อภิปรายเลือกนายกฯไม่เละเทะอย่างที่คิด

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
อภิปรายเลือกนายกฯไม่เละเทะอย่างที่คิด
สำหรับมุสลิมอย่างผม วันนี้( ๕ มิถุนายน)ถือว่าเป็น”ศรีวัน” หรือวันแห่งศิริมงคลครับ เพราะตรงกับวันตรุษ”อีดิลฟิตริ”เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง การสิ้นสุดของเทศกาลถือศีอด ในเดือน”รอมะฎอน” หรือช่วง ๓๐ วันแห่งการประกอบศาสนกิจ ตามหลักการอิสลาม ที่ใช้ขันติ”อดกลั้น”ต่อการท้าทายของกิเลสต่างๆ มุ่งในการบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างเข้มข้น เพื่อทบทวนพิจารแก้ไขพฤติกรรมของตนเองในรอบปี เพื่อให้เป็น”คนดีของสังคม”และที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ เป็น”ผู้ที่จงรักภักดี มีความศรัทธา”ต่อพระผู้เป็นเจ้า(อัลลอฮ์ ซบ.)อย่างแท้จริง
ที่ประจวบเหมาะ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับวันนี้(๕ มิถุนายน)ก็คือ พอดีตรงกัน กับวันที่”รัฐสภา”เปิดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือก ผู้ที่จะมาดำรงนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะที่อ่านเรื่องนี้ ก็อาจจะรู้กันแล้วว่า”ใคร”ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีกันแล้วก็ได้ ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี(คนปัจจุบัน)และหัวหน้าคสช.กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ซึ่งจะมาเป็น”หัวเรือ”หรือหัวหน้าฝ่ายบริหารของประเทศไทย ตามระบบประชาธิปไตย(แบบจำกัด)ต่อไป
นิมิตหมายที่ดีไปมากกว่านั้น ก็คือ การอภิปรายก่อนการลงมติร่วมกัน ๗๕๐ เสียง(ส.ส.๕๐๐ เสียง + ส.ว.๒๕๐ เสียง) เป็นไปอย่างเรียบร้อยมีเหตุมีผล โดยเฉลี่ย แม้จะการ”ตีรวน”หรือนอกประเด็นกันบ้าง ก็มีแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เละเทะหยาบคายและไม่ทำให้เกิดปัญหาอะไร จนต้องถึงกับมีการประท้วงใหญ่โต หรือ”วอล์ก เอาต์” ทั้งนี้นับตั้งแต่เริ่มเปิดอภิปรายมาเมื่อราว ๑๑.๐๐ น.มาจนถึง ๒๑.๐๐ น.
ซึ่งก็คาดว่า เมื่อหมดประเด็นที่จะอภิปรายแล้ว ก็จะสรุปกันได้ ซึ่งผมก็ไม่มีความรู้ว่า จะลงคะแนนกันเลยทีเดียว หรือจะต้องปล่อยให้ข้ามวันข้ามคืนไปก่อน เพื่อเปิดอากาส ให้พิจารณาใคร่ครวญ แล้วจึงจะโหวตเสียง ก็ไม่บังอาจคาดเดาครับ
ที่ใคร่จะตั้งข้อสังเกตก็คือ การอภิปรายกันเริ่มแรกนั้น มีการนำเสนอประเด็น ให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ(candidate) สมควรจะได้มาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมสภาหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ยืนกรานให้มีการแสดง
แต่หลังจากที่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเสนอญัตติไม่ให้แสดงวิสัยทัศน์ โดยอ้างว่าไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติกันมาก่อนไม่ว่าจะโดยรัฐธรรมนูญฉบับไหน ก็ปรากฏว่า ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ขอถอนญัตติที่จะให้แสดงวิสัยทัศน์ โดยอ้างเหตุผลว่า จะทำให้เสียเวลา
ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงถอนญัตติ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันก่อนหน้านี้ว่า พรรคอนาคตใหม่อยากเห็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้แสดงสามารถในการแสดงวิสัยทัศน์ ในฐานะนักธุรกิจได้อย่างกว้างขวางและน่าดีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งป็นเพียงนายทหารธรรมดาๆ จะรู้อะไรไปมากกว่าการทหาร
ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า เป็นเพราะเหตุใด จึงขอถอนกลางคัน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ จะต้องเสียเวลามากทีเดียว หากรัฐสภาโหวต ให้มีการแสดงวิสัยทัศน์
แต่คาดว่าทางพรรคอนาคตใหม่ คงพิจารณาแล้วว่า ถึงอย่างไร คงจะแพ้เสียงในการลงมติในญัตติที่ว่าแน่ๆ จึงขอถอน
ดังนั้น การอภิปรายจึงเคลื่อนเข้าสู่ประเด็นสำคัญ คือคุณสมบัติของ”ผู้ได้รับการเสนอตัว”เป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งปรากฏว่า ส.ส.ฝ่ายที่สนับสนุนนายธนาธร พยายามหาเหตุผลต่างๆ มาอธิบายว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่สมควรได้รับการสนับสนุนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุผลว่า ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
แต่ส.ส.ฝ่ายที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็แก้ว่า”ไม่เข้าข่ายเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๓ ว่า”เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”ต้องเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐหรือของรัฐวิสาหกิจ ต้องได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งตามกฎหมายและต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นงานประจำ อยู่ในบังคับบัญชาหรือข้อบังคับของรัฐและต้องได้รับเงินเดือนตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าไม่เป็น”เจ้าหน้าที่อื่น”ของรัฐ
เมื่อไม่สามารถ”ตีตก”ได้ด้วยประเด็น”เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ส.ส.ฝ่ายสนับสนุนนายธนาธร จึงหยิบยกประเด็น”จริยธรรม” มาโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ ว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ทำตามระบอบประชาธิปไตย สร้างความยุ่งยากให้เกิดกับรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้ที่นั่งลดลง ทำให้เกิดกติกาที่บิดเบี้ยว บางคนได้เป็นส.ส.ได้เพียงสามวัน ก็ต้องพ้นสภาพ (คงหมายถึงนายธนาธร)
มีการหยิบยกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ซื่อสัตย์มาพูด เลยเถิดไปถึงประเด็นเศรษฐกิจโดยอ้างว่าชาวไร่อ้อย ชาวสวนมันกำลังจะตาย เพราะการบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ ฯลฯ
ได้มีการหยิบยกประเด็นที่ว่า การโหวตเสียงครั้งนี้ จะเป็นโอกาสให้ ส.ว.หยุดการสืบทอดอำนาจได้ด้วย
แต่ ส.ว.ที่มีนายหนึ่งโต้ว่า ทหารทำรัฐประหารก็เพราะบ้านเมืองวิกฤติ เหตุการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นก็เพราะการเมือง มีการเผาบ้านเผาเมือง
นอกจากนั้น ยังมีการหยิบยกเรื่องอื่นมาพูดประกอบด้วย โดยเฉพาะในประเด็นที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เคยเตือนว่า นโยบายการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาทำหน้าที่แทน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งจะเป็นการทำงานซ้ำซ้อน แม้มีการตัดมาตรา ๑๐/๑ ออกไปแล้ว แต่ก็ยังมีความพยายามผลักดันให้เกิดบรรษัทดังกล่าวขึ้นมาอีก
ทั้งหมดนี้ เป็นการหยิบยกประเด็นที่สมควร จะนำมาสะท้อนให้สาธารณชนได้เห็นและได้เข้าใจว่า รัฐสภาเขาทำหน้าที่กันดีแค่ไหนและอย่างไรครับ
ไม่ว่า พล.อประยุทธ์จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ อย่าลืมว่า ทั้งหมดนี้ อยู่ในเกมที่ คสช.เขาวางแผนไว้หมดแล้วทั้งนั้น ในนามความมั่นคงแห่งชาติ
เป็นก้าวเล็กๆ ที่ก้าวกลับไปเป็น”ประชาธิปไตย” ซึ่งจะเป็นเพียง”ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หรือ”ประชาธิปไตยเสี้ยวหนึ่ง” ก็แล้วแต่จะตีความ
แต่ที่ดีมาก ๆ ก็คือ เป็นการ”เดินเกม”เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทหารเขาก็อยากพัฒนาประชาธิปไตยเหมือนกัน เพียงแต่ ขอตีกรอบเอาไว้ก่อน เพื่อเฝ้าสังเกตดูฤติกรรมของนักการเมือง ให้เป็นไปตามแบบที่พวกเขาอยากจะเห็น
โดยทหาร ก็จะต้องยอมสุ่มเสี่ยงกับการท้าทาย จากกลุ่มที่อยากได้ประชาธิปไตยเต็มใบแบบตะวันตก ที่คาดว่าอาจจะออกมา”เดินเกม”ต่อ เพื่อช่วงชิงอำนาจต่อจากนี้ไปเช่นกัน
คสช.เขาไม่ประมาทหรอกครับ แม้ความเป็น”รัฏฐาธิปัตย์”ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ จะหมดไปพร้อมๆ กับกำเนิดของรัฐบาลใหม่
เพราะถึงอย่างไร อำนาจของ”สามพี่น้อง”ก็ยังคงดำรงอยู่ ตามที่”วาสนา นาน่วม”เขียนยืนยันไว้ใน”บางกอก โพสต์”เมื่อเร็วๆ นี้ หลังอสัญกรรมของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
เมื่อเกิดฉุกละหุกอะไรขึ้นมา ทหารเขาก็สามารถเข้ายึดอำนาจได้อีกและก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นกลุ่มทหารรุ่นน้องๆ ของ”สามพี่น้อง”นั่นแหละครับ
ใครไม่เชื่อ ก็ลองไปถาม”เสธ.แดง อภิรัชต์””ดูได้ครับ







