ไทยแลนด์ทวิลักษณ์
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ไทยแลนด์ทวิลักษณ์
ประเทศไทยมีลักษณะเชิงช้อนแบบทวิลักษณ์อย่างนี้มานานแล้ว นับจากที่เราเดินเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคพัฒนา ซึ่งหากจะเริ่มนับจากที่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นต้นมาในสมัยจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัชต์ และเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก เรามีการลงทุนจำนวนมากให้แก่ระบบสาธารณูปโภค ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ในช่วงนั้นภาคเกษตรเป็นจักรกลสำคัญที่เลี้ยงประเทศ เพราะเราส่งออกพืชผลการเกษตรเป็นหลัก และเป็นตลาดรองรับภาคอุตสาหกรรมที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริม เศรษฐกิจจึงมีลักษณะเชิงช้อน ระหว่างภาคธุรกิจในเมืองที่มีความทันสมัย บวกกับภาคอุตสาหกรรมมีทุนต่างชาติและกลุ่มทุนภายในที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ภาคการเกษตรยังล้าสมัย และเป็นฐานรองรับให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
เศรษฐกิจจึงแบ่งเป็นภาคเมืองและภาคชนบทที่มีความเหลื่อมล้ำกันมาก ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างประชาชนก็ยิ่งห่างออกไป เพราะผลพวงจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยส่วนแบ่งของรายได้มาเพิ่มเติมให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและการส่งออก
ส่วนการเมืองนั้นประชาชนในเมืองใหญ่ๆโดยเฉพาะกทม. มีพัฒนาการโน้มเอียงไปในทางนิยมประชาธิปไตย และมีความสนใจที่จะเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมืองสูง ส่วนชาวชนบทยังคงล้าหลังและไม่สนใจการเมือง เนื่องจากการศึกษาไม่สูง แถมยังต้องคอยกังวลกับการเลี้ยงชีพของตน
ครั้นการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงจากยุคเผด็จการของจอมพลสฤษฏ์และผู้สืบทอด และดูทีท่าว่าจะเป็นประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง ประชาชนในเมืองก็ยิ่งตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น อันเป็นนิมิตรหมายที่ดี สำหรับระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามเมื่อฝ่ายการเมืองเข้มแข็งขึ้น โดยอาศัยฐานจากชนบทเป็นหลักเพราะสามารถชี้นำหรือใช้กระบวนการต่างๆที่จะกอบโกยคะแนนเสียง ด้วยอำนาจเงินที่เหนือกว่า ตลอดจนการใช้อำนาจรัฐมาเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนในชนบทเพื่อหวังผลในการเลือกตั้งแบบที่เรียกว่า “ประชานิยม” จนเมื่อฝ่ายการเมืองยึดกุมอำนาจได้มากขึ้นก็นำไปสู่การคอร์รัปชั่น ผสมผสานกับส่วนราชการที่มีผลพวงได้รับประโยชน์จากส่วนแบ่ง และการคอร์รัปชั่น ซึ่งแพร่กระจายไปทั่ว รวมทั้งกองทัพก็มีส่วนในขบวนการนี้ด้วย
เมื่อเป็นดังนี้ประชาชนที่อยู่ตามเมืองใหญ่ เช่น กทม.จึงเริ่มเบื่อระอาการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยคิดว่านั่นคือระบอบประชาธิปไตยเพราะเลือกตั้งทีไร คนเมืองก็แพ้คนชนบทที่มีจำนวนมากกว่าทุกที พรรคที่กุมเสียงส.ส.จากชนบทจึงเข้าเป็นรัฐบาล เมื่อคนเมืองหมดทางสู้ ประกอบกับความเบื่อหน่ายจึงได้หันเหมาสนับสนุนระบอบเผด็จการ สนับสนุนการรัฐประหาร เพราะเข้าใจกันว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็วทันใจ และเป็นไปตามที่ตนเองประสงค์ ดังนั้นการเมืองไทยจึงยังคงเป็นแบบทวิลักษณ์ต่อไปเพียงแต่เปลี่ยนขั้วจากการที่คนเมืองส่งเสริมประชาธิปไตยมาเป็น ส่งเสริมเผด็จการในขณะที่คนชนบทก็ยังคงสภาพเดิม คือ ไม่สนใจการเมืองมากนัก แต่มุ่งสนใจปัญหาปากท้องมากกว่า ทั้งๆที่ความจริงแล้วการเมืองนั่นแหละจะเป็นตัวกำหนดแนวทางเศรษฐกิจ
ในทางสังคมประชาชนก็ยังแบ่งความคิดแบบคนเมืองกับคนชนบท แบ่งขั้วทางสังคมเป็นสังคมเมืองกับสังคมชนบท การศึกษา การสาธารณสุข ก็ได้รับบริการที่แตกต่างกัน แม้แต่ระดับของความยุติธรรมก็ต่างกัน ระหว่างคนมีอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือ การเมือง หรือผู้มีอำนาจการปกครอง กับผู้ใต้ปกครอง
ครั้นเรา ย่างเข้าสู่ยุคปัจจุบันแม้จะมีความพยายามที่จะแก้ปัญหาทั้งหลายที่สะสมหมักหมมมาตลอด แต่ยิ่งแก้ก็ดูเหมือนจะเหมือนลิงแก้แห คือยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ทำให้เรายังคงย่ำเท้าอยู่กับปัญหาเดิมๆ แม้จะมีแผนหรือยุทธศาสตร์ออกมาก็ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากวาทกรรมสวยหรู ทั้งนี้เพราะปัญหาโครงสร้างมิได้ถูกแก้ไข ทำให้กลุ่มคนที่มีความได้เปรียบทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยังคงความได้เปรียบและผสานประโยชน์กัน สิ่งที่ควรจะแก้ได้ก็ทำไม่ได้ เพราะยังติดยึดกับผลประโยชน์ส่วนตน หรือกลุ่มของตนเป็นใหญ่ ในขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่ก็มิได้ถูกพัฒนาไปสู่แนวทางที่ควรจะเป็น คือความรู้เท่าทันโลก กับการขัดเกลาจิตใจในทางศีลธรรม คุณธรรม ความมีวินัย และการรู้จักคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่กว่าประโยชน์ส่วนตน
ทุกวันนี้เราก็ยังมีนโยบายที่เน้นการเจริญเติบโตโดยที่จะเพิ่มให้ประเทศไทยกลับมาสู่อัตราที่สูงขึ้นจาก 3-4% มาเป็น 7-8% แต่มิได้คำนึงว่าเมื่อเติบโตแล้วรายได้เหล่านี้จะไปตกอยู่กับใคร ทั้งนี้เพราะนโยบายด้านภาษีของเรายังคงเน้นการหารายได้จากภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง นั่นคืองดภาษีทางตรงทุกระดับชั้น แล้วไปเพิ่มภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีสรรพสามิต ซึ่งคนร่ำรวยสามารถผลักภาระภาษีให้กับคนยากจนได้ เช่น การเพิ่มภาษีสุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น นักธุรกิจน้ำเมาก็ผลักไปอยู่ที่ราคาขาย คนซื้อซึ่งส่วนใหญ่คือคนยากจนหรือรายได้ปานกลางก็ต้องแบกภาระไปเป็นต้น ถ้าจะลดช่องว่างของรายได้ก็ต้องเพิ่มอัตราภาษีทางตรง คือ ภาษีเงินได้ให้เป็นอัตราก้าวหน้า แต่เราทำไม่ได้เพราะนักธุรกิจผู้มีรายได้สูงมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้มีอำนาจในการปกครอง
ดังนั้นกับดักที่เราพูดถึงกันอยู่ คือ กับดักรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง และกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา จึงไม่อาจแก้ไขได้ เพราะเราติดกับดักของความคิดที่ถูกครอบงำโดยผู้ที่มีอำนาจทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และการปกครอง
ปัญหาเดิมๆ เช่น การกระจายรายได้ของประชาชน ตลอดจนการถือครองโภคยทรัพย์ อย่างที่ดิน และการสะสมทุนก็จะยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรวย และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป แม้จะมีแผนสวยหรูอย่างไทยแลน 4.0 ก็ตาม ก็ลองมาพิจารณาเป้าหมายของแผนนี้ดู
1.ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่าที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์
เป้าหมายนี้จะสำเร็จได้อย่างไรถ้าเรายังไม่มีการปฏิวัติ การศึกษาอย่างพลิกแผ่นดิน เพื่อเพิ่มคุณภาพ และประสิทธิ์ภาพของประชาชนอย่างรวดเร็วใน 5-10 ปีตามแผน เพราะอย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 16-20 ปี หากเริ่มจากประถมหนึ่งจนจบมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังจะต้องกระจายโอกาสในการศึกษาอย่างทั่วถึง จึงจะทำให้เกิดการปฏิรูปทั้งระบบได้
2.ความอยู่ดีมีสุขทางสังคมเป็น “สังคมที่เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการเติมเต็มศักยภาพของผู้คนในสังคม เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และฟื้นความสมานฉันท์และความเป็นปึกแผ่นของคนในสังคมให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ในส่วนนี้รัฐบาลและคสช.ฝากความหวังไว้ที่กลไกประชารัฐ นั่นคือต้องอาศัยกลไกของราชการร่วมกับประชาชน แต่ถ้าระบบราชการยังเป็นอยู่อย่างนี้ การศึกษาของประชาชนยังคงไม่มีการปฏิวัติแบบพลิกแผ่นดินอย่างนี้ เราไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้เลย แต่ระบบจะกินตัวเอง และติดอยู่ในกับดักของความคิด และความเคยชิน
ที่สำคัญก็คือตราบใดที่ยังไม่มีการกระจายโอกาสทางการศึกษา แบบถึงรากถึงโคนในระดับโครงสร้าง ยังไม่มีการกระจายอำนาจในการปกครองเพื่อให้ภาคที่ล้าหลังได้ปรับตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ และตราบเท่าที่ยังไม่มีการกระจายความยุติธรรมโดยเท่าเทียมกัน เป้าหมายนี้ยากที่จะบรรลุ
3.การยกระดับคุณค่ามนุษย์ ด้วยการพัฒนาคนไทยให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21” ควบคู่ไปกับการเป็น “คนไทย 4.0 ในโลกที่หนึ่ง”
ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิวัติการศึกษาเช่นกัน แต่ขณะนี้กระทรวงหลักคือกระทรวงศึกษา ยังคงคลานต้วมเตี้ยมและไปแก้ไขแต่กระพี้ แก้ปัญหาเป็นชิ้นๆแทนการแก้ทั้งระบบ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับนโยบาย สถาบันการศึกษา ครูอาจารย์ นักเรียนและผู้ปกครอง จึงทำให้เห็นได้ว่าเป้าหมายเป็นแค่วาทกรรมสวยหรูเท่านั้น แค่คนคิดต่างก็ถูกจับกุมคุมขังแล้ว
4.การรักษ์สิ่งแวดล้อม “เป็นสังคมที่น่าอยู่” มีระบบเศรษฐกิจที่สามารถปรับสภาพตามภูมิอากาศ” ควบคู่ไปกับการเป็น “สังคมคาร์บอนต่ำ” อย่างเต็มรูปแบบ
เรื่องนี้จิตสำนึกของทุกภาคส่วนเป็นตัวสำคัญ แต่จะเป็นได้อย่างไรถ้าหน่วยงานของรัฐยังเดินไปในทิศทางที่จะผลิตคาร์บอน เช่น โรงฟ้าถ่านหิน
ประการสุดท้ายเราเน้นย้ำว่าจะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แต่เราเดินทางตรงข้ามคือเน้นการเติบโต กระตุ้นการบริโภค แจกเงินและงบประมาณขาดดุลจนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอด
ส่วนด้านการเมืองนั้นการพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ดูจะมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย เพราะกรอบแนวคิดถูกกำกับโดยคสช. และต้องเป็นไปตามความหมายของคสช.เท่านั้น การคงอำนาจม.44 เป็นบทเฉพาะการก็แสดงให้เห็นโดยชัดเจนแล้วว่า คสช.จะต้องควบคุมและสืบอำนาจไปอีก 20 ปี โดยที่ยังมองไม่เห็นการริเริ่มพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมเลย ดังนั้นประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น 2.0 หรือ 3.0 หรือ 4.0 ก็จะยังคงรูปแบบทวิลักษณ์ต่อไป และความขัดแย้งก็จะทวีความรุนแรงต่อไป








