INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เศรษฐกิจพอเพียง พุทธ-อิสลาม-คริสต์

%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AF 1

            ทุกวันนี้ด้วยกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ เราถูกครอบงำและมอมเมาด้วยหลักเศรษฐศาสตร์จากตะวันตก ที่มีพื้นฐานของปรัชญาที่มองว่ามนุษย์มีความอยากที่ไม่สิ้นสุด แต่ความอยากนั้นจะถูกจำกัดด้วยงบประมาณที่เรามีอยู่ มนุษย์จึงต้องทำทุกวิถีทางให้ได้รับความพอใจสูงสุดภายใต้งบประมาณนั้น อย่างไรก็ตามเมื่อลัทธิบริโภคนิยม คือการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เกิดแรงผลักดันสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ขีดจำกัดในเรื่องงบประมาณหรือรายได้ของปัจเจกชน หรืองบประมาณรายได้ของรัฐบาลต้องถูกทำลายลง เกิดการกู้ยืม จนเกินตัวเกิดหนี้สินมหาศาลทั้งครัวเรือนและรัฐบาล ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาจนเกิดวิกฤตกาลทางเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มนุษย์ก็ยังไม่ตระหนักว่าหายนะเหล่านั้นเกิดจากการกระทำของตนเอง ทั้งระดับบุคคลและระดับประเทศ เพราะเราถูกฝังหัวและเชื่ออย่างผิดๆในหลักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกที่ได้บิดเบือนความเชื่อของมนุษย์อันมีอยู่เดิม มาสู่ยุคบริโภคนิยม ทำลายทั้งตนเองและทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์
            ความจริงอีกประการก็คือ มนุษย์ทั้งหลายเป็นจำนวนมากต่างละเลยคำสอนทางศาสนาที่มุ่งเน้นให้มนุษย์รู้จักประหยัดมัธยัส ยึดทางสายกลาง รู้จักพอเพียง ไม่จมปลักอยู่ในความโลภและเบียดเบียนทั้งตัวเองและเบียดเบียนผู้อื่น
            ตัวอย่างเช่นในหลักศาสนาพุทธ ที่ให้ยึดทางสายกลาง คือความพอดี ความพอเพียง ไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น นอกจากนี้ยังให้ขยันหมั่นเพียร (อุฏฐานสัมปทา) รู้จักรักษาและคุ้มครองโภคทรัพย์ (อารักขสัมปทา) รู้จักคบคนดี(กัลยาณมิตตา) และสมชีวิตา คือความเป็นอยู่ที่เหมาะสม คือรู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย เลี้ยงชีวิตพอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย
            ศาสนาอิสลามนั้นก็เฉกเช่นเดียวกัน ให้ยึดหลักสายกลางนั่นคือ การสร้างสมดุลที่เรียกว่า วาสะฎียะฮ์ รู้จักการให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เช่น การออกซากาต (การบริจาคตามที่ศาสนากำหนด) นอกจากนี้ในพระคัมภีร์กุรอ่านอันเป็นโองการจากพระเจ้ายังกล่าวว่า “ความสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยย่อมเป็นสหายสนิทกับมารร้ายไซตอน”
            ส่วนในศาสนาคริสต์ ตามที่ระบุในพระคัมภีร์ไบเบิลพระเจ้าตรัสว่า “ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าเราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย (ฮิบรู 13:5 TH1971)
            นอกจากนี้แบบอย่างของบรรดาศาสดาทั้งหลายก็ชัดเจนว่าท่านเหล่านั้นล้วนดำรงตนอย่างสมถะ เรียบง่าย สอดรับกับวิถีแห่งธรรมชาติจนเป็นที่ปรากฏชัด
            แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังละเลย มัวเมาอยู่ในความโลภและทำลายทุกอย่างแม้แต่ตนเอง
            สำหรับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อของคนในแผ่นดิน ได้ทรงมอบแนวพระราชดำริให้เป็นแนวทางมากกว่า 30 ปีแล้ว ดังกระแสพระราชดำรัสต่อไปนี้
          “การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นอันพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด”
          (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517)
          เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามพระบรมราโชวาทนี้ถูกนำมาเน้นย้ำอีกครั้งเมื่อเราเกิดวิกฤตกาลทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 เพราะเราไม่ประมาณตัวกู้หนี้ยืมสินมาเป็นจำนวนมาก จนไม่มีปัญญาจะใช้คืนตามห้วงเวลาที่เจ้าหนี้กำหนด ผลคือเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ สถาบันการเงินปิดตัวเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องทำตามการกำหนดของ IMF และต้องรับภาระหนี้นั้นล้านล้านบาท ซึ่งนั่นก็คือภาระหนี้ที่ประชาชนทั้งหมดต้องแบกรับ
            ต่อมารัฐบาลได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 และฉบับที่ 10 นอกจากนี้ยังกำหนดในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 และรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการลงพระปรมาภิไธยโดยรัชกาลที่ 10 นอกจากนี้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนี้ยังได้รับการยกย่องจากองค์การสหประชาติว่าเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมีเสถียรภาพ
            คำถามก็คือแนวทางนี้ได้ถูกเผยแพร่เป็นเวลานานแล้วทำไม ถึงยังไม่มีการปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์เสียที เรายังคงเกิดปัญหาเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ในปัจจุบันมันเพราะอะไรเราสอนกันว่า ต้องยึดหลักพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันซึ่งต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขคือ ความรู้ และคุณธรรม
            นี่แสดงว่าเรายังเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอ ที่จะทำให้เกิดศรัทธาในอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ และที่สำคัญเรามิได้ปลูกฝังคุณธรรมในเรื่องนี้จนประชาชนและรัฐบาลซึมซับน้อมนำเอามาปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นขั้นตอนหรือไม่
            เท่าที่เห็นและรับทราบเห็นมีแต่ไปบอกคนจนให้พอเพียง คนรวยไม่ต้องพอเพียงกระนั้นหรือถ้ารู้จักพอเพียงคนรวยก็ควรอย่างน้อยเสียภาษีให้ถูกต้องบริษัทห้างร้านก็เช่นกัน ไม่ควรจะมีการหลีกเลี่ยงภาษีกันอีก
            ถ้าเรารู้จักพอเพียงรัฐบาลก็ไม่ควรก่อหนี้สาธารณะอีกเป็นจำนวนมาก แต่ควรจะลดภาระหนี้นี้ลง แล้วแผนพัฒนาฯมันต้องทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยลดลงนี่ก็หลายปีแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2517 ช่องว่างนี้กลับขยายตัวมากขึ้นโดยลำดับ คนจนก็จนต่อไปมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แถมมีแหล่งเงินกู้มหาโหดที่คอยตามขูดรีด ส่วนคนรวยก็ยิ่งรวยกระจุกตัวทั้งทรัพย์สินเงินทอง แล้ว THAILAND 4.0 น่ะมันลดช่องว่างหรือเพิ่มช่องว่างกันแน่ ขัดกับพระบรมราโชวาทหรือไม่
            อนึ่งเรายังคงต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกจำนวนมาก ครั้นเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเราก็ทรุดตามด้วย เราทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การทำลายป่าไม้ ทำลายแม่น้ำลำคลองจนขาดความสมดุล และไม่รู้จักพอเพียงการทำลายยังคงรุนแรงเพิ่มพูนต่อเนื่อง ลัทธิบริโภคนิยมก็ยังคงเป็นหลักปฏิบัติทั้งปัจเจกชนและภาครัฐ
            ถ้าเรารักพ่อ และพ่อยังอยู่ในใจเราจริงๆ ควรมาร่วมมือร่วมใจกันสร้างระบบเศรษฐกิจพอเพียงนี้ให้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ ตามรอยพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือตามรอยเท้าพ่อให้สมกับที่เราภูมิใจว่าประเทศนี้คือ “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” กันเถิด
Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *