อริสโตเติลกับโลกมุสลิมอาหรับ

จรัญ มะลูลีม
ชาวอาหรับได้ความคิดของอริสโตเติล (Aristotle) เพลโต (Plato) โพลตินุส (Plotinus) กาเลน (Galen) ยูคลิด (Euclid) และปโตเลมี (Ptolamy) มาได้อย่างไร ยังเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเหตุใดชาวอาหรับจึงได้ติดใจความคิดยากๆ ของคนต่างชาติอย่างอริสโตเติล
โลกมุสลิมตะวันออกเรียนรู้วิทยาการของกรีกในวงที่แคบกว่าที่โลกมุสลิมตะวันตกเรียนรู้มาก วิชาหลักๆ ที่โลกมุสลิมตะวันออกสนใจก็มี คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แพทยศาสตร์ ศาสนวิทยาและปรัชญา พวกเขาเรียนรู้ความคิดของยูคลิด ปโตเลมี กาเลนและอริสโตเติล ส่วนโลกมุสลิมตะวันตกมีฐานที่กว้างกว่า คือเรียนรู้วิทยาการหลายสาขา เช่น ปรัชญา กฎหมาย วิทยาศาสตร์และวิทยาการซึ่งหนักไปในทางประวัติศาสตร์และอักษรศาสตร์
ชาวอาหรับไม่มีทางเลือกที่จะเรียนรู้ถึงนักปรัชญากรีกคนอื่นๆ นอกจากอริสโตเติลก็เพราะพวกเขาได้พบหนังสือของอริสโตเติลเข้าที่บ้านร้างแห่งหนึ่ง และรับความคิดของกรีกมาจากแห่งเดียวที่พวกเขามีอยู่ คือจากต้นฉบับของสานุศิษย์ของอริสโตเติล หรือของผู้นิยมความคิดของอริสโตเติลที่มีอยู่ในกรุงดามัสกัส แอนติออซ และตามชายแดนบัยแซนไตน์
พวกเขาเรียนรู้จากนักวิชาการที่ได้เก็บรักษาปรัชญาจากสำนักอเล็กซานเดรียไว้ซึ่งมาถึงนครบัฆดาดหรือแบกแดด ในราว ค.ศ. 900 และได้รับความช่วยเหลือของพวกปัญญาชนชาวเจแวนทีน (Jevantine) คือชาวคริสเตียนที่พูดภาษาซีเรีย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกรีกโดยอาศัยพวกบาทหลวงที่เป็นชาวกรีก การรู้ภาษาซีเรียและวัฒนธรรมอาหรับของคนเหล่านี้ทำให้พวกเขาเหมาะที่จะเป็นครูสอนชาวอาหรับและนักแปลที่ดีด้วย
ปรัชญาของอริสโตเติลซึ่งอาศัยการสังเกตและการทดลองนั้นใกล้เคียงกับสติปํญญาและจิตใจของชาวอาหรับ ดังนั้นตรรกวิทยาและอภิปรัชญาของอริสโตเติลจึงมีอิทธิพลต่อความคิดของนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ชาวอาหรับเป็นอย่างมาก แต่ปรัชญานีโอ-เพลโตนิสม์ ซึ่งอาศัยญาณวิสัย (Intuition) และการตริตรองที่เลื่อนลอยและลี้ลับมิได้หยั่งรากลึกลงในหมู่ชาวอาหรับได้จนกระทั่งข้อเขียนของชีฮาบุดดีน ชุฮ์รอวัรดี ทำให้น่าสนใจขึ้นมาจนกลายเป็นที่นิยมไปได้
ปรัชญาหลังสมัยอริสโตเติลส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะแบบ “เอ็กซิสเตนเชียล” (Existentialism) คือปรัชญาที่ถือว่ามนุษย์เป็นส่วนบุคคลที่มีความเป็นพิเศษไม่เหมือนใครและเป็นผู้แปลกแยกในจักรวาลอันมีแต่ความมุ่งร้ายนี้ ในสิบปีสุดท้ายของกรีกและโรมัน ปรัชญาพยายามจะก้าวไปในช่องว่างของศาสนา อันเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของนครรัฐ แนวคิดแบบเพลโตใหม่ (Neo-Platonism) นั้นมิได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมด้านจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับศาสนา พิธีกรรมและความลี้ลับอีกด้วย
นี่แหละคือปรัชญากรีกที่ชาวอาหรับรู้จักคือมีทิศทางไปในทางสั่งสอนและชำระล้างแนวโน้มแบบ “เอ็กซิสเตนเชียล” า นั่นก็คือเขามีอิสระในการเลือกชะตากรรมของเขาเอง ซึ่งก็เหมาะสมดีกับสภาพการณ์ของมุสลิมในขณะนั้น
ในศตวรรษที่ 7 ก่อนที่จะเดินทางจากอาณาจักรภาคตะวันออกของโรมมายังอาณาจักรอิสลามนั้น ปรัชญาของอริสโตเติล เป็นระบบที่ได้รับการกลั่นกรองอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งให้โลกทัศน์ที่แน่นอนไม่มากก็น้อยและมีวิธีการที่ละเอียดลออ ซึ่งได้พัฒนามาเป็นเวลาหลายร้อยปี แก่นกลางของระบบนี้ก็คือ ตำรับตำราต่างๆ ของอริสโตเติล ซึ่งได้จัดไว้อย่างเป็นระเบียบดังได้กล่าวมาแล้ว ตำรับตำราของอริสโตเติลมาถึงโลกอิสลามเมื่อมีการค้นพบต้นฉบับอยู่ในบ้านร้างแห่งหนึ่ง
หากเรื่องนี้ เป็นความจริง มันก็ได้มีข้อสังเกตสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ (1) ต้นฉบับนั้นต้องไม่ได้เขียนเป็นภาษาอาหรับ (2) ชาวอาหรับมิได้ค้นพบแต่เฉพาะข้อเขียนของอริสโตเติลเท่านั้น แต่ต้องพบอรรถาธิบายทั้งหมดด้วย ฉะนั้นความคิดของอริสโตเติลจึงเข้ามาในโลกอิสลามโดยการแปลและคงถูกเปลี่ยนสีสันไปบ้างโดยการตีความของผู้แปลในระยะต้นๆ
ชาวอาหรับได้รับวิทยาการและปรัชญาของกรีกในเวลา 500 ปี หลังจากที่มันก่อรูปขึ้นในสำนักคิดของกรีก และอีก 200 ปีต่อมา ชาวซีเรียคริสเตียนได้แปลงานเหล่านี้ ในระหว่าง ค.ศ. 750 ถึง 1050 งานของอริสโตเติลทั้งหมด ได้รับการแปลนอกจากเรื่อง Politics
ผลของการนำเอาความคิดของอริสโตเติลเข้ามาในโลกอิสลามมีอยู่หลายประการ ผลประการแรกก็คือข้อเขียนของอริสโตเติลได้ให้ความรู้เรื่องโลกและการกระทำของโลกเป็นจำนวนมากแก่ชาวมุสลิมในสมัยต้นๆ คนเหล่านี้เรียกอริสโตเติลว่า “นักปราชญ์ผู้รู้ทั่วโลก” ซึ่งได้นำชาวมุสลิมไปรู้จักกับวิทยาการใหม่ๆ อย่างเช่น ตรรกวิทยา ชีววิทยา ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ฯลฯ
ผลประการที่สองก็คือการเผชิญหน้ากับความคิดแบบอริสโตเติลทำให้เสียความสมดุลของชุมชนชาวมุสลิมไป เนื่องจากศาสนวิทยาในอิสลามก่อนสมัยอริสโตเติลนั้น มีวิธีการแบบถือหลักศีลธรรมเป็นหลักใหญ่ จัดการกับปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี อาศัยตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยมีมาโดยการถ่ายทอดความถูกต้องมาจากท่านศาสดา แต่การที่ต้องเผชิญหน้ากับนักถกเถียงปัญหาธรรมะชาวคริสเตียนทำให้ศาสนวิทยามุสลิมต้องอาศัยทฤษฏีมากขึ้น
ปรัชญาของอริสโตเติลเป็นการจัดหารากฐานทางทฤษฏีให้แก่ชาวมุสลิมสำหรับใช้ถกเถียงปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.500 และมีการนำเอาศาสนวิทยาแบบกรีกมาใช้ในอิสลามอย่างแลเห็นได้ชัดเจน หลัง ค.ศ. 900 ขึ้นไป
ศาสนวิทยาธรรมชาติ (Kalam) กลายเป็นทรรศนะของมุสลิมที่เคร่งครัดไปในระหว่างศตวรรษที่ 11-13 และยังเป็นอย่างนั้นอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ คือเป็นศาสนวิทยาธรรมชาติ ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการแบบที่อาศัยความรู้วิทยาการหรือความคิดแบบอริสโตเติล และจัดรวมตามแนวของปัญหาของกรีกสมัยหลัง (Hellenic)
ตั้งแต่ระยะแรกที่มีการแปลตำรากรีกมาเป็นภาษาอาหรับนั้น ปัญญาชนมุสลิมจำนวนหนึ่งได้ศึกษาวิชาการของกรีก เพราะความสำคัญของมันเองมากกว่าเพราะแรงกระตุ้นทางศาสนาหรือเพื่อโต้เถียงปัญหาธรรมะ นักศึกษาวิชาการของอริสโตเติลในระยะต้นๆ เหล่านี้มิได้เป็นนักปรัชญาในแบบของนักปรัชญากรีกในรุ่นก่อนๆ หรือนักปรัชญามุสลิมผู้มาทีหลัง
การแปลงานปรัชญาจึงผิดๆ พลาดๆ ตะกุกตะกักปราศจากความชำนาญด้านปรัชญา ความสามารถจับความสำคัญของปรัชญาได้อย่างแท้จริง เริ่มจากการส่งฉบับแปลใหม่ของฮูเนน (Hunayn) ไปให้อ่านอย่างทั่วถึงกัน พร้อมด้วยความพยายามครั้งแรกที่มีการสอนวิชาปรัชญาชนิดที่เป็นแบบแผน ซึ่งเริ่มขึ้นในกรุงบัฆดาด ในราว ค.ศ. 900 และหลังจากนั้นก็มีการรวมกลุ่มกันอย่างหลวมๆ ของนักวิชาการ
วงการนักวิชาการในบัฆดาดรวมเอามุสลิมและคริสเตียนไว้ด้วยกัน และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวิชาการแพทย์ของกรีก ระยะที่ปรัชญามีความรุ่งเรืองในวงการนี้มีระยะเวลาไม่ถึง 150 ปี แต่กระนั้นมันก็ยังได้ผลิตนักปรัชญาและนักวิชาการที่มีคุณค่าออกมาสองหรือสามรุ่นบางคนอย่างเช่นอัล ฟะรอบี ผู้เป็นนักปรัชญาในแบบหลังอริสโตเติล และเป็นผู้เขียนคำอรรถาธิบายเกี่ยวกับงานของอริสโตเติลให้มีมากขึ้น
งานด้านวิชาการจึงขยายกว้างขวางออกไป และช่วยพัฒนาแก้ไขระบบปรัชญาให้ดีขึ้น ส่วนคนอื่นอย่างเช่น ยะห์ยา อิบนุ อะดี (Yahyaibn Ade) ซึ่งเป็นนักวิจารณ์ตำราที่มีความสามารถก็เป็นผู้แก้ไขงานแปลของฮูเนนและกลุ่มของเขา อะบู สุลัยมาน (Abu Sulaiman) ผู้เขียนเรื่อง พันหนึ่งราตรี (One Thousand and One Nights) ก็ทำงานด้านปรัชญาอยู่ท่ามกลางหมู่ราชการ กวี นักภาษาศาสตร์ และนักกฎหมายแห่งนครบัฆดาด
ตามหัวเมืองต่างๆ ก็มีผู้สนใจงานของอริสโตเติลด้วย ทางชายแดนด้านตะวันออกของอาณาจักรอิสลาม อิบนุ สินา ผู้เป็นทั้งเสนาบดี แพทย์ นักปรัชญาและกวีได้เขียนหนังสือเอนไซโคลปีเดีย ชื่ออัช ซิฟา และแปลเป็นชื่อภาษาละตินว่า Liber Sufficientiee ทำให้อิสลามรู้จักวิธีประกอบสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันในแบบกรีก เมื่อหมดสมัยของอิบนุ สินา แล้วยุคทองของปรัชญาอิสลามในโลกมุสลิมตะวันออกก็จบสิ้นลง
ความคิดแบบอริสโตเติลในฐานะที่เป็นวิชาปรัชญาที่บริสุทธิ์ นับว่าเป็นของต่างชาติที่มาเติบโตอยู่ในชุมชนมุสลิม เมื่อถูกทางการศาสนาของอาณาจักรและทางรัฐรังเกียจก็ไม่อาจมีสอนในโรงเรียนได้ แต่ได้รับการสอนเป็นส่วนตัว แล้วก็ตายไปอย่างเงียบๆ แต่ก็ไปอ้อยอิ่งอยู่ในโลกอิสลามตะวันตก คือในสเปนเป็นเวลานาน ซึ่งขึ้นถึงขีดสูงสุดในสมัยของอิบนุ รุชด์
ปรัชญาของอริสโตเติลไม่มีทายาทโดยตรงในอิสลาม มีแต่วิทยาศาสตร์ วิทยาการต่างๆ และศาสนวิทยาธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากแหล่งเดียวกัน ส่วนลูกหลานของชาวมุสลิมในโลกตะวันตกสมัยกลางก็ได้แปลงานของนักปรัชญาชาวมุสลิมใหญ่ๆ ออกเป็นภาษาละติน เช่นงานของอัล-คินดี อัล-ฟะรอบี อิบนุ สินา และอิบนุ รุชด์ เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดการนิยมวิทยาการขึ้นในยุโรปในศตวรรษที่ 13
ปรัชญาในโลกมุสลิมตะวันตก
แอฟริกาเหนือทางภาคตะวันตก สเปน และซิซิลี (Sicily) รวมกันเป็นอาณาจักรตะวันตกของมุสลิม แอฟริกาเหนือนั้นมีความสำคัญเป็นรอง ส่วนซิซิลีก็อยู่ใต้การปกครองของสเปนหรือที่เรียกว่าอันดาลูเซีย (Andalucia) แต่ต่อมาพวกนอร์มัน (Norman) จากอิตาลีได้เข้ามายึดครอง ดังนั้นเราจะได้พิจารณาถึงสเปนของมุสลิมก่อนเป็นอันดับแรก
สเปน ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมุสลิมในศตวรรษที่ 8 คือถูกยึดครองโดยเคาะลีฟะฮ์ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (Umayyad) อันมีกรุงดามัสกัสเป็นเมืองหลวง เมื่อราชวงศ์อุมัยยะฮ์ในซีเรียถูกโค่นลงใน ค.ศ. 750 และก่อนที่ราชวงศ์ อับบาสิยะฮ์จะตั้งตัวเองในสเปนได้ เจ้าชายหนุ่มคนหนึ่งแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ชื่อ อับดุรเราะห์มาน อิบนุ-มุอาวิยะฮ์ (Abdurrahman Ibn Muawiyyah) ได้หนีไปยังสเปนและตั้งรัฐอิสระขึ้นมา พยายามต่อสู้จนได้เข้าครองสเปนทั้งหมด รวมทั้งคอร์โดวา (Cordova) และยังยึดแอฟริกาเหนือได้อีกด้วย การปกครองของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ในสเปนนี้ดำเนินไปนานกว่า 250 ปีจนถึงหลัง ค.ศ. 1000
หลังจากผ่านสภาพการเป็นรัฐเล็กๆ สเปนก็บรรลุถึงความรุ่งเรืองที่สุดในสมัยของเคาะลีฟะฮ์อับดุรเราะห์มานที่ 3 (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 912-961) ซึ่งเป็นท่านแรกที่ได้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์และโอรสของพระองค์คือ อัล-หะกัมที่ 2 (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 961-976) อาณาจักรมุสลิมตะวันออกเจริญรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 9 ส่วนสเปนนั้นรุ่งโรจน์ในศตวรรษที่ 10 นับเป็นสมัยที่มีความเจริญด้านวัตถุและด้านวิชาการสูงสุด เนื่องจากสเปนเป็นแหล่งที่ทำให้วัฒนธรรมอิสลามมีอิทธิพลมากในยุโรปตะวันตก นักวิชาการยุโรปจึงให้ความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับสเปนภายใต้การปกครองของมุสลิมเป็นอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่มุ่งไปในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองและศิลปะ
วัฒนธรรมของสเปนดำเนินไปพร้อมกับโลกมุสลิมอื่นๆ ในแง่มุมสำคัญๆ หลายอย่าง แต่โดยทั่วไปเราอาจกล่าวได้ว่าด้านวิชาการสติปัญญาในสเปนมีรูปแบบที่ง่ายกว่าในโลกมุสลิมตะวันออก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านอกจากชาวมุสลิมแล้วยังมีชาวยิวและคริสเตียนเข้ามามีส่วนร่วมในด้านวิชาการด้วยในสมัยเคาะลีฟะฮ์อับดุรเราะห์มานที่ 3 แต่ผู้ถือศาสนาโซโรแอสเตอร์และผู้ไม่นับถือพระเจ้า ไม่มีส่วนร่วมอยู่เลย
สำนักคิดต่างๆ ของอิสลามที่อยู่ในโลกมุสลิมตะวันออกก็ไม่เป็นที่รู้จักในสเปน สำนักคิดด้านกฎหมายที่ได้รับการยอมรับกันก็มีอยู่สำนักเดียวคือ สำนักมาลิกี ไม่มีข้อถกเถียงของกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์ (กลุ่มนิยมเหตุผล) มารบกวนความสงบแห่งความศรัทธา ความคิดเสรีที่ไม่จริงจังกับปรัชญาด้านศาสนาอันเคร่งครัดและการสละโลกใช้ชีวิตแบบฤาษีไม่ค่อยจะมีอยู่ในส่วนนี้ของโลกมุสลิมเมื่อก่อนศตวรรษที่ 9
โดยทั่วไปความก้าวหน้าทางด้านวิชาการของโลกมุสลิมตะวันตกขึ้นอยู่กับโลกมุสลิมตะวันออก นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นไป มีผู้ท่องเที่ยวหาความรู้จากสเปนผ่านอียิปต์ไปถึงเปอร์เซียในโลกตะวันออกโดยหวังว่าจะได้ฟังคำบรรยายจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียง
นอกจากนั้นความต้องการการศึกษาในสเปนก็ยังดึงดูดผู้มีความรู้จากโลกตะวันออกที่หางานทำไม่ได้ในท้องถิ่นของตนเองให้เดินทางไปสอนที่นั่นด้วย เคาะลีฟะฮ์อัล-หะกัมที่ 2 ยังมีบัญชาให้ทำการคัดลอกหนังสือจากทั่วโลกมุสลิมตะวันออก สำหรับห้องสมุดของพระองค์ซึ่งกล่าวกันว่ามีหนังสืออยู่ถึงสี่แสนเล่มอีกด้วย จึงทำให้มีการติดต่อระหว่างถิ่นทั้งสองนี้มากขึ้น
โลกมุสลิมตะวันตกมีความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา โหราศาสตร์ และแพทยศาสตร์เป็นส่วนมากเช่นเดียวกับในระยะแรกๆ ในโลกตะวันออกแต่จิตใจผู้คนยังไม่เปิดกว้างพอ ดังนั้นเมื่ออับดุลลอฮ์ อิบนุ มะซัรรอ (Abdullah Ibn Masarra) แห่งคอร์โดวาในรัชสมัยเคาะลีฟะฮ์ อับดุรเราะห์มานที่ 3 ได้นำระบบปรัชญาธรรมชาติ (Natural Philosophy) มาจากโลกตะวันออกหนังสือของเขาจึงถูกเผาไฟ
ใน ค.ศ. 1013 คอร์โดวา ซึ่งมีชื่อว่า “อัญมณีของโลก” ได้ถูกพวกเบอร์เบอร์ (Berber) จากแอฟริกาเหนือทำลายและอาณาจักรของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ก็แตกแยกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยจำนวนหนึ่ง ในระหว่าง ค.ศ. 1085 ถึง 1095 ราชวงศ์ของชาวเบอร์เบอร์ คือ ราชวงศ์อัลมุรอวิดียะฮ์ หรืออัล-มุรอบิตูน (Al-Murabitun) ก็กวาดเอาสเปนทั้งหมดของมุสลิมไปอยู่ภายใต้การปกครองของตนหมด
ในช่วงระยะเวลานี้สเปนทำตามกรุงดามัสกัสในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา แต่ต่อมาสำนักกฎหมายมาลิกีก็มีอิทธิพลอยู่ในสเปน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุบังเอิญหรือว่าเป็นเพราะความคิดแบบมาลิกีที่มีอะไรดึงดูดชาวเสปน ในระหว่างนั้นไม่มีร่องรอยว่าปรัชญาอัชอะริยะฮ์จะเข้ามามีอิทธิพลเลยถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานว่าความคิดด้านศาสนวิทยาของสำนักอัชอะริยะฮ์ จะเป็นที่คุ้นเคยแก่อิบนุ ฮัซม์ก็อยู่ในราวศตวรรษที่ 11 เท่านั้น
กฎหมายอิสลามระบบมาลิกีซึ่งได้มาจากงานของมาลิก อิบนุ อนัส (Malik Ibn Anus) ผู้มีอำนาจหน้าที่ในด้านกฎหมายในนครมะดีนะฮ์ เมื่อศตวรรษที่ 8 นี้ครอบคลุมสภาพการณ์ด้านกฎหมายและศีลธรรมทุกอย่าง พวกนักกฎหมายมาลิกีแห่งสเปนไม่รู้สึกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบกฎเกณฑ์คำสอนด้านศาสนามากไปกว่าที่พบอยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอาน (Quran) นักคิดสำนักมุตะอ์ซิละฮ์จำนวนหนึ่งเกิดขึ้นในสเปนในศตวรรษที่ 9 และ 10 อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะมีกฎหมายลงโทษผู้มีความคิดแบบนอกรีตนอกรอย (บิดอะฮ์) หรือผู้ไม่มีศรัทธา (กุฟร์)
ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ปรัชญาซึ่งมีแรงดลใจแบบที่มิใช่อิสลามมักจะรุ่งเรืองได้น้อย เป็นความจริงที่ว่าเมื่อวิชาการแพทย์ของกรีกไปถึงสเปนในศตวรรษที่ 9 การรับมันไปใช้ก็อดไม่ได้ที่จะต้องรู้จักคุ้นเคยกับสิ่งที่อยู่คู่เคียงกับมันคือปรัชญากรีก แต่ไม่มีบันทึกในเรื่องนี้เพราะไม่มีใครกล้ากล่าวถึง
นักปรัชญาคนแรกของสเปนอิสลามคืออิบนุ มะชัรรอ (Ibn Masarra) เป็นผู้ที่นำเอาลัทธิที่ถือว่าพระเจ้าสิงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่งเข้ามาในสเปน แต่ตัวเขากับสานุศิษย์ก็รอดชีวิตอยู่ได้ด้วยการไปใช้ชีวิตสันโดษในป่าที่คอร์โดวาหลังจากที่เขาสิ้นชีวิตแล้ว การศึกษาปรัชญาก็ดำเนินต่อไปหรือถูกล้างผลาญสลับกันไป แล้วแต่ทัศนคติของผู้ปกครองและสภาพการเมืองของแต่ละสมัย แต่ในสถานการณ์อันไม่แน่นอนเช่นนี้ย่อมไม่มีงานสำคัญอันใดถูกสร้างขึ้นมาได้
นักคิดด้านศาสนาคนสำคัญคนต่อมาก็คือ อิบนุ ฮัซม์ (Ibn Hazm) (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 883-931) ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่าอเบน ฮะซัม (Aben Hazam) เขาเคยศึกษาอยู่กับครูกลุ่มมาลิกี แต่ความคิดของกลุ่มนี้ไม่เป็นที่พอใจของเขา จึงหันไปศึกษาความคิดของสำนักชาฟีอีอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ได้พบความพอใจในสาขาย่อยที่ชื่อว่า ซอฮิรี (Zahirite)
หลักการสำคัญของสาขานี้คือต้องยึดถือข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอานและหะดีษตามตัวอักษร อิบนุ ฮัซม์ ได้พยายามที่จะใช้หลักการของซอฮิรีในเรื่องเกี่ยวกับกฎเกณฑ์คำสอน คือนำเอากฎหมายกับศาสนวิทยามารวมกันไว้ในโครงร่างของวิชาการอันเดียวกัน ความมุ่งหมายสำคัญคือจะแสดงทรรศนะของชีวิตมนุษย์ทั้งหมดโดยอาศัยวะฮีย์ (วิวรณ์) ของพระเจ้าเท่านั้น โดยตัดทุกอย่างที่เป็นความคิดหรืออารมณ์ของส่วนบุคคลออกให้หมด
นี่เป็นจุดสำคัญที่หยั่งรากลึกลงในจิตใจของชาวมุสลิมคือ ความคิดที่ว่าคัมภีร์อัล-กุรอานมิได้อยู่ใต้อิทธิพลของบุคลิกภาพของศาสดามุฮัมมัด แต่ถูกนำมาให้ท่านจากภายนอก (คือจากพระเจ้า) โดยมลาอิกัต อันเป็นทัศนคติที่ใช้การได้ในการปฏิบัติจริงๆ ของอิบนุ ฮัซม์ นี่เป็นที่ดึงดูดใจของมุสลิม จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าเขาจะมีอิทธิพลอยู่มากในโลกมุสลิมตะวันตก
นักคิดด้านศาสนาที่สำคัญอีกคนหนึ่งก็คืออิบนุ ตูมัรต์ (Ibn Tumart) (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1050-1130) ผู้ก่อตั้งขบวนการอัลโมฮาดียะฮ์ หรือโมฮาด (Al Mohad) เขาได้นำหลักการใช้เหตุผลของโลกมุสลิมตะวันตก (กะลาม) มาใช้ในหมู่สานุศิษย์ของเขาในบางข้อ อย่างเรื่องคุณลักษณะของพระเจ้า เขาใช้ความคิดเห็นของกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์ แต่ในเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นการให้ความหมายแบบเปรียบเทียบ (ตะอ์วิล) ของข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอานที่เป็นไปในทำนองว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดรูปร่างลักษณะและคุณสมบัติของมนุษย์นั้น เขาใช้ความคิดเห็นของสำนักคิดอัชอะริยะฮ์
ส่วนด้านกฎหมายเขาเป็นพวกซอฮิรี นั่นก็คือความเชื่อในการตีความอัล-กุรอานตามตัวอักษรและตัดสินความหมายของอัล-กุรอานโดยตรงโดยไม่ตามผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นอย่างเช่นสำนักมาลิกี แต่ตีความตามหลักการทั่วไปของนิติศาสตร์ (อุสูลุลฟิกฮ์) เท่านั้น แนวความคิดในเรื่องพระเจ้าของเขาดูเหมือนจะขึ้นอยู่กับเหตุผลมากกว่าจะขึ้นกับวะฮีย์ (Revelation) จึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดเขาจึงเห็นด้วยกับอิบนุ-ฮัซม์ ในการปฏิเสธทรรศนะของอัชอะรีในเรื่องคุณลักษณะของพระเจ้า
อิบนุ-ตูมัรต์ แต่งหนังสือสอนสานุศิษย์ของเขาในแอฟริกาเหนือเป็นภาษาเบอร์เบอร์ เขาเขียนคำสอนสั้นๆ และรวบรวมหะดีษที่เกี่ยวกับการเคารพภักดี การทำความสะอาดก่อนการเคารพภักดี ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากการทำสงคราม การดื่มเหล้าฯลฯ ทั้งหมดเป็นการต่อต้านทัศนคติแบบจารีตนิยมของชนชั้นที่มีการศึกษาในโลกมุสิมตะวันตก
ขบวนการของเขาจึงมีลักษณะประท้วงเพื่อปฏิรูป มุ่งหมายที่จะนำประชาชนให้ใกล้ชิดคัมภีร์อัล-กุรอาน จึงมีผู้เรียกเขาว่ามะฮ์ดี (ผู้มาโปรดโลก) แห่งขบวนการโมฮาดิยะฮ์ (อัลโมฮาด) เขากล่าวถึงราชวงศ์อัลมุรอวิดียะฮ์ (อัลมุรอวิด) ว่าเป็นพวกที่มีความคิดว่าพระเจ้ามีรูปร่างและคุณลักษณะเหมือนมนุษย์ ฉะนั้นการต่อสู้กับคนเหล่านั้นจึงถือว่าเป็นสงครามเพื่อศาสนา (ญิฮาด)
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าขบวนการนี้มีฐานอยู่บนเรื่องศาสนา เมื่อเขาเริ่มอธิบายหลักการของศาสนาของอัชอะรีที่เมืองเฟซ (Fez) เขาก็ถูกขับไล่ เพราะแรงกระตุ้นของพวกนักกฎหมาย ซี่งกล่าวหาว่าคำสอนของเขาอาจทำให้ประชาชนเลวทรามลงได้
การริเริ่มคิดแบบปรัชญามีอยู่ในหมู่ชาวยิวผู้มีวัฒนธรรมสูงเป็นส่วนมาก ปรัชญาธรรมชาติ (Natural Philosophy) จากโลกมุสลิมตะวันออกมีอิทธิพลอย่างมากต่ออิบนุ กีบิรด์ (Ibn Gebird) หรือที่นักเขียนคริสเตียนเรียกว่า อเวนซีโบรล (Abencebrol) และบัคยา อิบนุ พากูดา (Bakhya Ibn Pakuda) ก็ได้รับอิทธิพลจากสมาคมภราดาแห่งความบริสุทธิ์ แม้แต่บทกวีทางศาสนาของชาวยิวก็ยังมีอิทธิพลของปรัชญาแฝงอยู่ เนื้อหาที่มีในบทกวีก็ไม่ใช่การชุมนุมร้องเพลงวิงวอนพระเจ้า แต่กล่าวถึงดวงวิญญาณที่ลอยสูงขึ้นไปสู่ดวงจิตสูงสุด
อย่างไรก็ดี ในหมู่มุสลิมสามารถกล่าวได้ว่าการศึกษาปรัชญาอย่างละเอียดก็มีอยู่น้อยมาก ไม่มีครูคนใดที่มีสานุศิษย์ห้อมล้อมอยู่มากมาย และการพบปะชุมนุมของนักวิชาการเพื่อถกเถียงเรื่องปรัชญาก็แทบจะไม่มีเลย ในโลกมุสลิมตะวันตกก็เช่นเดียวกันกับโลกมุสลิมตะวันออกปรัชญาถูกสร้างขึ้นตามอารมณ์เฉพาะคน แต่ในโลกตะวันตกมีผู้สนใจน้อยลงไปอีก คนส่วนมากที่มีจิตใจคับแคบอยู่ในสเปนมากกว่าในโลกตะวันออก
เมื่อผู้ก่อตั้งราชวงศ์อัลมุรอวิดียะฮ์ในแอฟริกาเหนือคือ อิบนุ ตัช ฟีน (Yusuf Ibn Tashfin) ปลดเจ้าราชวงศ์เล็กๆ น้อยๆ แห่งสเปนออกหลัง ค.ศ. 1090 การกระทำของเขาได้รับอนุมัติตามกฎหมายจากอัลฆอซาลีและนักปราชญ์คนอื่นๆ ในโลกมุสลิมทั้งตะวันออกและตะวันตก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ราชวงศ์อัล-มุรอวิดียะฮ์มีความโปรดปรานต่อศาสนวิทยาในดินแดนของพวกเขาแต่ประการใด
ตรงกันข้ามกับในรัชสมัยอันยาวนานของอิบนุ ยูสุฟ (Ibn Yusuf) (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1106/7-1142/3) เขาได้ใช้นโยบายให้เกียรติต่อนักกฎหมาย (ฟุเกาะฮา) และสนับสนุนการศึกษากฎหมายของระบบมาลิกีเป็นอย่างมาก และสั่งห้ามการศึกษาศาสนวิทยา มัรรอกุชี ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 13 ได้บรรยายถึงสภาพของปัญญาชนในสมัยนั้นไว้ดังนี้
“ไม่มีใครที่จะเข้าหาเจ้าชายแห่งมุสลิมองค์นี้ได้หรือได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ นอกจากบรรดาผู้ที่รู้วิชาสรุปข้อกฎหมาย ตามข้อคิดเห็นของสำนักกฎหมายมาลิกีเท่านั้น ในสมัยนั้นได้จัดซื้อหนังสือของสำนักนี้มาเรียบร้อยแล้วและมีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสำนักด้วย
หนังสืออื่นๆ ถูกปัดออกไปจนถึงขีดที่อัล-กุรอานและหะดีษก็ถูกละลืม ไม่มีผู้ที่มีชื่อเสียงคนใดในสมัยนั้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสองสิ่งนี้อย่างเต็มหัวใจเลย ผู้คนในสมัยนั้นไปไกลเสียจนประณามผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาสนวิทยาว่าไม่เป็นผู้ศรัทธา (กุฟร์) เอาทีเดียว พวกนักกฎหมายซึ่งอยู่แวดล้อมเจ้าชายได้ตกลงใจว่าจะประกาศว่าศาสนวิทยาคือ สิ่งชั่วร้ายและประกาศว่ามุสลิมในสมัยต้นๆ มีความเกลียดชังมันและจะหลีกเลี่ยงใครก็ตามที่มีมลทินในเรื่องนี้
พวกนักกฎหมายประกาศว่ามันคือของใหม่ที่นอกรีตนอกรอยในศาสนาซึ่งมักจะนำไปสู่การรบกวนความศรัทธาของศาสนิกชนและอื่นๆ ทำนองนี้ ผลก็คือความเกลียดชังศาสนวิทยาและนักศาสนวิทยาได้หยั่งรากลึกในจิตใจของเจ้าชาย พระองค์จึงทรงออกคำบัญชาอยู่บ่อยๆ ในเรื่องนี้ รบเร้าให้ละทิ้งการศึกษาด้านศาสนวิทยาใดๆ และขู่เข็ญต่อผู้ใดก็ตามที่พบว่ามีหนังสือเกี่ยวกับศาสนวิทยาอยู่
เมื่อผลงานของอะบู หะมิด อัล ฆอซาลี เข้ามาในโลกมุสลิมตะวันตก เจ้าชายแห่งมุสลิมก็บัญชาให้เผาเสีย และออกคำสั่งอันเด็ดขาดให้ลงโทษทัณฑ์และยึดทรัพย์สินของผู้ใดก็ตามที่มีหนังสือชนิดนั้นอยู่ คำสั่งเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างเข้มงวด (George F, Hurani, Averroes on The Harmony of Religion and Philosophy , London : Gibb Memorial Trust, 1975, p.7-8)
นับเป็นเวลาสองศตวรรษคือตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 9 ถึง ศตวรรษที่ 11 ความขัดแย้งระหว่างปรัชญาและศาสนวิทยายังไม่ปรากฏชัดนักเนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ทางด้านหนึ่งนักปรัชญายังไม่กล้าเปิดเผยตัว การจะกระทำดังนั้นได้ต้องใช้เวลามากสักหน่อยเพราะพวกเขารู้ตัวว่ากำลังทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวย จึงพยายามที่จะแสดงความคิดเห็นให้กลมกลืนสอดคล้องกับคำสอนขั้นมูลฐานของอิสลามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่มีใครกล้าเขียนคัดค้านเรื่องการกลับฟื้นคืนชีพของร่างกายได้อย่างเปิดเผย แต่ได้ให้คำอธิบายที่มีเหตุผลในเรื่องการเกิดขึ้นของศาสนาและอื่นๆ (โปรดดู L.Strauss, Persecution and the art of Writing IIIinois : Glenese, 1952 บทที่ 1 เพื่อจะได้เข้าใจถึงความระมัดระวังตัวของอัล-ฟะรอบี ในการแสดงความคิดเห็นของเขาออกมา) ดังนั้นลัทธินิยมความลี้ลับ (ซูฟี) จึงเกิดขึ้นในใจของอัล-ฟะรอบี และอิบนุ-สินา
ในบรรยากาศเช่นนี้ดูเหมือนว่าปรัชญาจะเจริญได้น้อยกว่าศาสนวิทยาหรือเทวะวิทยา (Theology) เสียอีก แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ปรัชญากลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างเงียบๆ
ทางด้านหนึ่ง สาขาหนึ่งของลัทธิซูฟีได้เจริญขึ้นที่เมืองอัลเมอเรีย (Almeria) ซึ่งคงจะอยู่ในแนวตรงของการถ่ายทอดระหว่างอิบนุ มะซัรรอ กับอิบนุ อะรอบี (Ibn Arabi) หรือที่เรียกกันว่าอเว็มเพส (Avempace)
นักปรัชญาสมัยหลังๆ ยอมรับกันว่าเขาเป็นนักปรัชญาคนแรกที่เป็นชาวมุสลิม บางทีอาจเป็นเพราะคนเหล่านี้ไม่ถือว่าอิบนุ มะซัรรอ เป็นนักปรัชญาที่แท้จริงในแบบของเพลโตและอริสโตเติลก็ได้
การต่อต้านราชวงศ์อัลมุรวิดิวิยะฮ์หรืออัลมุรอวิดของขบวนการอัลโมฮาดิยะฮ์หรืออัล-มุวา ฮิดูน (Al-Muwahidun) นั้น เป็นเรื่องเลี่ยงไม่พ้นในการที่จะต้องมีการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างชาวเบอร์เบอร์สองกลุ่ม กลุ่มอัลโมฮาดิยะฮ์ได้โค่นอาณาจักรของราชวงศ์อัลมุรอวิดียะฮ์ในแอฟริกาเหนือลงใน ค.ศ. 1146-7 และอีกสองสามปีต่อมาก็พิชิตดินแดนในสเปนได้
ผู้พิชิตคืออับดุล มุอ์มิน (Abdul Mumin) (ขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1132/3 จนถึง 1163) กลายเป็นผู้สืบต่อของอิบนุ ตูมัรต์ ปรากฏว่าในรัชกาลของเขา หนังสือของบรรดานักศาสนวิทยาทั้งหลายและของ อัล ฆอซาลี กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนที่มีการศึกษาของโลกมุสลิมตะวันตกนั่นหมายถึงการผสมผสานความรู้เข้ากับคำสอนเดิม
ในตอนนั้นยังมีการปฏิเสธการให้เหตุผลเพื่อศาสนา นั่นคือปฏิเสธปรัชญาของกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์ และแม้แต่หลังจากนั้นก็ยังมีนักการเมืองและนักปรัชญาจำนวนมากที่มีความคิดเห็นว่าความศรัทธาของคนส่วนมากไม่ควรถูกรบกวนอย่างรุนแรงหรือว่ายกขึ้นสูงถึงขั้นความรู้
อาณาจักรของศาสนากับปรัชญาควรจะอยู่แยกจากกัน แต่ราชวงศ์อัลโมฮาดิยะฮ์มีความสนใจในปัญหาทางศาสนวิทยา ในด้านกฎหมายอับดุล มุอ์มินเป็นพวกซอฮิรีน (ผู้ตีความตามตัวอักษร) และเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับฝ่ายที่รู้วิชาสรุปข้อกฎหมาย (ฟุรุอ์) แต่ก็มิได้แสดงความคิดเห็นแก่ผู้ใด (Abdul-Sahid Al-Marakushi, Al-Mu’jib fi Falkhi Akhbar al-Maghri, p.203)
ในอาณาจักรของเขา พวกนักกฎหมายสำนักมาลิกีกำลังมีพลังและมีอำนาจอยู่ในการบริหารราชการ แต่ความสนใจของอัล-มุอ์มินก็มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในเรื่องวิทยาการของอิสลามเท่านั้น นักวิชาการที่เขารวบรวมมาไว้รอบตัวและที่เขาสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ พวกนักจารีตนิยมผู้คงแก่เรียนของขบวนการอัลโมฮาดิยะฮ์ ซึ่งเป็นชนเผ่ามัสมูดา (Masmuda) กับนักวิชาการในเมืองทุกสาขาวิชา
ผู้นำของกลุ่มทั้งสองนี้เข้าร่วมในสภาแห่งรัฐทั้งในการประชุมที่เปิดเผยและการประชุมลับ การประชุมสภามักจะเริ่มด้วยการอภิปรายในปัญหาที่น่ารู้ ซึ่งตัวเจ้าชายเองเป็นผู้อภิปราย ดังนั้นจึงนับได้ว่าขบวนการเคร่งศาสนาและศีลธรรมของอิบนุตูมัรต์ได้รับการขยายให้กว้างขวางขึ้น
การเปิดกว้างทางสติปัญญาและวิชาการของอัล-มุอ์มินมีสืบต่อไป ในตัวโอรสของท่านคืออะบู ยะอ์กู๊บ อิบนุ ยูสุฟ (ครองราชย์ ค.ศ. 1163-1184) ผู้เป็นนักจารีตนิยมที่มีความรู้มากมาย คุ้นเคยกับคัมภีร์อัล-กุรอานและหะดีษอย่างละเอียดลออ รักการเรียน รู้วิทยาการทุกวิชาและเหนืออื่นใดก็คือปรัชญา เขามักจะเริ่มการประชุมด้วยการอภิปรายปัญหาปรัชญาเช่นเดียวกับผู้เป็นบิดา ในระยะนี้เองที่ปรัชญาเจริญขึ้นมาใหม่ออกดอกออกผลในหมู่ชาวยิวและคริสเตียนในสเปนและส่วนอื่นๆ ของยุโรป เพราะเขาเป็นผู้สนใจและรอบรู้ในปรัชญาเป็นอย่างมาก และเป็นผู้ริเริ่มโครงการเขียนคำอรรถาธิบายอริสโตเติลเป็นภาษาอาหรับซึ่งอิบนุ รุชด์ เป็นผู้ดำเนินการ
ในระหว่างสมัยของราชวงศ์อัลโมฮาดิยะฮ์ (ค.ศ.1147-1225) ปรัชญารุ่งโรจน์ขึ้น ส่วนใหญ่ก็เนื่องมาจากการสนับสนุนของฝ่ายปกครองหรืออย่างน้อยก็เพราะราชวงศ์อัลโมฮาดิยะฮ์มีขันติธรรมต่อนักปรัชญา
ในระหว่างนี้สเปนกลับเจริญรุ่งโรจน์ขึ้นใหม่ ศิลปะวรรณกรรมก็เจริญรุ่งเรืองอยู่ในราชสำนักของรัฐต่างๆ กวีกลายเป็นนักปราชญ์ ความคิดด้านวิทยาศาสตร์ก็ลึกซึ้งขึ้นและยังได้รับอาหารแห่งสติปัญญามาจากโลกมุสลิมตะวันออก
ปรัชญาธรรมชาติ ข้อเขียนของสมาคมภราดาแห่งความบริสุทธิ์และตรรกวิทยาจากสำนักของอะบู สุลัยมาน อัส สิญิสตานีก็มีผู้ยอมรับในตอนปลายศตวรรษที่ 11 มีแม้แต่อิทธิพลของอัล-ฟะรอบี เข้ามาถึงด้วย และตำราแพทย์ของอิบนุสินาก็เป็นที่รู้จักกันดี
อิบนุ บาจญะฮ์ (Ibn Bajja) (สิ้นชีวิต ค.ศ. 1138) เกิดหลังจากอิบนุ มะชัรรอสิ้นชีวิตไป 200 ปี ปรัชญาของเขาต่อต้านทรรศนะแบบวัตถุนิยมและการนิยมทางโลกของชนชั้นสูงในสมัยนั้น เขามีทรรศนะว่าผู้ที่แลเห็นความโง่เขลาและความผิดที่มีอยู่ในทรรศนะทั่วไปนั้น จะต้องเก็บตัวให้ห่างจากมันอย่างน้อยก็ในด้านความคิด
ด้วยทรรศนะเช่นนี้เขาจึงตั้งชื่อหนังสือของเขาว่ากฎแห่งความสันโดษ (The Rule of The Solitary) ถึงแม้ว่าแรงสำคัญที่แฝงอยู่เบื้องหลังจะเป็นในแง่ศีลธรรมก็ตาม แต่ข้อสรุปก็เขียนในแบบวิเคราะห์จิตใจและความคิดของมนุษย์อย่างละเอียด การวิเคราะห์นี้เป็นที่น่าสนใจและมีค่าต่อนักปรัชญารุ่นหลังๆ อย่างใหญ่หลวง
อิบนุ ตูฟัยล์ (Ibn Tufayl) (ประมาณ ค.ศ.1105-1185) หรือที่เรียกว่าอะบูบาเซอร์ (Abubacer) เป็นผู้ที่นิยมอิบนุบาจญะฮ์ เขามาจากเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแกรนาดา (Granada) ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาอยู่ในสมัยราชวงศ์อัล-มุรอวิดียะฮ์ แต่แนวทางด้านปรัชญาของเขาเป็นของสมัยอัลโมฮาดิยะฮ์
เป็นหัวหน้าแพทย์ของเคาะลีฟะฮ์อะบู ยะอ์กู๊บ ยูสุฟ เป็นผู้สนใจในศาสนาและต้องการจะทำให้ศาสนากับปรัชญาปรองดองกันได้ งานชิ้นสำคัญของเขาคือหนังสือชื่อฮัยย์ อิบนุ ยักซัน บุตรผู้ตื่น (Hayya Ibn Yaqzan Alive Son of Awake) นั้นบางทีอาจจะเป็นงานปรัชญาที่มีเสน่ห์ที่สุดในภาษาอาหรับ ซึ่งมีอะไรคล้ายกับงานของเพลโต เป็นเรื่องเปรียบเทียบระหว่างปรัชญา ที่แท้จริงกับศาสนวิทยาเชิงปรัชญา
สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทิ้งคำกล่าวของนักปรัชญาเก่าๆ เช่น อัล-ฟะรอบี ที่ว่าปรัชญาเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้รัฐมีระเบียบแบบแผนอย่างเหมาะสมนั้นเสียได้ เพราะอิบนุ ตูฟัยล์ถือว่าปรัชญาไม่สามารถนำทางชีวิตของผู้คนในรัฐได้ ผู้ที่จะนำทางให้ไปถึงความสุขอันสูงสุดได้ก็คือบุคคลที่มีสติปัญญาสูงๆ เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
แต่การที่จะบรรลุถึงระดับนั้น พวกเขาจะต้องละทิ้งชีวิตทางโลกเสียก่อน หรือกล่าวได้ว่าวิถีทางของนักปราชญ์ก็คือความดื่มด่ำทางด้านจิตวิญญาณนั่นเอง
นอกจากปรัชญาที่กล่าวนามมาแล้วนี้คงจะต้องมีครูด้านปรัชญาดีๆ ที่คอร์โดวาอีกบางคน เพราะนักปรัชญาที่สำคัญในรุ่นต่อมาคืออิบนุ รุชด์ และโมเช่ เบน มัยมอน (Moshe ben Maymon) หรือที่เรียกกันว่า มัยโมนิดส์ (Mai Monids) ได้รับการศึกษามาจากที่นั่นในช่วงสุดท้ายแห่งสมัยราชวงศ์อัลมุรอวิดียะฮ์หรือมุรอวิด
เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้จึงเห็นได้ว่าในสเปนของอิสลามสมัยราชวงศ์อัลมุรอวิดียะฮ์นั้น มิใช่จะไร้ความสนใจในปรัชญาเสียเลยก็หาไม่ แต่เรื่องที่ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นยังเป็นเรื่องที่น่าพิศวง
เหตุผลอย่างหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในขณะที่เคาะลีฟะฮ์ และพวกนักกฎหมายผู้สนับสนุนเขาเกลียดกลัวคำสอนด้านศาสนวิทยาแต่ก็ไม่ได้กลัวปรัชญา เพราะว่าการที่นักปรัชญาต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากทำให้มีผู้ฟังคำบรรยายของพวกเขามีไม่มากนัก จึงไม่ก่อความหวาดหวั่นขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครองก็ได้ แต่ถึงกระนั้นปรัชญาก็ยังเป็นที่ระแวงสงสัยของคนเหล่านั้น
คนร่วมสมัยของอิบนุ-บาจญะฮ์ ผู้หนึ่งก็คืออิบนุ วาฮิบ (Ibn Wahib) ถึงกับต้องหยุดพูดเรื่องปรัชญาเพราะเกรงอันตรายต่อชีวิต นักปรัชญาถูกเรียกว่า “วัชพืช” คือพืชที่ไม่มีประโยชน์กลายเป็นคนแปลกหน้าในดินแดนของตนเอง บางทีต้องไปหลบซ่อนอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรืออพยพไปอยู่เสียที่อื่น ผู้ช่างสังเกตจะสังเกตเห็นหนังสือกิตาบุตตัดบีร อัล-มุตะวะฮ์ฮิด (Kitab Tadbir al-Mutawahhid) ของอิบนุ บาจญะฮ์มีแววแห่งความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างแฝงอยู่ด้วย
อิบนุ รุชด์ (Ibn Rushd) (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1126-1198) เป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมาก ชาวตะวันตกเรียกเขาว่าอเวอร์รอส (Averroes) เขามีทรรศนะว่าทั้งปรัชญาและการเปิดเผยของพระเจ้า (Revelation-วะฮีย์) ต่างก็เป็นความจริงด้วยกันทั้งคู่ เขาจึงเอาทั้งสองอย่างมาผสมผสานกันในชีวิต
งานที่สำคัญเป็นพิเศษของเขาคือเรียงความเรื่อง ฟัสลุลมะกอล (Fasl UI Maqal) เป็นเรื่องราวที่แน่นอนอันกำหนดลักษณะของความเกี่ยวพัน (หรือความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างศาสนากับปรัชญา) ในหนังสือเล่มนี้ อิบนุ รุชด์ แสดงให้เห็นว่าปรัชญาก็เป็นความจริงและคัมภีร์ที่ได้รับการเปิดเผยจากพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นความจริง
ดังนั้นจึงไม่มีความขัดแย้งระหว่างสองอย่างนี้ ส่วนใหญ่ของเนื้อหาของหนังสือนี้แสดงถึงวิธีกำจัดความขัดแย้งที่มีอยู่ชัดเจน ปรัชญาโดยทั่วไปนั้นเป็นความจริงและเปลี่ยนไม่ได้ อาจจะมีผิดพลาดและเข้าใจผิดในรายละเอียดบ้าง ดังนั้นการปรองดองกันจึงต้องทำโดยอาศัยการตีความหมายของคัมภีร์ให้สอดคล้องกับปรัชญา
ภาคสุดท้ายในหนังสือของเขาที่ชื่อว่าความขัดแย้งของความไม่ลงรอยกัน (The Inconsistency of The Inconsistency) นั้น เขาสรุปทรรศนะของตนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาที่ตนถืออยู่ (ซึ่งตรงข้ามกับทรรศนะของอิบนุ-ตูฟัยล์) แต่เขาควรเลือกเอาศาสนาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในสมัยของเขา นั่นก็คือศาสนาที่เขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูมา หรือคือศาสนาอิสลามนั่นเอง (ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวออกมาเช่นนั้นตรงๆ ก็ตาม)
เนื่องจากศาสนามีความสำคัญต่อชีวิตของผู้คนพลเมืองในประเทศ นักปรัชญาจึงต้องยอมรับกฎเกณฑ์คำสอนของอิสลามและต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจด้วย
อิบนุ รุชด์ คิดว่าศาสนาที่มีแต่เหตุผลล้วนๆ นั้นไม่ดีเท่าศาสนาที่มีการเปิดเผยของพระเจ้าด้วย เมื่อมองในแง่ของปรัชญา ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเขามีความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ในเรื่องบทบาทของศาสนาในสังคมและรัฐ (หรือนโยบายการปกครอง) และในเรื่องการที่นักปรัชญาควรฝึกฝนในด้านศาสนาไว้แต่เนิ่นๆ
เขาแลเห็นว่าชนชั้นที่มีความรู้ทางศาสนาเท่านั้นที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมได้เมื่อต้องทำการติดต่อกับสามัญชนและดูเหมือนเขาจะถือต่อไปด้วยว่าส่วนหนึ่งของหน้าที่นั้นก็คือการวิพากษ์วิจารณ์สังคมร่วมสมัย ตัวเขาเองก็ทำงานเป็นอย่างดีในการให้คำอรรถาธิบายเรื่องสาธารณรัฐ (Republic) ของเพลโต ในหนังสือข้อวิจารณ์ของเพลโต ในเรื่องสาธารณรัฐ (Commentary on Plato’s Republic) เขาเขียนถึงกษัตริย์ที่กำลังปกครองอยู่ว่าเป็นกษัตริย์นักปรัชญาและสรรเสริญว่าเป็นผู้อุปถัมภ์นักเขียน แต่เขาก็กล่าวไว้ด้วยว่ากษัตริย์ขาดอิทธิพลเหนือความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งตกอยู่ใต้อิทธิพลของ “พวกที่อ้างเหตุผลหลอกลวง” (คือนักศาสนวิทยา)
หนังสือนี้กล่าวถึงแนวความคิดของกษัตริย์ ทั้งในเรื่องการปกป้องปรัชญาและในเรื่องทรรศนะที่มีต่อการศึกษาของประชาชน ในตอนต้นของหนังสืออิบนุ รุชด์ ได้เขียนความมุ่งหมายของเขาว่า “เพื่อสำรวจตรวจสอบจากจุดยืนแห่งการศึกษากฎหมายว่าการศึกษาของปรัชญาและตรรกวิทยาจะได้รับอนุญาตจากกฎหมายให้มีได้หรือห้ามมิให้มี หรือสั่งให้มี” ไม่ว่าจะโดยวิธีแนะนำหรือบังคับก็ตามที
ในสองภาคสุดท้ายเราอาจสรุปได้ว่าอิบนุ รุชด์ ได้โต้ตอบต่อการที่อัล-ฆอซาลี กล่าวประณามปรัชญาว่าไม่อาจให้การรักษาเยียวยาที่ดวงวิญญาณของตัวเขาแต่ประการใด ในโลกอิสลามตะวันออกไม่มีใครลุกขึ้นตอบโต้การท้าทายเช่นนี้ของอัล-ฆอซาลี แต่ถ้าปรัชญาต้องการจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ในโลกมุสลิมมันก็ต้องตอบการท้าทายนี้ให้ได้ และผู้ที่ทำเช่นนี้ก็คืออิบนุ-รุชด์นี่เอง
ในเวลา 80 ปีต่อมา หนังสือเรื่องตอฮาฟุต อัล-ตอฮาฟุต (Tahafut al Tahafut) หรือความขัดแย้งของความไม่ลงรอยกัน เขียนประมาณปี ค.ศ. 1180 ของเขาเป็นการตอบโต้ทางปรัชญาต่อข้อกล่าวหาในหนังสือตอฮาฟุต อัล-ฟะลาศิฟะฮ์ หรือความขัดแย้งของนักปราชญ์ ของอัล-ฆอซาลีและเรื่องฟัสลุล มะกอล (Fasl Al Maqal) หรือความสอดคล้องระหว่างศาสนากับปรัชญา ของเขาก็ตอบโต้เรื่อง ฟัยศอลุตตัฟริก็อต ของอัล-ฆอซาลี
ในขณะที่งานชิ้นนี้แสดงความเป็นปรปักษ์โดยตรงต่อศาสนวิทยา สำนักอัชอะริยะฮ์ก็มีทีท่าชักชวนโน้มน้าวผู้อ่านซึ่งเป็นชาวสเปนมุสลิมให้มีการศึกษาด้านกฎหมายสำนักมาลิกี โดยใช้การถกเถียงถึงปรัชญาและความขนานคู่เคียงกันของปรัชญากับนิติศาสตร์
ความพยายามของอิบนุ รุชด์ ที่จะทำให้ระบบความคิดสองอย่างที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนมาสอดคล้องกลมกลืนกันได้นั้น เป็นความพยายามที่มีรากฐานมั่นคงอยู่ในวัฒนธรรมอิสลามนั่นเอง
ในคัมภีร์อัล-กุรอานเองก็แสดงความโน้มน้าวพยายามมิให้มีความผิดใจกัน และสมานฉันท์ระหว่างสำนักหรือนิกายต่างกันไว้หลายแห่ง เช่นในคำสอนของศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮัม) ที่เกี่ยวกับศาสนาและความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามและคริสต์ศาสนาและศาสนาจูดาย (Judaism)
ในประวัติศาสตร์ปรัชญาอิสลามก็เช่นกัน หนังสือชื่อกิตาบุลญัมอิบัยนัรเราะยัลนัลหะกีมัยน์ อัฟละตูน อัลอิลาฮีวะอะริสโตตาลิส (การรวมความคิดเห็นระหว่างนักปรัชญาสองท่านคือ เพลโต และอริสโตเติล ในทรรศนะความเห็นเกี่ยวกับพระเจ้า) ของอัล-ฟะรอบี ก็เป็นความพยายามที่จะปรองดองปรัชญาของเพลโตกับอริสโตเติล ซึ่งเกิดจากความมั่นใจของฟะรอบีว่านักปราชญ์ทั้งสองต่างก็มีความรู้ที่แท้จริงในเรื่องความเป็นจริง (Reality) ดังนั้นจึงไม่อาจขัดแย้งกันได้
นาซิร คุสโร ก็พยายามที่จะทำให้ลัทธิซูฟีของนิกายอิสมาอิลียะฮ์ สอดคล้องเข้ากับปรัชญาได้ ซึ่งอิบนุ รุชด์ อาจไม่ได้อ่านเพราะผู้เขียนเขียนให้กลุ่มชีอะฮ์ในทรานโซเซียนาอ่าน เรื่องฮัยย์ อิบนุ ยักซัน (Hayy Ibn Yaqzan) ของอิบนุ ตูฟัยล์ ก็ได้ยืนยันถึงความสอดคล้องของกฎหมายแห่งพระเจ้า (Shar) กับปรัชญาไว้เหมือนกัน
ในท่ามกลางพื้นฐานเหล่านี้ งานของอิบนุ รุชด์ ถึงจุดที่สูงสุดเพราะเป็นความพยายามปรองดองศาสนากับปรัชญาที่ตรงไปตรงมาและละเอียดลออที่สุด
ในสมัยของอิบนุรุชด์นี้เราจะเห็นตัวอย่างของความเกลียดชังปรัชญาของคนทั่วไปได้ดี ถึงแม้ว่าเคาะลีฟะฮ์ อะบู ยะอ์กู๊บ อิบนุ ยูสุฟ จะสามารถให้ความปลอดภัยส่วนตัวแก่อิบนุ รุชด์ ได้ แต่ก็ไม่สามารถขจัดเสียงคัดค้านจากคนทั่วไปได้
เสียงเหล่านั้นมาจากพวกนักกฎหมายสำนักมาลิกีหัวเก่าและนักการศาสนากลุ่มที่นิยมอัล-อัชอะรี คือพวกจารีตนิยม ตามคำกล่าวของอิบนุรุชด์นั่นเอง ไม่มีอะไรที่จะทำให้ความมุ่งร้ายที่มีต่อปรัชญาบรรเทาลงได้
ใน ค.ศ. 1195 อันเป็นรัชสมัยของอะบู ยูสุฟ ยะอ์กู๊บผู้สืบต่อจากอะบูยะอ์กู๊บ ได้มีการจองล้างจองผลาญนักปรัชญา (รวมทั้งตัวอิบนุ รุชด์เองด้วย) อย่างหนัก ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้คนส่วนใหญ่
เราพอจะคาดการณ์ได้ว่าการเขียนและพิมพ์อรรถาธิบายงานของอริสโตเติลนี่เองที่ทำให้เกิดความไม่พอใจวิชาการที่ถือว่า “นอกศาสนา” นี้ ถือว่าเป็นแหล่งของความชั่วร้าย และอิบนุ รุชด์ก็อดไม่ได้ที่จะโต้ตอบไปดังได้กล่าวมาแล้ว
เท่าที่กล่าวมาแล้วเป็นการชี้ให้เห็นบทบาทของอิบนุ รุชด์ ในการพัฒนาความคิดด้านปรัชญาของอิสลามในสเปน สำหรับความยิ่งใหญ่ของเขาในประวัติศาสตร์ปรัชญาประการแรกอยู่ที่งานอรรถาธิบายอริสโตเติลของเขา เขามีความรู้ลึ กซึ้งในความคิดของอริสโตเติลและในหนังสืออรรถาธิบายนั้นเขาได้เขียนถึงงานหลายชิ้นของอริสโตเติล จนสามารถลบล้างการให้ความหมายแบบนีโอเพลโตนิคบางข้อที่มีอยู่เป็นภาษาอังกฤษในตอนนั้นได้
งานอรรถาธิบายของเขาเป็นที่นิยมของชาวคริสเตียนและยิวในสเปน ได้รับการแปลเป็นภาษาละตินและภาษาฮิบรู นี่เป็นการทำให้ชาวยุโรปได้รู้จักอริสโตเติลอย่างสำคัญเป็นครั้งแรก และเป็นเสมือนเมล็ดพืชที่นำไปสู่การออกดอกออกผลของปรัชญาสมัยของลัทธิธอมิสม์ (Thomism)
งานด้านปรัชญาที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งก็คือ The Inconsistency of The Inconsistency ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หนังสือเล่มนี้ซึ่งบัดนี้มีฉบับแปลที่ดีเยี่ยมเป็นภาษาอังกฤษแสดงถึงความศรัทธาของเขาในความสามารถของเหตุผลในอันที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับความลี้ลับภายในของโลก







