สัญญานสงครามขยายตัว?

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
สัญญานสงครามขยายตัว?
ตั้งชื่อเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่ตื่นตูมนะครับ แต่เขียนตามความสำนึกที่อ่านจากสถานการณ์โลก ว่าน่าจะเป็นไปได้เท่านั้น
ทั้งนี้จากสองเหตุการณ์ใหญ่ ดังต่อไปนี้ครับ

๑.การที่”โดรน”(ยานบินขนาดเล็กไร้คนขับ)ตกเองหนึ่งเครื่อง ใกล้กรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซียและอีกสองเครื่องถูกยิงตกที่พรมแดนด้านตะวันตกของรัสเซีย สร้างความตกใจเล็ก ๆ กับนักสังเกตการณ์อย่างผมครับ
แต่ก็ทำให้คิดมาก
ข่าวที่ออกมา ไม่ระบุว่า”โดรน”ที่ว่า เป็นยานสังเกตการณ์(หาข่าว)หรือติดอาวุธ บินไปจากไปจากที่ใดไม่ระบุ แต่เป็น”โดรน”ที่สร้างขึ้นในยูเครน
เพราะฉะนั้นโอกาสที่ยูเครน จะส่ง”โดรนติดอาวุธ”เข้าโจมตีในดินแดนรัสเซียอย่างจริงจัง ก็น่าจะเป็นไปได้มากในอนาคตอันใกล้นี้
นับได้ว่า นี้คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของยูเครน ในยามที่ชาติตะวันตกยังไม่กล้าส่งเครื่องบินรบให้ ตามที่ร้องขอ เพื่อเปิดฉากทำสงครามในเชิงรุกกับกับรัสเซีย เพื่อให้พะวักพะวน
ดังนั้น ตอนนี้ยูเครนทำได้แค่ ส่ง”โดรนสงคราม”เข้าไปโจมตีตอบโต้ จะไม่แค่รอแค่เพียงตั้งรับสถานเดียว อย่างที่เป็นมาตลอดรอบหนึ่งปีและสงครามก็ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ ๒ แล้วตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖
การโจมตีด้วย”โดรน”ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ผลอย่างจริงจังนัก แต่แค่”ก่อกวน”ได้ก็ยังดี ในแง่ของยูเครน
ขณะนี้บรรดานักสังเกตการณ์(รวมทั้งผม) ยังรอดูอยู่ว่า การรุกใหญ่ในยูเครนของกองทัพรัสเซีย จะเกิดขึ้นเมื่อไรแน่ ในเมื่อฤดูหนาวสิ้นสุดลงและเริ่มฤดูสปริงหรือใบไม้ผลิแล้ว ซึ่งความหนาวเย็นเริ่มลดลง
กระแสข่าวรายงานว่า การรบรุกของรัสเซียเพื่อเปิดฉากสงครามเผด็จศึกจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อสภาพภูมิอากาศอำนวยคือ คงรอให้เลนโคลน ที่เกิดจากการละลายของหิมะเหือดแห้งลงเสียก่อน จึงสามารถเคลื่อนย้ายขนส่งได้สะดวก
ที่สำคัญคือ เมื่อสภาพเละเทะหมดไป ก็จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ของกองทัพรถถังรัสเซีย
เมื่อนั้นแหละ สงครามใหญ่เกิดขึ้นแน่ๆ
น่าเป็นห่วงด้วยว่า ในการรุกใหญ่ครั้งต่อไปรัสเซีย อาจฉวยโอกาส รุกเข้าสู่”มอลโดวา”ชาติเล็กๆ ไร้ทางออกทะเล ติดกับพรมแดนด้านตะวันตกของยูเครน เพราะในชาตินี้(มอลโดวา) มีกลุ่มชน(ซึ่งมอลโดวาเรียกว่า”กลุ่มแยกดินแดน)ที่รัสเซียหนุนหลังอยู่ ในพื้นที่”ทรานนิสเตรีย”ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตาก่อนในอดีต
ในการนี้ ข่าวกรองของ”มอลโดวา”เคยแจ้งต่อสาธารณชนทั่วไปว่า รัสเซียอาจส่งกำลังรุกรานดินแดนส่วนหนึ่งของตนเข้าไปด้วย(อ้างรายงานจาก VOA)

๒. ความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากันทางทหารในเอเชียตะวันออก ระหว่างจีนกับสหรัฐยิ่งร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะในระยะนี้ เมื่อกองทัพเรือสหรัฐได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวณช่องแคบไต้หวัน โดยอ้างสิทธิเหนือ”น่านฟ้าสากล”ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จีนคัดค้านอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของจีน ว่าเป็นการ”ยั่วยุ”สุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ ที่อาจขยายตัวให้เกิดการปะทะกันได้
การที่สหรัฐกระทำเช่นนั้น ก็เพื่อแสดงการการคุ้มครองไต้หวันชัดๆ เพราะจีนถือว่า ไต้หวันคือดินแดนของตนที่จะต้องเอากลับคืนมา
ในการนี้ จีนได้สงเครื่องบินและเรือรบเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ เกาะไต้หวัน ในบางขณะล่วงละเมิดเส้นแบ่งเขตช่องแคบ ทั้งนี้ตามถ้อยแถลงของทางการไต้หวัน
เรื่องการ”ล้ำเส้น”กันนี้ เกิดขึ้นบ่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติก็จริง แต่ก็เชื่อว่าสองฝ่าย(จีนกับสหรัฐ) ต้องอดทนซึ่งกันและกัน หากยังไม่พร้อมสู้รบ
ในขณะที่เกาหลีเหนือ(ในอาณัติจีน) ก็คุกคามสหรัฐอีกทางหนึ่ง ด้วยการเพิ่มการทดลองขีปนาวุธข้ามทวีป(ซึ่งสามารถติดหัวรบประมาณูได้) สามารถตั้งเป้าเล็งถล่มเมืองต่างๆ ในสหรัฐ
ซึ่งก็เป็นการ”ยั่วยุ”ให้เกิดการเผชิญหน้ากับทั้งสหรัฐและญี่ปุ่น
แม้ยังไม่เกิดการปะทะใดๆที่จะนำไปสู่สงคราม แต่ก็เพิ่มภาวะเสี่ยงมากยิ่งขึ้นแล้ว ในภูมิภาค”เอเชีย-แปซิฟิก”ซึ่งจีนคอยจ้องจะเข้าครอบงำเอาไว้ทั้งหมด ในขณะสหรัฐก็พยายามขัดขวาง ยกตัวอย่างหมู่เกาะ”พาราเซลส์”ที่จีนฉวยโอกาศเข้าไปก่อสร้างอาคารขึ้นมาทั้งๆ ที่เป็นดินแดนพิพาทที่เวียดนามใต้และไต้หวันล้วนอ้างสิทธิเหนือ
จนในบางครั้ง เกิดการเผชิญหน้ากันทางอากาศ ระหว่างสหรัฐกับจีน ดีที่ยังไม่ลงมือกันจริงจัง
สภาพการณ์ทั้งในยุโรปและเอเชียดังกล่าวนี้ นับว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามใหญ่มาก แม้จะไม่ขนาดสงครามโลก เป็นเพียงแค่ท้องถิ่น ก็เถอะ หากเป็นเช่นนั้นจริง ความเสียหายต่อโลก ก็ยากจะคณานับ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งในขณะนี้ ก็ต้องทุกข์ยากกันมากแล้ว จากภาวะข้าวของแพงไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ยกเว้นแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร
แต่ใครเล่าจะประกันว่า สงครามหากขยายตัวขึ้นออกจากยูเครนไปสู่ชาติอื่น เช่น มอลโดวาแล้ว จะไม่ขยายไปยังชาติอื่นๆ ที่เคยเป็นศัตรูกับรัสเซียโดยตรงมาก่อนด้วย เช่น เยอรมนี และในที่สุด จะไม่ลากเอาสหรัฐและจีนเข้าร่วมวงด้วย เพราะจีนเองก็หนุนรัสเซียอยู่กลายๆ
ผมอาจคิดเลยเถิดมากไป ที่ประเมินสถานการณ์โลกอย่างนี้ จนน่าเป็นที่เยาะเย้ยถากถางของนักการทหารได้ครับ ว่า”ไม่รู้จริง แล้วยัง”บังอาจ”เขียนถึง”
ก็ให้ถือว่าเป็นเพียงความคิดเห็นโง่ๆของชาวบ้าน ที่ไม่เคยเป็นทหารก็แล้วกัน







