ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (41)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (41)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
กษัตริย์ทรงเห็นพ้องด้วยกับข้อเสนอนี้ และจึงมีบัญชาให้นำ คนทั้งสองออกมาจากวิหาร เมื่อพวกเขาเข้ามาสู่ท้องพระโรงแล้ว ดูดคนที่สามนี้จึงถามพวกเขาว่า พวกเขามาที่นี่ทำไม กล่าวตอบว่า “เพื่อว่าเราจะได้เชิญชวนองค์กษัตริย์ให้มาสู่ศาสนาของ พวกเขาจึง การเคารพสักการะพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสร้างแผ่นดินและฟากฟ้า และ พระองค์ผู้ทรงกำหนดให้ในครรภ์ของมารดาเป็นไปตามที่พระองค์ทรง ประสงค์(หญิงหรือชาย) และกำหนดรูปร่างไปตามพระประสงค์ของ พระองค์ พระองค์ทรงสร้างต้นไม้ และทำให้มันมีผล พระองค์ เท่านั้นที่ทรงส่งฝนลงมาจากฟากฟ้า”
ทูตคนที่สามจึงถามพวกเขาขึ้นว่า “พระเจ้าของท่านสามารถ ทำให้คนตาบอดกลับมามองเห็นได้หรือไม่ พวกเขาพากันตอบว่า “เรา จะวิงวอนต่อพระองค์ และหากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะ ทรงรักษาเขาให้หายจากการตาบอด” จากนั้นทูตคนที่สามนี้จึงทูลต่อกษัตริย์ให้พระองค์ทรงนำเอาคนตาบอดมาสักคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเขาไม่เคย มองเห็นอะไรมาก่อนเลยในชีวิตของเขา ชายคนหนึ่งผู้ซึ่งเป็นคนตา พิการมาแต่กำเนิดจึงถูกนำตัวมาตามนั้น จากนั้นจึงมีบัญชาให้ทูต ทั้งสองวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา เพื่อการรักษาคนตาบอด ผู้นี้ให้มองเห็นได้หากพวกเขาเป็นผู้สัตย์จริงในข้ออ้างของพวกเขา ทั้ง สองจึงลุกขึ้นยืนและละหมาดสองรอกาอัตและวิงวอนต่ออัลลอฮ์และ จงมองและจงเห็น ชายตาบอดเปิดดวงตาของเขาและจึงมองเห็น ท้องฟ้า จากนั้นทูตคนที่สามจึงขอต่อกษัตริย์ให้ทรงนำเอาคนป่วย อีกคนหนึ่งมา
ดังนั้นคนป่วยอีกคนหนึ่งจึงถูกนำตัวมา ณ ที่นั่น จากนั้นทูต คนที่สามนี้จึงทำการซัจดะฮ์(ก้มกราบ)ต่ออัลลอฮ์และวิงวอนต่อพระองค์ให้ทรงรักษาคนตาบอดคนที่สองนี้ให้มองเห็น เขาก็เช่นกัน จึงมองเห็นได้ จากนั้นเขาจึงทูลต่อกษัตริย์ว่า ” ถ้าหากเขามีข้อพิสูจน์ ต่อหน้าพวกเขาเพื่อใช้เป็นข้อโต้แย้ง เราก็มีข้อพิสูจน์ต่อพวกเขา
บัดนั้นจึงนำบุคคลที่หนึ่งที่เขาไม่สามารถเดินได้เพราะ ณ
เป็นคนพิการ” เมื่อคนพิการคนนั้นถูกนำตัวมาถึงทูตคนที่สามนี้จึง เช่นกัน ขอให้บุคคลสองคนนั้นวิงวอนเพื่อให้เขาหายป่วย พวกเขาจึงทำการ
ละหมาด และวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ผู้ซึ่งทำให้คนที่เคลื่อนไหวไปไห ไม่ได้นี้มีสุขภาพดี และสามารถเดินได้ ภายหลังจากนั้นทูตคนที่สาม นี้จึงร้องขอต่อกษัตริย์ให้ทรงนำคนพิการมาอีกคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเขาก็ ได้รับการรักษาจนหายเช่นเดียวกันโดยผ่านทางการวิงวอนต่ออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเขา ภายหลังจากนี้เขาจึงทูลต่อกษัตริย์ว่า เช่นเดียว กันกับการพิสูจน์ทั้งสองนี้ ดังที่สองคนได้กระทำ เราก็ได้นำการ กระทำเยี่ยงเดียวกันกับทั้งสองแบบ บัดนี้มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่เหลืออยู่ หากพวกเขาทำมันได้สำเร็จ ข้าฯก็จะรับศาสนาของพวกเขา โอ้ผู้ทรง เป็นกษัตริย์ ข้าฯได้ทราบมาว่าพระองค์ทรงมีโอรสองค์หนึ่งที่เสียชีวิต ไปแล้ว ถ้าหากพวกเขาสามารถที่จะนำเขากลับมาให้มีชีวิตอีก ข้าฯ ก็จะเข้ารับการศรัทธาของพวกเขา กษัตริย์ตรัสตอบว่า “ในกรณีนั้นข้า ก็จะขอเข้ารับศาสนาของพวกเขาเช่นกัน” ดังนั้นทูตทั้งสองคนแรก จึงได้รับการบอกเล่าว่า มีอยู่สิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่เพื่อจัดการให้เสร็จ สิ้นไป นั่นคือ กษัตริย์มีโอรสพระองค์หนึ่งผู้ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว และฝังอยู่ในสุสาน ถ้าหากพวกท่านสามารถนำพระองค์กลับมา ให้มีชีวิตได้อีก พวกเราก็จะเข้ารับนับถือศาสนาของพวกท่าน เมื่อได้ยินดังนี้ทูตทั้งสองคนของอัลลอฮ์จึงลงกราบกรานต่ออัลลอฮ์ โดย ทำการวิงวอนเป็นเวลานาน และจากนั้นจึงเงยศีรษะของพวกเขาขึ้น และตรัสกับกษัตริย์ว่า “โอ้พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ จงได้ส่งบุคคล บางคนของพระองค์ไปยังหลุมฝังศพของโอรสของพระองค์ด้วยกับ พระประสงค์ของอัลลอฮ์” ผู้คนจึงกรูกันไปยังสุสานของเจ้าชายองค์นี้ ที่ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเจ้าชายผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้วนั้นได้ออกมาจากสุสาน ของเขา และกำลังสั่นศีรษะของพระองค์เพื่อสลัดให้ฝุ่นดินหลุดออกไป
ถามขึ้นว่า “โอ้ผู้เป็นลูกพ่อ ลูกเป็นอย่างไร” เขาจึงกล่าวตอบว่า ต่ออัลลอฮ์ของลูก และวิงวอนต่อพระองค์เพื่อชีวิตของลูก อัลลอฮ์ ทรงตอบรับการวิงวอนของเขา และทำให้ลูกมีชีวิตกลับคืนมา” กษัตริย์ จึงตรัสถามเขาว่า “โอ้ลูกรัก ถ้าหากลูกได้เห็นบุคคลเหล่านั้นลูกจะจด จำพวกเขาได้หรือไม่” เขากล่าวตอบว่า “ได้ขอรับ” ดังนั้นกษัตริย์จึง ออกเดินทางไปกับโอรสองค์นั้นยังป่าแห่งหนึ่งและให้เขายืนอยู่ที่นั่น จากนั้นจึงมีผู้คนจำนวนหนึ่งเดินแถวผ่านหน้าเจ้าชายองค์นั้น ภาย หลังจากที่คนจำนวนหลายร้อยคนเดินผ่านสายตาของโอรสของ พระองค์ไป ทูตหนึ่งในสองนี้จึงถูกนำตัวมาต่อหน้าเขา และใน พระองค บัดคลนั้นเขาจึงพูดขึ้นว่า “ใช่แล้วสุภาพบุรุษผู้สูงอายุท่านนี้ ก็คือหนึ่งในสองนั้น” จากนั้นจึงนำตัวผู้คนมาอีกเป็นจำนวนมากเพื่อเดินผ่านหน้าโอรสองค์นี้ไป และในที่สุดจึงนำทูตคนที่สองมาปรากฏตน และโอรสก็จำเขาได้อีกในทันที และกล่าวว่าเขาคือคนอีกคนหนึ่ง ที่โอรสได้เห็น เมื่อทูตคนที่สามเห็นดังนี้จึงกล่าวว่า “ฉันขอศรัทธาใน อัลลอฮ์ของท่าน เพราะฉันเชื่อและตระหนักว่าสาส์นที่ท่านนำมา นั้นเป็นสัจธรรม” กษัตริย์จึงทรงประกาศตนเป็นผู้ศรัทธาคนหนึ่งและ “ลูกตายไปแล้ว แต่กระนั้นลูกได้เห็นบุคคลสองคนกำลังกราบกราน พสกนิกรทั้งหมดของพระองค์ต่างก็เข้ารับเป็นมุสลิม
เพื่อเป็นการสรุปการประกาศศาสนาของอีซาและสาส์นของ
ท่าน แผ่ขยายไปทั่วอย่างกว้างขวางโดยอาศัยวิธีนี้ จนถึงวาระหนึ่งมี
ศัตรูของอัลลอฮ์กลุ่มหนึ่งเริ่มเรียกอีซาว่าเป็นอัลลอฮ์และเป็นบุตร ของอัลลอฮ์ พวกยิวเรียกท่านว่าเป็นผู้มุสา และประสงค์จะสังหารท่าน ษะละบี และบรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอานทั้งฝ่ายชีอะฮ์ และซุนนี และบรรดาผู้รวบรวมบรรดาวจนะของท่านศาสดาด้วยการ เล่าเรื่องนี้ กันมาอย่างต่อกล่าวว่า ในมวลหมู่ประชาชาติทั้งหมด มีบุคคลอยู่สามคนที่เป็นยอด สุดของคนทั้งหมดในเรื่องของการตามและเชื่อฟังในสัจธรรม และไม่
เคยเลยที่จะเป็นผู้ปฏิเสธในอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว แม้แต่สักวินาทีเดียว และพวกเขาเหล่านั้นคือ ฮิซกิล ชิชกิล ผู้ศรัทธาผู้ซึ่งมาจากครอบครัวของ ฟาโรห์ ฮะบีบ นัจญาร ผู้ศรัทธาที่มาจากครอบครัวของยาซีน และ อะลี บิน อบีฏอลิบ และเขา(คนสุดท้ายนี้)เป็นผู้มีความเยี่ยมยอดที่สุด หมู่พวกเขา
ใน อัลลอฮ์ตรัสว่า “และเมื่อข้าได้วิวรณ์มายังบรรดาสาวก โดย กล่าวว่า จงศรัทธาในข้าและศาสนทูตของข้า พวกเขากล่าวว่าเรา ศรัทธา และขอเป็นพยานและเราขอมอบหมาย (ตัวของเรา)” เป็นที่ กล่าวกันว่าการวิวรณ์ของพระเจ้ามีมายังพวงกเขาถูกนำมายังลิ้นของ บรรดาศาสดา ในขณะที่ผู้คนต่างยอมรับในพระดำรัสของอัลลอฮ์ และมีรายงานไว้ในฮะดีษบทหนึ่งที่น่าเชื่อถือซึ่งบันทึกไว้ว่า อิมาม มุฮัมมัด อัลบากิร กล่าวว่า ” พระผู้ทรงเกรียงไกรทรงประทาน อิลฮาม(การดลใจ)ให้กับพวกเขา”
มีรายงานในแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ว่า ฮะซัน อัฟซอล ได้สอบ
พวก ถามอิมามอัรริฏออยู่ครั้งหนึ่งว่า ทำไมบรรดาสาวกของอีซา จึงถูก เรียกว่า ฮะวารี เขากล่าวตอบว่า “เป็นที่กล่าวกันว่าพวกเขาถูก เรียกขานว่า ฮะวารี ก็เพราะพวกเขาเป็นผู้ซักเสื้อผ้า(คนซักรีด) เขาเคยทำความสะอาดเสื้อผ้าและกำจัดสิ่งสกปรกออกไป คำว่า ฮะวารี มาจากรากศัพท์ของคำว่า “คุบซีฮะวาร” ซึ่งหมายถึง “ขนมปังสีขาว” แต่เราอะฮ์ลุลบัยต์กล่าวว่า พวกเขาถูกเรียกว่า ฮะวารี ก็เพราะพวกเขามักทำความสะอาดทั้งตัวของพวกเขาเองและของผู้อื่น พวก ให้หมดจรดจากบาปกรรมต่างๆ และเรื่องผิดทำนองครองธรรมต่างๆ ด้วยกับการเทศนาและการตักเตือนของพวกเขา” มีผู้ถามอีกว่าทำไม บรรดาสาวกของอีซาจึงถูกเรียกขานว่า “นะซอรอ” เขากล่าวตอบว่า
ฐานและจุดกำเนิดของพวกเขาอยู่ ณ เมือง นาซิเราะฮ์ ตั้งอยู่ ณ ประเทศซีเรีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่มัรยัมและอีซาพำนักอยู่ภายหลังกลับมา
มีบันทึกในวจนะหนึ่งที่น่าเชื่อถือว่า อิมาม อัศศอดิก กล่าว ว่า “ฮะวาริส ของอีซาก็คือชีอะฮ์ของอีซา และชีอะฮ์(ของอิมาม) ก็คือฮะวาริสของอะฮ์ลุลบัยต์ ฮะวาริสของอีซามิได้เชื่อฟังอีซา ดังที่ฮะวาริสของเราเชื่อฟัง” เพราะฉะนั้นอีซาจึงถามขึ้นว่า มีใครบ้าง ที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันในเรื่องของอัลลอฮ์ และศาสนาของพระองค์ บรรดาฮะวาริส จึงกล่าวขึ้นว่า “เราเป็นผู้ช่วยเหลือของอัลลอฮ์” แต่ขอสาบานด้วยกับอัลลอฮ์ พวกเขามิได้ช่วยเหลือ(อีซา) ในเมืองของพวก ยิว และพวกเขามิได้ต่อสู้เพื่อสนับสนุนอีซา แต่ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ซีอะฮ์ของเราเป็นมือเป็นไม้และเป็นผู้ช่วยเหลือของเรา พวกเขาต่าง เข้าร่วมต่อสู้กับศัตรูของเรา นับแต่วาระที่ท่านศาสดาผู้สูงส่งอำลาจาก โลกนี้ไป บรรดาศัตรูของอัลลอฮ์เผาพวกเขาในไฟ ทำร้ายพวกเขา ขับไล่พวกเขาออกจากเมืองต่างๆของพวกเขา แต่กระนั้นมิตรสหาย ของเราก็มิได้ย่นย่อท้อถอยหรือเลิกราไปจากการมอบความรักของ พวกเขาให้กับเราเลย ขออัลลอฮ์ทรงประทานรางวัลอันดีงามให้กับ
1 คำพูดเหล่านี้เป็นการชี้แนะให้เห็นตามนักประวัติศาสตร์และนักอรรธิบายได้บรรยาย ไว้ว่า เมื่อเบอร์รูสกษัตริย์แห่งซีเรียได้ยินข่าวถึงความประเสริฐและความมหัศจรรย์ของ อีชา พระองค์รู้สึกเสร้าสลดใจ และวิตกกังวลเพราะมีบางคนได้สังเกตดู โดยอาศัย โหราศาสตร์ว่า มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังจะถือกำเนิดผู้ซึ่งจะมาขจัดบาปกรรมต่างๆของ พวกเขา และเปลี่ยนวีถีชีวิตของพวกเขา ฉะนั้นเบอร์รูสจึงวางแผนที่จะสังหารเขาเสีย ดังนั้น อัลลอฮ์จึงส่งยูซุฟ นัจญาร ผู้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับมัรยัม และผู้ซึ่งเคยปกป้อง รับใช้นาง(มัรยัม)และอีซา ทวยเทพมาแจ้งข่าวให้กับเขาเพื่อย้ายมัรยัมและอีซาไป ยัง อียิปต์ และให้กลับมาเมื่อเบอร์รูสสิ้นพระชนม์แล้ว ยูซุฟ โยเซฟ)จึงพาพวกเขาไปยัง อียิปต์ บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอานส่วนใหญ่กล่าวกันไว้ว่า สถานที่กล่าวชื่อไว้ว่า “รอบวะฮ์” ในอายะฮ์นั้นก็คืออียิปต์และ “มาอีน” ก็คือแม่น้ำไนล์ เป็นที่กล่าวกันว่า พวกเขาอาศัยอยู่ในอียิปต์เป็นเวลาสิบสองปี ซึ่งอีซาได้แสดงความอัศจรรย์ไว้มากมาย เมื่อเบอร์รูสสิ้นพระชนม์แล้ว อัลลอฮ์จึงทรงดลใจพวกเขาให้ไปยังนาซิเราะฮ์ ตั้งอยู่ ณ ซีเรีย ดังนั้นพวกเขาจึงกลับมาและมาอาศัยอยู่ที่ นาซีเราะฮ์ และอีซาจึงปฏิบัติ ภารกิจของการเผยแผ่ของท่าน ณ ที่นั่น


