INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

หมูเปลี่ยนภูเขา (น่าน)

“ผมมีความตั้งใจเสมอว่า การเป็นนักวิจัยที่ดีในมหาวิทยาลัย  ต้องสามารถเอาประโยชน์จากงานวิจัยไปใช้ได้ และต้องคำนึงเสมอว่าเรานอกจากทำเพื่อตนเองแล้ว คนรอบข้างและสังคมจะต้องได้ด้วย”
ศ. น.สพ. ดร. มงคล เตชะกำพุ

หมูเปลี่ยนภูเขา (น่าน)
ศ. น.สพ. ดร. มงคล เตชะกำพุ
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มองไปสุดลูกหูลูกตา  สภาพภูเขาหัวโล้นใน จ.น่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายที่มีสาเหตุใหญ่มาจากการบุกรุกทำลายป่าเพื่อหาที่ทำกินของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่จะทำไร่ข้าวโพด แม้จะมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเร่งพยายามปลูกป่าเสริม ทั้งเจ้าสัว ดารานักแสดง อาจารย์จากหลายๆ มหาวิทยาลัยลงมาช่วยรณรงค์ปลูกป่า   แต่ก็เพิ่มพื้นที่ป่าได้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับการบุกรุก ซึ่งนับวันยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

           (https://www.isranews.org/isranews-article/50050-forestnan17.html)

คำถามที่ชาวบ้าน มักถามกับผู้มาเยือน มาแก้ปัญหา คือ “หากไม่ให้ปลูกข้าวโพด แล้วจะให้ทำอะไรที่ได้รายได้ดีพอๆ กับการปลูกข้าวโพด”
โครงการ กองทุนหมูอินทรีย์ประจำหมู่บ้านจังหวัดน่าน เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือของ ๓ ฝ่าย คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะสัตวแพทยศาสตร์   การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) อำเภอเมือง จังหวัดน่าน และกลุ่มเกษตรกร อำเภอเมืองจังหวัดน่านตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถ้าคิดแล้วก็ใกล้สิบปีแล้ว  ก็อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่ตอบคำถามชาวบ้านก็ได้

จากแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรชาวน่านจึงจะมีแหล่งอาหารโปรตีนที่เพียงพอ (Food security)  เพราะเนื้อสัตว์เกือบทุกชนิดรวมทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่  ผักผลไม้ ต้องนำเข้าจากนอกจังหวัด  เรียกง่าย คือ “ผลิตได้น้อยกว่าที่บริโภคในจังหวัดน่าน”
ชาวบ้านจังหวัดน่านปกติก็มีการเลี้ยงสัตว์ ทั้งหมู ไก่ เป็ด หาปลา ตามประสาชาวบ้าน แต่รายได้หลักก็มาจากพืชทางการเกษตรที่เป็นฤดูกาล เช่น ข้าว ถั่ว หรือยาง เป็นต้น  ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะขึ้น แต่ชาวบ้านคงจะได้ประโยชน์ไม่มากนัก นอกจากคนในเมือง
การช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงหมู ที่ไม่มีมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการสร้างต้นแบบ (โมเดล) น่าน ที่ปัจจุบันได้ขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียง จากความสำเร็จเริ่มจากการผสมเทียม จนถึงการตลาด  ครบวงจรจากการผลิตสู่การจำหน่ายให้ผู้บริโภค เราเรียกง่ายๆ ว่า “หมูหลุม”

หากคนที่ไม่เคยคุ้นกับการเลี้ยงหมู ก็จะนึกว่าเราขุดหลุมเลี้ยงหมู  จึงมักมองว่าคล้ายกับขุดหลุมปลูกพืช หรือเลี้ยงปลา  อันที่จริงแล้ว การเลี้ยงหมูหลุม เป็นวิธีการที่ได้พัฒนาในประเทศเกาหลีดั่งเดิม จนมาถึงพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนแพร่ไปหลายจังหวัด  โดยจัดพี้นที่หลังบ้าน  มีการขุดหลุมลงไปประมาณ ๙๐ เซนติเมตร แล้วกว้างยาวตามที่เราต้องการ  เสร็จแล้วก็จะใส่ดิน ใส่แกลบ ใส่เชื้อแบคทีเรีย ราขาว ให้ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ รวมทั้งมูลสุกรและปัสสาวะหมู ที่ถ่ายออกมาทุกวัน  จัดพื้นดินให้เสมอกับตัวพื้นดินธรรมชาติ ตีคอกล้อม และใส่แม่หมู หรือหมูขุนลงไป ก็จะเป็นการเลี้ยงหมูหลุม ที่ประหยัดต้นทุน และหมูมีพื้นที่ที่มากกว่าการเลี้ยงอุตสาหกรรม ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม กลิ่นจะไม่ค่อยมี มูลดิน มูลสัตว์ เอาไปทำหรือขายเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ได้อย่างดี  ชาวบ้านบางรายได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มี ปล่อยเลี้ยงหมูในสวนลำไย ทำให้มีพื้นที่ให้หมูได้เดิน สุขภาพดี ตรงกับแนวคิดการเลี้ยงสัตว์แบบสวัสดิภาพเลยทีเดียว (animal welfare)

ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรครอบคลุม ๗อำเภอได้ คือ อำเภอเมือง ภูเพียง ท่าวังผา ปัว เชียงกลาง ทุ่งช้างและสันติสุข โดยมอบหมายให้บุคลากร ซึ่งประกอบด้วยสัตวแพทย์และสัตวบาลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกปฏิบัติหน้าที่เยี่ยมเกษตรกรในเครือข่ายเป็นประจำเพื่อให้คำแนะนำ รักษาสุกรที่เจ็บป่วยหรือสุกรคลอด

จากงานวิจัยใช้ประโยชน์ที่เรียกว่า วิจัยเชิงบริการ  ได้มีการจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อสุกรและการส่งเสริมการผสมเทียม รวมทั้งร่วมกับ กศน.จัดตั้งกองทุนหมูอินทรีย์ประจำหมู่บ้านเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรนำมาใช้เลี้ยงสุกรอินทรีย์และลดการขาดแคลนแหล่งได้มาของสุกร จนปัจจุบันศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ภูมิภาคแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการต่อ ได้ผันโครงการวิจัยที่นักวิจัยทำให้กลายเป็นงานประจำอันหมายถึง การบริการช่วยเหลือชาวบ้านอย่างไม่หยุด จนขณะนี้ศูนย์สามารถผลิตน้ำเชื้อสุกรที่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกรได้ตลอดทั้งปีและกำลังขยายเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และยังมีเป้าหมายการผลิตน้ำเชื้อสุกรและพัฒนาฟาร์มของเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน โดยจัดหาแม่พันธุ์สุกรชนิดที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและทดแทนตัวที่มีประสิทธิภาพลดลง รวมทั้งการพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในฟาร์มให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ด้วย

ตัวอย่างของโครงการวิจัยหมูหลุม ได้ส่งผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม  เป็นหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพที่ยั่งยืน และสามารถให้คำตอบชาวบ้านที่ว่า “ถ้าไม่ให้ปลูกข้าวโพด ทำลายป่า มาเลี้ยงหมูหลุมสร้างรายได้ได้เหมือนกัน”

นี่คือที่มาของ คำว่า “ หมูเปลี่ยนภูเขา”และเชื่อว่าอีกไม่นานการเลี้ยงสุกรอินทรีย์ใน จ.น่าน ก็จะกลายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ที่จะมาทดแทนอาชีพการทำไร่ข้าวโพด เมื่อถึงวันนั้นพื้นที่ต้นน้ำก็กลับฟื้นขึ้นมาสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com