ศาสตราจารย์ จรัล มะลูลิม พูดถึงคอนดูล และมุก๊อดดิมะฮ์

อิบนุ ค็อลคูน มิได้เป็นนักคิดและนักปรัชญาประวิติศาสตร์ของ โลกมุสลิมเท่านั้น แต่เขาเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักคิดและนัก ประวัติศาสตร์ทั่วโลก โดยแนวคิดของเขารู้จักกันดีในชื่อแนวคิด ของค็อลคูน หรือ Coldunian
อัลเบิร์ต เฮารานี (Albart Hourani) อาจารย์จากมหา วิทยาลัยออกช์ฟอร์ด ในหนังสือประวัติศาสตร์ของชนชาติอาหรับ (A History of Arab Peoples) เป็นหนึ่งในนักประวัติศาสตร์ที่ให้ ความสนใจ นักปรัชญาประวัติศาสตร์และนักคิดมุสลิมอย่างอิบนุ ค็อลคูน (Ibn Khaldun) และกล่าวถึงอิบนุ ค็อลคูนเอาไว้อย่าง น่าสนใจว่า
ใน ค.ศ. 1382 นักวิชาการชาวอาหรับมุสลิมผู้รับใช้ผู้ปกครอง แห่งตูนิช ได้ขออนุญาตไปประกอบพิธีฮัจญ์ยังนครมักกะฮ์ เมื่อได้ รับอนุญาตจึงลงเรือจากเมืองอเล็กชานเดรียในอียิปต์ เขาออกเดินทาง เมื่ออายุห้าสิบปี แต่ปรากฏว่าเขาจากประเทศต่างๆ แถบมัฆริบ ซึ่ง ตัวเขาและบรรพบุรุษของเขามีบทบาทสำคัญอยู่มากไปตลอดกาล
อับดุรเราะห์มาน อิบนุ ค็อลคูน (‘Abd al-Rahman ibn Khaldun ค.ศ. 1332-1406) มาจากครอบครัวที่เดินทางจากอาระเปียใต้ไปยัง สเปนหลังจากที่ชาวอาหรับพิชิตสเปน และไปตั้งรกรากอยู่ในเมือง เชวิล (Seville) เมื่อราชอาณาจักรคริสเตียนของสเปนเหนือได้ขยาย ไปทางใต้
ครอบครัวของเขาก็ไปยังเมืองตูนิช (หลายครอบครัวที่มีวัฒนธรรม และประเพณีการรับใช้รัฐก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน) และใน เมืองต่างๆ ของแถบมัฆริบ (ส่วนตะวันตกของโลกอิสลาม) พวกเขา ก่อตัวขึ้นเป็นชนชั้นขุนนาง ซึ่งผู้ปกครองท้องถิ่นใช้งานพวกเขา
ปู่ทวดของอิบนุ ค็อลคูน มีบทบาทสำคัญทางการเมืองในราช สำนักของตูนิช แล้วตกจากความโปรดปรานและถูกสังหารชีวิต ปู ของเขาก็เป็นช้าราชการเช่นกันแต่บิดาของเขาละทิ้งการเมือง
และราชการไปเป็นนักวิชาการ
ตัวเขาเองได้รับการศึกษาที่ดีตามแบบอย่างของสมัยนั้นจาก บิดาและจากนักวิชาการที่สอนอยู่ในมัสญิดและโรงเรียนต่างๆ ในเมือง ตูนิช หรือการไปเยี่ยมเยือนเมืองต่างๆ และเขาได้ทำการศึกษาต่อไป ในระยะวัยรุ่นที่เขาอาศัยอยู่ในเมืองอื่นๆ เพราะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ ประเพณีที่เขาได้รับมา นั้นคือบุรุษควรแสวงหาความรู้จากทุกแห่งที่เขา สามารถแสวงหาได้
ในอัตชีวประวัติของเขา เขาได้ให้ชื่อของคนที่เขาได้ฟังการ บรรยาย และวิชาที่คนเหล่านั้นสอน ได้แก่วิชาคัมภีร์กุรอาน ซึ่งชาว มุสลิมถือว่าเป็นพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าที่วิวรณ์ลงมาเป็น ภาษาอาหรับ ผ่านมาทางศาสดามุฮัมมัดหะดีษหรือประเพณีในสิ่ง ที่ท่านศาสดา เคยกล่าวและกระทำไว้
นิติศาสตร์คือศาสตร์แห่งกฎหมายและหลักศีลธรรม ทางสังคม ซึ่งขึ้นอยู่กับกุรอานและหะดีษ ภาษาอาหรับซึ่งถ้าขาดไปก็ไม่อาจจะ เข้าใจคาสนศาสตร์และศาสตร์แห่งเหตุผล คณิตศาสตร์ ตรรกวิทยาและ ปรัชญาได้
เขาได้บอกถึงรายละเอียดของบุคลิกลักษณะและชีวิตของ บรรดาครูของเขา และบอกเราว่าพวกเขาส่วนใหญ่รวมทั้งบิดามารดา ของเขาเสียชีวิตด้วยกาฬโรคอันเป็นโรคระบาดซึ่งแพร่ไปทั่วโลก
ในตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่สิบสี่
ตั้งแต่ยังหนุ่ม ความเชี่ยวชาญภาษาและความรู้ในด้านหลัก
กฎหมายของอิบนุ ค็อลคูนทำให้เขาได้รับราชการกับผู้ปกครองแห่ง ตูนิช ครั้งแรกในฐานะเลขานุการ และต่อมาก็ได้งานที่มีความ
รับผิดชอบมากขึ้น เพราะฉะนั้นตำแหน่งของเขาจึงไม่มั่นคงนัก
หลังจาก 20 ปีแหงชะตากรรมที่ขึ้นๆ ลงๆ เขาออกจาก เมืองตูนิชและทำงานให้กับผู้ปกครองคนอื่นๆ ในแถบมัฆริบเขาได้เดิน ทางไปแกรนาด้า เมืองหลวงของราชอาณาจักรมุสลิมสเปนที่ยังคง ดำรงอยู่เป็นราชอาณาจักรสุดท้าย ได้รับความโปรดปรานที่นั้น และ ถูกส่งไปในฐานะผู้แทนยังผู้ปกครองชาวคริสเตียนแห่งเมืองเชวิล อัน เป็นเมืองแห่งบรรพบุรุษของเขา แต่ก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัย จึงต้องเดิน ทางไปแอลจีเรียอีกครั้งหนึ่งที่เขาได้ตำแหน่งคือทำงานราชการในตอนเช้า แล้วหลังจากนั้นก็ไปสอนในมัสญิด เขามีบทบาทในการน่าเอาหัวหน้า ชาวอาหรับหรือเบอร์เบอร์จากที่ราบใหญ่และเทือกเขาเช้ามาสวามิภักดิ์ ทางการเมืองต่อผู้ปกครองที่เขารับใช้
อิทธิพลที่เขาได้มาจากคนเหล่านั้นมีประโยชน์เมื่อเขาตก จากความโปรดปรานของผู้เป็นนายของเขาซึ่งเกิดขั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในช่วงที่ตกจากอำนาจดังกล่าว เขาใช้เวลา 4 ปี (ค.ศ.1375-9) อาศัย อยู่ในปราสาทแห่งหนึ่งในชนบทแอลจีเรียภายใต้การปกป้องของหัวหน้า เผ่าชาวอาหรับ เมื่อเขาไม่มีงานราชการจึงใช้เวลาเขียนประวัติศาสตร์ ราชวงศ์ต่างๆ ของแถบมัฆริบภายในกรอบกว้างๆ
ช่วงแรกของประวัติศาสตร์นี้คือ หนังสือมุก็อดดิมะฮ์ (บทนำ) ยังคงได้รับความสนใจมาถึงทุกวันนี้ ในเล่มนี้อิบนุ ค็อลคูน พยายาม ที่จะอธิบายถึงความรุ่งเรืองและตกตํ่าของราชวงศ์ด้วยวิธีการที่เป็น มาตรฐาน และสามารถทดสอบความน่าเชื่อถือของการเล่าประวัติ ศาสตร์ได้
เขาเชื่อว่ารูปแบบที่ง่ายที่สุดและเป็นอันดับแรกสุดของลังคม มนุษย์นั้น คือสังคมของผู้คนในทุ่งกว้างและแถบภูเขาซึ่งมีการปลูก พืชผลหรือเลี้ยงปศุสัตว์ และทำตามผู้นำซึ่งไม่มีอำนาจบังคับเป็น แบบแผน
ผู้คนดังกล่าวมีความดีโดยธรรมชาติและพลังบางประการแต่ ไม่อาจสร้างรัฐบาล นคร หรือวัฒนธรรมที่สูงส่งขึ้นมาได้เอง จึงจำเป็น จะต้องมีผู้ปกครองที่มีอำนาจเป็นพิเศษและผู้ปกครองดังกล่าว
สามารถตั้งตัวขึ้นมาก็ต่อเมื่อเขามีความสามารถที่จะสร้างและมีอำนาจ เหนือกลุ่มของผู้ตามที่มี อะชอบีย์ยะฮ์ (asabiyya) กล่าวคือจิต วิญญาณร่วมกันที่โน้มเอียงไปสู่การได้มาและการรักษาอำนาจไว้
กลุ่มนี้สามารถได้มาอย่างดีที่สุดจากพวกผู้คนที่มีพลังแห่ง ทุ่งหญ้าหรือแถบภูเขา พวกเขาสามารถรวมตัวกันได้ด้วยความรู้สึก ว่ามีบรรพบุรุษ ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งขึ้น หรือโดย สายสัมพันธ์ของการพึ่งพาอาศัยกันและเสริมกำลังด้วยการยอมรับ ศาสนาหนึ่งร่วมกัน
ผู้ปกครองคนหนึ่งที่มีกลุ่มของผู้ตามที่สามัคคีกัน จะสามารถ ก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาได้ เมื่อการปกครองของตนมีความมั่นคง เมือง ต่างๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนก็จะเจริญเติบโตขึ้น และในเมืองเหล่านั้นก็จะมี ช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญ มีวิถีความเป็นอยู่ที่โอ่อ่าและมีวัฒนธรรม สูงสุดได้
อย่างไรก็ตาม ในทุกๆ ราชวงศ์จะมีเมล็ดพันธ์แห่งความตกตํ่า ฝังตัวอยู่ในตัวเอง ราชวงศ์อาจอ่อนแอเพราะความกดขี่ ความฟุ่ม เฟื่อย และการสูญเสียคุณภาพของการบังคับบัญชาไปได้ อำนาจที่มี ประสิทธิภาพอาจผ่านจากผู้ปกครองไปยังสมาชิกในกลุ่มของเขาเอง แต่ไม่ช้าหรือเร็ว ราชวงศ์นี้นก็อาจจะถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์อีก ราชวงศ์หนึ่ง ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกัน
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นไม่เฉพาะแต่ผู้ปกครองเท่านั้น แต่ประชาชน ทั้งหมดซึ่งเป็นฐานอำนาจของเขารวมทั้งชีวิตที่ได้ร่วมกันสร้าง
อำนาจก็อาจสลายไปได้
ดังที่ อิบนุ ค็อลดูน ได้กล่าวไว้ในข้อความอีกแห่งหนึ่งว่า
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง สภาพทั่วไปก็ดูราวกับว่าสิ่งสร้างสรรค์ทั้งหมด ได้เปลี่ยนไป และโลกทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนแปลงไป ชาวกรีกและ
เปอร์เซีย “มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยของพวกเขา” ได้ถูกแทนที่โดยชาวอาหรับ ซึ่งความเข้มแข็งและการรวมตัวกัน ของพวกเขา ได้ก่อให้เกิดราชวงศ์หนึ่งซึ่งมีอำนาจแผ่ขยายจาก อาระเบียไปถึงสเปน แต่ในทางกลับกัน พวกเขาก็ได้ถูกแทนที่
โดยชาวเบอร์เบอร์ในสเปนและมัฆริบและโดยชาวเตอร์กที่อยู่ไกล ออกไปทางตะวันออก
ชะตากรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ปกครองได้เปลี่ยนชะตากรรม ของผู้รับใช้ของพวกเขาไปด้วย เมื่อออกจากเมืองอเล็กชานเดรีย อิบนุ ค็อลคูน ได้เริ่มต้นอาชีพใหม่ เขาไม่ได้ประกอบพิธีฮัจญในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะได้กระทำในเวลาต่อมาก็ตาม แต่ได้เดินทางไปยังกรุง ไคโร ซึ่งดึงดูดใจเขาในฐานะเมืองหนึ่งที่มีขนาดแตกต่างจากเมือง อื่นๆ ที่เขารู้จักมา “เป็นมหานครของโลก เป็นอุทยานแห่งจักรวาล เป็นสถานที่พบปะของนานาชาติ เป็นจอมปลวกของประชาชน เป็น สถานที่อันสูงส่งของอิสลาม เป็นแหล่งอำนาจ”
กรุงไคโร เป็นเมืองหลวงของสุลฏอนราชวงค์มัมลู๊ก หนึ่งใน รัฐมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ซึ่งครอบคลุมไปถึงซีเรียรวมทั้ง อียิปต์ เขาถูกนำตัวไปเฝ้าผู้ปกครองและได้รับความโปรดปราน และ ได้รับเงินช่วยเหลือเป็นครั้งแรก แล้วก็ได้รับตำแหน่งในฐานะครูใน โรงเรียนแล้วโรงเรียนเล่า เขาได้เรียกครอบครัวจากเมืองตูนิชให้มา หาเขา แต่ทุกคนกลับจมนั้าตายในการเดินทางทางทะเล
อิบนุ ค็อลคูน อาศัยอยู่ในกรุงไคโรจนกระทั่งเสียชีวิต เขาใช้ เวลาส่วนใหญ่เพื่อการอ่านและเขียน แต่แบบแผนของชีวิตช่วงด้น ก็ซ้ำรอยอีก ในการมีอิทธิพลสลับกับการตกจากความโปรดปราน ซึ่งเขาได้โทษศัตรูของเขา แต่มันอาจมาจากบุคลิกลักษณะของเขา เองก็ได้ หลายครั้งที่ผู้ปกครองแต่งตั้งเขาเป็นผู้พิพากษาในศาลใหญ่ๆ แต่ในแต่ละครั้งเขากลับสูญเสียหรือไม่ก็ทิ้งตำแหน่งไป เขาเดินทางไป ซีเรียกับสุลฏอน” และได้ไปเยือนสถานที่อันประเสริฐที่นครเยรูซาเล็ม และเมืองเฮบรอน เขาไปที่นั่นเป็นครั้งที่สองเมื่อกรุงดามัสอัสถูกปิด ล้อมโดยดิมูร (ตาเมอร์เลน) หนึ่งในผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ของทวีปเอเชีย ผู้สร้างราชอาณาจักรซึ่งขยายจากภาคเหนือของอินเดียไปยังซีเรีย และอนาโตเสีย
เขาได้สนทนาอับดิมูร และได้เห็นตัวอย่างอำนาจบัญชาการ ในตัวของพระองค์ ซึ่งขึ้นอยู่อับพลังของกองทัพและประชาชนของ พระองค์ จนสามารถสร้างราชวงศ์ขึ้นมาได้ เขาไม่มีความสามารถ ที่จะรักษากรุงดามัสอัสจากการปล้นชิงได้ แตกสามารถหาทางกลับ อียิปต์ได้ อย่างไรก็ตามบนเส้นทางนี้ เขาถูกจับและถูกปล้นบนเนินเขา ในปาเลสไตน์
ชีวิตของอิบนุ ค็อลคูน ตามที่เขาได้บรรยายมานั้นได้บอกพวก เราถึงบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวอับโลกที่เขาเห็น มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วย เครื่องเตือนให้ระลึกถึงความเปราะบางแห่งความพยายามของมนุษย์ อาชีพของเขาแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของการเป็นพันธมิตรอัน ในเรื่องผลประโยชน์ซึ่งราชวงศ์ต่าง ๆ ต้องพึ่งพิงเพื่อรักษาอำนาจ
การพบปะกับดิมูร ณ เบื้องหน้ากรุงดามัสอัส ทำให้เป็นที่ กระจ่างชัดว่าการเกิดอำนาจใหม่อาจมีผลต่อชีวิตของเมืองและ ประชาชนได้อย่างไร ที่นอกเมือง ระเบียบมีความเปราะบางเพราะตัว แทนของผู้ปกครองอาจถูกปล้นชิงได้ข้าราชการสำนักที่ตก
จากความโปรดปราน สามารถแสวงหาที่พักพิงซึ่งพันจากการควบคุม ของเมืองได้ การเสียชีวิตของพ่อแม่ของเขาด้วยโรคระบาด การ เสียชีวิตของลูกๆ ของเขาจากเรือแตกได้สอนบทเรียนแห่งความไร้ ความสามารถของมนุษย์ที่ต้องตกอยู่ในกำมือของโชคชะตา
อย่างไรก็ตาม บางสิ่งก็มีความมั่นคงหรือดูเหมือนจะเป็น เช่นนั้น โลกหนึ่งซึ่งครอบครัวจากอาระเบียใต้สามารถย้ายไปสู่สเปน และหลังจากเวลา 600 ปี ก็ได้กลับมาใกล้กับสถานที่ดั้งเดิมของตนและ ยังคงพบสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยมีเอกภาพ ซึ่งอยู่เหนือการแบ่งแยก ของกาลเวลาและสถานที่
ภาษาอาหรับสามารถเปิดประตูสู่ตำแหน่งและอิทธิพล ทั่วโลกได้ เป็นองค์แห่งความรู้ที่ส่งผ่านไปเป็นเวลาร้อยๆ ปี โดยสาย โซ่ของครูผู้เป็นที่รู้จัก รักษาชุมชนแห่งศีลธรรมเอาไว้แม้เมื่อ
ผู้ปกครองได้เปลี่ยนไป
สถานที่แห่งการประกอบพิธีฮัจญ์คือนครมักกะฮ์และ เยรูซาเล็มนั้นเป็นเสาหลักของโลกมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ ว่าอำนาจจะย้ายจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง ความเชื่อในพระ ผู้เป็นเจ้าองค์เดียวผู้ทรงสร้าง และคํ้าจุนโลกก็สามารถให้ความหมาย แก่การฟาดฟันของชะตากรรมได้
อิบนุ ค็อลดูน จึงเป็นนักปรัชญาประวัติศาสตร์ชาวอาหรับ ซึ่งทฤษฏีในหนังสือของเขาในเรื่องการหมุนกลับของวงจรและความ คิดในเรื่อง “อะซอปีย์ยะฮ์” (พลังร่วมที่มุ่งสู่การรักษาและการได้มา ซึ่งอำนาจ) ยังคงเป็นกรอบที่มีประโยชน์ในการที่จะพิจารณาถึง เหตุการณ์ร่วมสมัย
ในทฤษฏีของค็อลคูน รูปแบบแรกๆ ของสังคมมนุษย์จะเป็น เรืองของประชาชนแห่งทุ่งหญ้าและหุบเขาที่มืความอดทน ซึ่ง อำนาจหน้าที่วางอยู่บนสายสัมพันธ์ของความเป็นญาติและความเชื่อม โยงของกลุ่มคือ อะชอปีย์ยะฮ์
ผู้ปกครองพร้อมกับอะชอปีย์ยะฮ์ ถูกวางไว้อย่างดีสำหรับ การก่อดั้งราชวงศ์ ในเมื่อชีวิตชาวเมืองมีแนวโน้มที่จะขาดคุณภาพนี้ เมื่อการปกครองแบบราชวงศ์มั่งคงและเพิองฟู ชีวิตเมืองก็จะรุ่งเรือง แต่ในสมัยของอิบนุ ค็อลคูนทุก ๆราชวงศ์ต่างก็มีเมล็ดพันธ์ของความ น่าเบื่อหน่ายอยู่ภายในตัวเองเมื่อผู้ปกครองเสื่อมถอยลงสู่ความ
เป็นเผด็จการหรือกลายเป็นผู้ฉ้อฉลอันเนืองมาจากชีวิตที่โอ่อำ เมื่อเวลาผ่านไปอำนาจก็จะผ่านไปสู่ผู้ปกครองใหม่จากบริเวณรอบๆ ที่มีความแข็งแกร่ง
ในการประยุกต์ใช้แนวคิดของค็อลคูน (Khaidunian approach) เราจะเห็นความลํ้าลึกที่สำคัญแก่เราท่ามกลางความตระหนกทาง วัฒนธรรม อย่างใหญ่โตที่ประสบกับโลกอาหรับ-มุสลิมหลังจากการ เช้าครองของยุโรป
ระดับของการดำรงอยู่ต่อไปคูเหมือนจะมีลักษณะที่ขัดแย้ง กัน เมื่อเราพิจารณาความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และระดับความ แปรปรวนทางสังคมที่มีอยู่ใต้พื้นผิว การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของ
ประชากร ก้าวย่างที่รวดเร็วของความเป็นเมือง
การขยายตัวของการขนส่งด้วยยานยนต์ การเปลี่ยนแปลง ของชนบท การเปลี่ยนแปลงทางต้านประชากรศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิด ความไม่สมดุลของคนหนุ่มสาว และความขัดแย้งทางอาวุธในภูมิภาค ที่ระเบิดออกมาจากชาฮาร่าตะวันตกไปจนถึงอ่าว อย่างไรก็ตามใน เรื่องของเหตุการณ์ต่างๆ ที่แปรปรวนของทศวรรษที่ผ่านมานั้น เรา สามารถนำเอาความคิดจากอิบนุ ค็อลคูนมาใช้ไต้ดังที่เขาไต้บอกไว้ว่า ความมั่นคงทางการเมืองนั้นขึ้นอยู่กับส่วนผสมของปัจจัย สามอย่าง มันจะมีความมั่นคงเมื่อผู้ปกครองที่สามัคคีกันสามารถ เชื่อมต่อผลประโยชน์ของตนกับผู้คนที่มีอำนาจในสังคมได้ และเมื่อ ความเป็นพันธมิตรแห่งผลประโยชน์ใต้ถูกแสดงออกมาในความคิด ทางการเมือง ซึ่งทำให้อำนาจของผู้ปกครองคูชอบธรรมในสายตาของ สังคมหรืออย่างน้อยก็ในส่วนที่สำคัญของสังคม
เวลานี้การรวมคัวกันของระบอบต่างๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังกล่าวตามที่ลัทธิต่างๆ ของบุคคลได้แพร่ขยายผ่านสื่อที่แลเห็น ไต้และการมีอยู่ของผู้ทำงานในต้านการข่าวและความมั่นคง อันเป็น เครื่องมือที่ผู้ปกครองในอดีตหาไม่ไต้ อย่างไรก็ตามในรัฐส่วนมาก อำนาจของรัฐบาลในเวลานี้ใต้ขยายไปสู่ส่วนที่อยู่ห่างไกลของชนบท ซึ่งครั้งหนึ่งคำสั่งของรัฐหากไม่มีความอ่อนแอก็จะถูกละเลยในทางปฏิบัติ แต่ในการเมืองอาหรับปัจจุบันอะชอปีย์ยะห์ ของกลุ่มผู้ปกครองยังคง มีความสำคัญ บางทีก็เป็นตัวประกอบที่สำคัญยิ่งในการได้มาและในการ รักษาอำนาจเอาไว้
มุกอดดิมะฮ์ อิบนิ ค็อลคูน ตอนที่ 1 ซึ่งถอดความโดย ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล เป็นงานของนักปรัชญาประวัติศาสตร์เล่มแรกๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทย ซึ่งนับเป็นคุณูปการสำคัญที่มีต่อ แวดวงวิชาการของชาวมุสลิมและของชาวไทยทั้งมวล
นับเป็นความกล้าหาญทางวุฒิบัญญา ที่ผู้แปลได้ใช้ความ พยายามอย่างมากในการรักษาความเป็นต้นฉบับของมุก็อดดิมะห์ อิบนิ ค็อลคูนเอาไว้ให้ได้ ซึ่งเป็นที่รับทราบกันมาโดยตลอดว่าการ ถ่ายทอดงาน ของค็อลคูนออกมานั้นผู้แปลต้องผ่านการ เคี้ยวกรำมา อย่างมากผ่านประโยคและการสื่อสารของค็อลคูนเองที่พบพานและ ผ่านเหตุการณ์ รวมทั้งพื้นที่ต่างๆ ของโลกอาหรับที่เป็นแหล่งกำเนิด สำคัญของอารยธรรมโลก
งานที่เรียกกันว่างานแนวค็อลคูน (Khldunian) นั้นเป็น ที่รู้จักกันดีในแวดวงของปรัชญาประวัติศาสตร์ ซึ่งมุก็อดดิมะฮ์ อิบนิ ค็อลคูน ตอนที่ 1 นี้ ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล ได้นำเอาบทนำ แห่งวิธีวิทยาที่ค็อลคูนได้กล่าวมานำเสนอได้อย่างเห็นภาพ อันเป็น การนำเสนอที่เต็มไปด้วยช่วงเวลาและความเปลี่ยนแปลงในทางกายภาพ ความคิดและการดำรง ชีวิตในโลกอาหรับผ่านช่วงชีวิตของ อิบนุ ค็อลคูนเอง
องค์กรทางสังคม อารยธรรม มหาสมุทร แม่น้ำ พื้นที่ทาง ภูมิศาสตร์ อากาศ ความอุดมสมบูรณ์ ความขาดแคลนอาหาร บุคลิกภาพ ธรรมชาติ นิมิต แรงบันดาลใจ ศาสนา พยากรณ์ จิต วิญญาณมนุษย์ ความพ้น คำทำนาย สิ่งที่พ้นญาณวิสัยหรือ ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ รวมทั้งการใช้ทรายเขียนภาพเป็นหัว ข้อสำคัญที่ปรากฏอยู่ในมุก็อดดิมะฮ์ อิบนิ ค็อลคูน ตอนที่ 1 ที่ อาจารย์โรงเรียนนายร้อย นักเศรษฐศาสตร์ นักการทหาร นักเขียน และปัญญาชนมุสลิมอย่าง ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล นำเอา ความคิดของนักปรัชญาประวัติศาสตร์’ชาวมุสลิมแห่งตูนีเซีย มาถ่าย ทอดและร้อยเรียงได้อย่างนำอ่านของทำให้ประวัติศาสตร์เป็นสาขา วิชาที่เต็มไปด้วยพลังและความมีชีวิตชีวาภายใต้การอำนวยพรของ พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติทั้งมวล
ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม
กีรตยาจารย์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2557
หัวหน้าสาขาอินเดียศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์
และอดีตหัวหน้าสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์







