สหรัฐชวนไทย”แซงชัน”อิหร่าน ทำยังไงดี
สบาย สบาย สไตล์เกษม
สหรัฐชวนไทย”แซงชัน”อิหร่าน ทำยังไงดี
เกษม อัชฌาสัย
จนได้ละครับ ผมหมายถึงความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์แห่งสหรัฐที่มุมานะให้โลก”บิดล้อม”อิหร่านทางเศรษฐกิจ

Credit Photo by : th.wikipedia.org
ทั้งนี้ถือว่า เป็นการเดินเกมต่อเนื่อง หลังจากที่”ทรัมพ์”ประกาศ
บอกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์เดิมที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อน”บารัก โอบามา”ได้กระทำไว้กับกับอิหร่าน(เมื่อปี ๒๕๕๘) หันกลับไปใช้มาตรการกีดกันอิหร่าน มิให้สามารถเข้าถึงระบบการเงินโลกอย่างจริงจังกว่าเดิม
ตามข้อตกลงเดิมที่ทำไว้ในปี ๒๕๕๘ นั้น สหรัฐยกเลิกการ”แซงชัน”ที่ทำให้เศรษฐกิจอิหร่านกลายเป็นอัมพาต ตัดการส่งออกน้ำมันอิหร่านราวกึ่งหนึ่งของปริมาณส่งออกตามปกติ เป็นการแลกเปลี่ยนกันการที่อิหร่านรับปากที่จะจำกัดโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แถมยินยอมให้เจ้าหน้าที่สากลด้านการตรวจสอบ เข้าตรวจตราโ
รงงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ของอิหร่านได้โดยสะดวก
เพื่อประกันว่า อิหร่านประพฤติตามข้อตกลงจริง ๆ
แต่ปรากฏว่า”ทรัมพ์”ไม่พอใจ ไม่ยอมเล่นด้วย บอกยกเลิกเพราะเห็นว่าข้อตกลงนั้น ไม่ทรงประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่สามารถป้องกันอิหร่าน ที่อาจก่ออันตราย ที่เกิดจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้จริงในอนาคต
”ทรัมพ์”จึงถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว แล้วหันกลับมาใช้มาตรการ”แซงชัน”อิหร่านต่อไป อย่างเอาจริงเอาจังกว่าเดิม
แถมพยายามแสวงหาพวกพ้องเข้าร่วมการ”แซงชัน”ด้วย โดยไ
ม่คิดเกรงใจมิตรประเทศที่เคยคบหากับอิหร่านสักเท่าไร
สหรัฐพยายามทำอย่างไร กำลังจะไขให้ฟัง(อ่าน)
เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๑ นายมาร์แชล บิลลิงสลีอา ผู้ช่วยรั
ฐมนตรีคลังสหรัฐ ฝ่ายกิจการดูแลเงินสนับสนุนการก่อการร้าย ได้เดินทางมายังที่สิงคโปร์หนึ่งในชาติสมาชิกชั้นนำ(ทางเศรษฐกิจ)ของอาเซียน เพื่อแสวงหาการสนับสนุนมาตรการ”แซงชัน”อิหร่านและให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวเกียวโดว่า อยากจะเร่งเร้าให้อาเซียนช่วยกันตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการ”แซงชัน”อิหร่านด้วย
“แต่ก็ใช่ว่า เราจะมาสั่งใครให้ชาติใด ต้องทำ หรือไม่ต้องทำ อย่
างนั้น อย่างนี้ นะ”
“แต่เรามา เพื่อสำแดงความชัดเจนว่าบริษัทต่างๆ จะต้องเลือกทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่านภายในขอบข่ายที่กฎหมายของสหรัฐไม่ห้ามเท่านั้น แต่ถ้าหากทำ บริษัทธุรกิจที่ว่านั้น ก็จะไม่ได้ทำธุรกิจกับสหรัฐ หรือได้ใช้บริการทางการเงินของสหรัฐ”
“เราคาดหวังจะได้รับความร่วมมืออย่างกว้างขวาง และหวังจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ในสิ่งที่เราทำ”
นอกจากนั้น นายบิลลิงสลีอายังย้ำว่าชาติต่างๆ ในภูมิภาคนี้ จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ในการติดต่อสัมพันธ์กับอิหร่าน
นั่น เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ชั้นนำของสหรัฐท่านนี้ พยายามบอกเล่า
เน้นหนักกับบริษัท ที่ทำธุจกิจกับอิหร่าน ไม่ได้เน้นในแง่รัฐบาลอาเซียน จะต้องทำโน่น ไม่ทำนี่ โดยเขาออกตัวว่า “เราไม่ได้เจาะจงรัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งทำธุรกิจกลั่นน้ำมันอยู่”
แม้ในข้อเท็จจริง มีความเป็นไปได้ว่าสิงคโปร์ ยังจะสั่งน้ำมันดิบเข้าจากอิหร่าน
เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ก็ทำให้ระลึกขึ้นมาได้ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเรา ได้พัฒนาความสัมพันธ์กับอิหร่านมามากโขอยู่ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำมาแล้ว ก็หลายหน เพราะความซาบซึ้งตรึงใจที่ส่งผลมาจากความสัมพันธ์สองฝ่ายที่เริ่มมีขึ้นเมื่อราว ๔๐๐ ปีก่อน นับตั้งแต่ครั้งที่พ่อค้าชาวเปอร์เซีย เดินทางเข้ามาทำราชการสมัยกรุงศรีอยุธยา จนได้ดิบได้ดีในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม โดยเฉพาะ”เฉกอะหมัด”ซึ่งได้เป็นเจ้าพระยาบวรราชนายกและจุฬาราชมนตรีท่านแรกของไทย
ล่าสุด ประธานาธิบดีอิหร่าน”ฮัสซัน รูฮานี”มาเยือนไทยอย่างเป็นทาง
การ โดยเป็นแขกรับเชิญของนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๙ ในวาระที่ไทยเป็นเจ้าภาพ
จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า ครั้งที่ ๑ ซึ่งปรากฏว่าอิหร่านแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุก ๆ ด้าน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก การแลกเปลี่ยนการเยือนก่อนหน้า
ในการนี้ประธานาธิบดีอิหร่านแสดงเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางกิจการธนาคาร พื่อเป็นพื้นฐานทางธุรกิจ การค้าและการลงทุนสำหรับภาคเอกชน
และพร้อมรื้อฟื้นการสำรวจและผลิตปีโตรเลียมและแก๊สในอิหร่าน ซึ่งว่ากันว่า มีแหล่งพลังงานสำรองในปริมาณมาก รองลงมาก็จากซาอุดีอาระเบียเท่านั้น
ที่สำคัญอิหร่านแสดงความจำนงที่จะซื้อข้าวล็อตใหม่จากไทย ซึ่งป่านนี้การเจรจาเดินหน้าไปถึงไหน มีการค้าขายกันแล้วหรือไม่ ก็มิรู้ได้
เอาเป็นว่า โอกาสที่ไทยจะทำมาค้าขายกับอิหร่านนั้น ยังมีอยู่อย่างมากมายจริงๆ ในหลายสินค้าและหลายบริการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยว
ก่อนจะเดินทางมาสิงคโปร์นั้น นายบิลลิงสลีอาได้ไปเยือนอินโดนีเซียและมาเลเซียมาแล้ว แต่ไม่เป็นข่าวนัก
เสร็จการเยือนสิงคโปร์แล้ว ก็จะไปฟิลิปปินส์ จึงมาเยือนไทยเป็
นชาติสุดท้าย แต่จะมาถึงไทยเมื่อไร ไม่มีข่าว เข้าใจว่า ขณะที่อ่านเรื่องนี้ บางทีจะมาถึงแล้วและกลับไปแล้ว
บทความนี้ จึงไม่สามารถถามไถ่กระทรวงต่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐมนตรี”ดอน ปรมัตถ์วินัย”ว่าเตรียมการรับมือนายบิลลิงสลีอา ไว้อย่างไร หรือไม่ต้องเตรียมการอะไรเลย เพียงแต่ปล่อยให้เขาพูดไป แล้วรับรู้ในสิ่งที่เขาพูด แค่คอยเก็บข้อมูลมา แจ้งธุรกิจให้เอกชนได้รับรู้ จะได้ไม่พลาดท่าทำธุรกิจ อันเป็นการล่วงละเมิดกฎเกณฑ์ของสหรัฐ
สำหรับท่านผู้อ่านนั้น ก็คงจะเห็นกันชัดๆ แล้วนะครับว่า สหรัฐด้วยการนำของ”ทรัมพ์”ยังคง”กร่าง”และ”จุ้น”ไม่เลิก แม้ไทยเราจะพ้นจากการเป็นประเทศ”สารขันฑ์” มานานหนักหนาแล้วก็ตาม







