้องการ มีการเคลื่อนไหวปฏิบัติการของจุดรวมเสรีภาพในแต่ละชั้นชนเพื่อให้เกิดภราดรภาพหรือขอบเขตในการสร้างกฏเกณฑ์พร้อมที่จะจัดตั้ง สนับสนุนพรรคการเมืองเพื่อร่วมเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการกฏแห่งความเสมอภาคด้วยอำนาจรัฐ โดยการสร้างหลักนิติธรรม ในส่วนของพรรคการเมืองที่ก่อกำเนิดจากการรวมชั้นชนแล้วนั้นพรรคก็จะอิงอยู่ที่การมีฐานของชั้นชน มากกว่าเขตเลือกตั้งซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกได้ว่าเป็นฐานพรรค ส่วนฐานบุคคลจะต้องมาจากความศรัทธาของชั้นชน และพรรคกำหนดให้เป็นผู้แข่งขันต่อสู้ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ซึ่งจะต้องมีฐานบุคคลประกอบตามที่องค์กรหน่วยเหนือกำหนด
เมื่อองค์การประชาชนก่อตั้งหน่วยเหนือเสร็จสิ้นแล้ว การที่จะมีฐานพรรคที่กว้างขวางและแข็งแรงได้นั้น ก็อยู่ที่การมียุทธศาสตร์ทั้งในกรณีการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย อันได้แก่เขตเลือกตั้ง กลุ่มชนชั้นและชั้นชนเป้าหมายส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือการกำหนดกระบวนการค้นหาตัวแทนเป้าหมาย อันได้แก่นักการเมืองของพรรคในระดับต่าง ๆหน่วยเหนือจึงเปรียบเสมือนกรรมการบริหารพรรคต่างๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นในเป้าหมายที่แตกต่างกัน ตามเงื่อนไขของวิธี “แยกกันเดิน รวมกันตี” และข้อจำกัดของ คณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมืองอาจจะถูกย่อส่วนให้เป็นพรรคเล็กลงกว่าที่คณะจัดตั้งพรรคคาดหวัง พรรคที่จะมี ความกว้างขวางและเข้มแข็งของฐานทั้งสองส่วนที่กล่าวไว้แล้ว จึงอยู่ที่ปริมาณและคุณภาพจากความต้องการกำหนดนโยบาย การบริหาร และจัดการ ให้ตรงตามความต้องการของชนชั้น และชั้นชน ที่จัดตั้งพรรค ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างอธิปไตยให้เป็นของกลุ่มชนอย่างมุ่งมั่น ไม่ให้กฏเกณฑ์ของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) เป็นอุปสรรคในแนวอุดมการณ์
ดังนั้น องค์การประชาชนจึงจะต้องมองงานด้านยุทธศาสตร์ 4 ระดับองค์กรจัดตั้งคือ
1.การรวมตัวแทนชั้นชน-ชนชั้นเป็นองค์การประชาชน
2.หน่วยเหนือทำหน้าที่เป็นองค์การหลัก
3.จัดระดับความสัมพันธ์ของกลุ่มต่างๆ
4.สนับสนุนการจัดตั้ง และดำเนินการพรรคการเมืองในเป้าหมาย
1.1 หน่วยเหนือ
หน่วยเหนือมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย และแผนงานโดยรวมสัมพันธ์กลุ่มต่างๆให้เป็นพลังประชาชน จำแนกการจัดตั้งพรรคการเมืองให้เหมาะสมกับกลุ่มประชาชนเพื่อเข้าสู่กระบวนการกำหนดอำนาจรัฐในยุคปัจจุบัน ร่วมสรรหานักการเมืองระดับต่าง ๆกับกลุ่มชน กำหนดและอนุมัติหลักสูตรการอบรมต่างๆติดตามการปฏิบัติงาน และประเมินผล
1.2 การประสานงาน
ในการประสานงานของหน่วยเหนือ จะต้องประสาน แนวคิด ความต้องการความหวังขององค์การประชาชน ผนวกกับประชาธิปไตยในอนาคต ซึ่งผู้นำหรือคณะรับผิดชอบจะต้องมีระดับบารมี และมีภาพลักษณ์ของประชาธิปไตยที่ชัดเจน มีหน้าที่ความรับผิดชอบเสมือนการเป็นเลขานุการให้กับองค์การประชาชน ดำเนินการถ่ายทอดนโยบาย คำสั่ง และกฎระเบียบต่าง ๆ ไปสู่พรรคที่จัดตั้งขึ้น กำกับติดตามการบริหารงานของพรรค และกลุ่มชนระดับจัดตั้งพรรค ให้เป็นไปตามนโยบาย คำสั่ง และกฎระเบียบขององค์การประชาชน รวมทั้งร่วมกำหนดนโยบาย คำสั่ง และกฎระเบียบของพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้น
1.3 การเมือง
การเมืองภายใต้การจัดตั้งของกลุ่มชนกลุ่มต่างๆ ที่มีองค์การประชาชนโดยรวมเป็นผู้กำหนดนโยบาย และกฎเกณฑ์นั้น โดยทั่วไปไม่เคยเกิดขึ้นได้ แต่ในสถานการณ์ กดขี่ ขูดรีด หยามสิทธิ์ ของความเป็นมนุษย์ ถึงขั้นลืมความเจ็บปวดและ ขลาดกลัว เป็นพลังกระตุ้น ผลักดันให้สถานการณ์ปัจจุบันสอดคล้องกับการก่อเกิดองค์การประชาชน และจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มชน พรรคการเมืองจึงต้อง มีหน้าที่ในการร่วมคัดสรรนักการเมืองระดับต่าง ๆ กับกลุ่มชนที่เสนอบุคคลมาให้คัดสรร ร่วมพัฒนาบุคลากรการเมืองตามนโยบายและแนวทางของหน่วยเหนือ ดำเนินงานด้านระบบที่เป็นข้อบังคับของรัฐปัจจุบันให้เป็นไปในเป้าหมาย องค์การประชาชน
2. พรรคการเมือง
ถ้าหากพรรคการเมืองเกิดจาก กลุ่มเรียกร้องต่างๆของกลุ่มชนและมีความเหมาะสมกว่าในกรณีจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองหลักมีวิถีสังคม การปกครองใกล้เคียงกัน และมีความแตกต่าง ห่างไกลในการรวมกับพรรคอื่นๆซึ่งพรรคที่ประชาชนกำหนดโดยรวมนั้นจะรับนโยบายหลักโดยตรงจากองค์การประชาชนในนามหน่วยเหนือเพียงอย่างเดียว เพื่อดำเนินการในรูปแบบพรรคการเมือง ในขณะที่พรรคอื่นๆนอกจากรับนโยบายจากหน่วยเหนือในบางประเด็นแบบปิดลับแล้วยังสามารถรับนโยบายจากกลุ่มชน ที่จัดตั้งพรรคเป็นการเฉพาะได้อีกด้วย แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับนโยบายจากหน่วยเหนือ การดำเนินการภายในของพรรค และการประสานงาน ตลอดจน การบริหาร และพัฒนาการพรรค ให้เป็นการกำหนดโดยทีมงานวิชาการ-การเมืองของหน่วยเหนือ สู่การปฏิบัติของพรรคแนวร่วมต่างๆ
2.1 การจัดการภายในพรรคการเมือง
การจัดการภายในพรรคการเมือง นอกจากจะต้องตั้งคณะประสานงานกับผู้ประสานของหน่วยเหนือแล้ว จะต้องมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการบริหารงานพรรคการเมือง การบริหารงานการเงิน การบริหารงานวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนการบริหารการประสานงานของพรรคและองค์การประชาชน
โดยแบ่งงานออกเป็น 4 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายธุรการ ดูแลงานด้านการบริหารทั่วไป งานด้านเอกสาร และงานด้านการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ
2. ฝ่ายบุคคล ดูแลงานด้านการสรรหาบุคลากร งานด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน งานด้านการโยกย้ายแต่งตั้ง ตลอดจนงานด้านระเบียบวินัยของพรรค
3. ฝ่ายบัญชีและการเงิน ดูแลงานด้านบัญชี งานด้านการเงิน รวมทั้งงานด้านงบประมาณ
4. ฝ่ายยานพาหนะและวัสดุอุปกรณ์ ดูแลงานด้านยานพาหนะของพรรคงานด้านวัสดุอุปกรณ์สำนักงานของพรรค และงานด้านวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เป็นสื่อรณรงค์ของพรรค รวมทั้งงานด้านจัดทำบัญชีวัสดุและการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ทั้งปวง
2.2 งานข่าวสารและการประชาสัมพันธ์
งานข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ จะต้องรู้ในกระบวนการข่าว การวิเคราะห์ข่าว การแถลงข่าว ตลอดจนงานด้านวารสารและเอกสารเผยแพร่ต่าง ๆ ทั้งในกรณีสถานการณ์ต่างๆ โดยแบ่งงานออกเป็น 4 ฝ่ายคือ
1) ฝ่ายติดตามข่าวสารข้อมูล ทั้งในกรณีที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ และกรณีงานเคลื่อนไหวด้านลึก รวมทั้งงานด้านการดำเนินการสรุปข่าวและการนำเสนอข่าวเพื่อการวิเคราะห์
2) ฝ่ายวิเคราะห์และรายงาน จะต้องสรรหาทีมงานวิเคราะห์ข่าว จัดระบบและดำเนินการวิเคราะห์ข่าว ตลอดจนเขียนรายงายสรุปผลการวิเคราะห์
3) ฝ่ายนโยบายและแถลงการณ์ ติดตามผลการสรุปวิเคราะห์ ประเมินนโยบายในการแถลงและเผยแพร่
4) ฝ่ายวารสารและเอกสารเผยแพร่ จะต้องติดตามข่าวสารข้อมูลทั้งในและนอกพรรคหรือกลุ่มชน ผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่าง ๆ จัดพิมพ์วารสารและเอกสารเผยแพร่ ตลอดจนการแจกจ่ายแพร่กระจายเอกสารต่าง ๆ ให้ถึงมือผู้รับ
2.3 พัฒนาและรับนโยบายจากกลุ่มองค์กรกลุ่มชน
งานพัฒนาและการรับนโยบายจากองค์กรกลุ่มชน ต้องประสานงานโครงการกับกลุ่มชนและชุมชน พัฒนาโครงการของกลุ่มชนและชุมชน ในลักษณะที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของหน่วยเหนือ โดยแบ่งฝ่ายและกลุ่มงานออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
1) ประสานโครงการจะต้องประสานจากเรื่องราวร้องทุกข์ กำกับติดตามผลเกี่ยวกับเรื่องราวร้องทุกข์ และชี้แจงแถลงผลเกี่ยวกับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ผ่านมายังคณะบริหารพรรค
2) พัฒนาโครงการด้านสัมผัสกลุ่มชนคิดค้นและดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลงรับรู้นโยบายหรือข้อเรียกร้องของกลุ่มชน
3) พัฒนาโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มชนคิดค้นและดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ของกลุ่มชน
4) พัฒนาโครงการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มเป้าหมายเฉพาะคิดค้นและดำเนินงานโครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มชนต่าง ๆ
2.4 พัฒนาบุคลากรการเมือง
การพัฒนาบุคลากรการเมือง เป็นการให้ความรู้และการบ่มเพาะบุคลากรการเมือง ทั้งในกรณีที่เป็นกลุ่มชนผู้สนับสนุนพรรคและกรณีสมาชิกพรรค ในลักษณะของหลักสูตรที่กำหนดจากหน่วยเหนือ แต่สำหรับหลักสูตรพิเศษอื่น ๆ ที่อาจมีขึ้นตามความเหมาะสมของอัตลักษณ์หรือสถานการณ์ และเป็นความต้องการของกลุ่มชน พรรคจะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมกับกลุ่มชนยกร่างหลักสูตรผ่านการอนุมัติ ตรวจสอบ ประเมินจากหน่วยเหนือทุกหลักสูตร การพัฒนาบุคลากรการเมืองจึงต้องดำเนินการ4 หลักสูตร คือ
1) หลักสูตรการเมืองกลุ่มชน
2) หลักสูตรพรรคการเมือง
3) หลักสูตรผู้รณรงค์เลือกตั้ง
4) หลักสูตรพิเศษอื่น ๆ
2.5 ข้อมูลการเมืองและการเลือกตั้ง
ข้อมูลการเมืองและการเลือกตั้ง มีลักษณะของการดำเนินงานเป็นงานทะเบียนกลุ่มชนและพรรคการเมือง จะต้องจัดทำสถิติและข้อมูลเคลื่อนไหวของกลุ่มชนที่ร่วมจัดตั้งพรรคตลอดจนเบื้องหลังที่มาของแต่ละกลุ่ม สำหรับการเลือกตั้งก็ต้องเตรียมงานด้านข้อมูลพฤติกรรมการใช้สิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง ตลอดจนงานด้านการสำรวจติดตามข้อมูลสถานการณ์ และข้อมูลบุคคล 4 ประเภทคือ
1) ข้อมูลกลุ่มชน
2) ข้อมูลพรรค
3) ข้อมูลเลือกตั้ง
4) การสำรวจประชามติ
2.6 ฐานพรรค
สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอยู่ภายใต้ฐานการยึดอำนาจรัฐ ซึ่งจะก้าวเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย การสนับสนุนจัดตั้ง และบริหารพรรคการเมืองเพื่อประชาชนในระบบเลือกตั้งจึงต้องเตรียมฐานการแข่งขัน ต่อสู้ที่กว้างและเข้มแข็ง รอบรู้ยุทธศาสตร์พื้นที่ กลุ่มชน และเป้าหมายของบุคคลที่จะมาเป็นนักการเมืองของพรรค และกลุ่มพลังในการขยายจัดตั้งระดับต่าง ๆ ดังนั้น การพัฒนาฐานพรรคจึงต้องดำเนินการ4 ประการคือ
1) ประสานหน่วยเหนือกำหนดแผนยุทธศาสตร์
2) ร่วมตั้งคณะกรมการรับข้อเสนอ และคัดสรรบุคลากรการเมืองของพรรค
3) จัดระบบองค์กรและการบริหารจากองค์การประชาชนและหรือกลุ่มชนต่างๆ
4) กำกับติดตามและประเมินงานในระดับพรรค
2.7 สรุป
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โครงสร้างพรรคการเมืองจะสามารถดำเนินการตามที่ประชาชนกำหนดในสถานการณ์ ที่ถูกควบคุมโดยการยึดอำนาจของ คสช. ต้องมีพรรคการเมืองหลักที่เกิดจาก องค์การประชาชน มีคณะกรรมการจากการเสนอ และเลือกสรรโดยคณะองค์การประชาชน ซึ่งมีทั้ง ชนชั้น และชั้นชน แตกต่างกัน และจากความหลากลายขององค์การประชาชน อาจจะมีเป้าหมายเฉพาะ แต่มีเจตนารมณ์ในความต้องการประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ในลักษณะเช่นนี้หากมีความพร้อมด้านองค์กรสนับสนุนจากกลุ่มชน พร้อมกับองค์การของประชาชนและหน่วยเหนือ เห็นว่ามีความจำเป็นตามการประเมิน วิเคราะห์ ยุทธศาสตร์ของหน่วยเหนือเพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองก็สามารถตั้งเป็นพรรคแนวร่วมได้
การวิเคราะห์พรรคการเมือง 2560










