INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(8)

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(8)

โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

นโยบายที่ต้องดำเนินการต่อไป
ก่อนเขียนบทความชุดนี้ มีความคิดว่า ในตอนท้าย จะมีการสรุปถึงบทเรียนและข้อคิดที่ได้ จากการทบทวนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ให้เสร็จก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ปี 2566 แต่เขียนได้ช้ากว่าที่ตั้งใจมาก ในเวลานี้ การเลือกตั้งทั่วไปได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ต่อจากนี้ ก็จะมีการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลใหม่อาจมีการ “คิดใหม่ทำใหม่” อาจมีการยกเลิกนโยบายที่ทำอยู่แล้ว แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ออกไป หันไปดำเนินนโยบายประชานิยมต่างๆที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้หาเสียงไว้ ข้อวิจารณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยชุดต่างๆที่ผ่านมา สรุปได้ว่า ก. มีนโยบายจำนวนมากที่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ กล่าวคือ “พูดแล้วไม่ทำ” มีแต่นโยบายที่เขียนไว้อย่างสวยหรู แต่ไม่มีแผนงาน ไม่มีโครงการ ไม่ได้จัดสรรงบประมาณ และไม่ได้ทำอะไรเลย ข. ขาดความต่อเนื่อง ทำได้ไม่นานก็หยุดลง ซึ่งอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น มีการเปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ค. ขาดการประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นโยบายบางอย่างต้องอาศัยความร่วมมือกันทำของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและกับหน่วยงานหรือองค์กรภาคเอกชน แต่เท่าที่เป็นมา แต่ละกระทรวงอาจมีโยบายที่แตกต่างกัน รัฐบาลที่ประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง กระทรวงต่างๆมักไม่มีการประสานงานกัน หน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานเอกชนก็ต่างคนต่างทำ ไม่มีการประสานงาน หรือร่วมมือกันแต่อย่างใด เป็นเรื่องปกติธรรมดาในประเทศที่มีการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลตามวาระที่กำหนดไว้ รัฐบาลใหม่ ก็มักจะ”คิดใหม่ทำใหม่” ละทิ้งนโยบายเดิมของรัฐบาลชุดเก่าที่ควรจะมีการดำเนินการต่อเนื่องต่อไป ในประเทศไทย ก็มิได้ยกเว้น หลายนโยบายถูกยกเลิกลงกลางคัน เช่นการเลิกล้มโครงการต่างๆในแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาของภาคอุตสาหกรรมหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปีค.ศ. 1997 ในปี 1998 กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดการประชุมระดมความคิดจากข้าราชการ นักอุตสาหกรรม และนักวิชาการนับร้อยคน ใช้เวลาประชุมกันนานหลายเดือน เพื่อให้มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ ผลสรุปจากการประชุมได้ตีพิมพ์เป็นรายงานหลายเล่ม รัฐบาลในสมัยนั้น ก็มีการดำเนินการโดยมีการกำหนดแผนงาน จัดทำโครงการ และจัดสรรงบประมาณดำเนินการ แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลในต้นปีค.ศ. 2001 การดำเนินการในโครงการต่างๆของแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ก็ต้องหยุดชะงักลง รัฐบาลไทยรักไทยได้ทำตาม นโยบายที่หาเสียงไว้ ซึ่งไม่มีนโยบายการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่เริ่มในปลายปีค.ศ. 2009 เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปีค.ศ.2008 แต่ยังไม่ทันทำอะไรได้มาก ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาลในปีค.ศ.2011 แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งก็สะดุดหยุดลงอย่างกระทันหัน เช่นกัน ในสองกรณีนี้ ประเทศไทยได้พลาดโอกาสในการดำเนินนโยบายที่จะมีผลสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจประเทศในระยะยาวไปอย่างน่าเสียดาย นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศระยะยาวคือ แผนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก แผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมกลุ่มบีซีจี (BCG) ซึ่งได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ B(Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน C(Circular economy) และเศรษฐกิจสีเขียว G(Green economy) หรือเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้มีการดำเนินการ มียุทธศาสตร์ และมีการขับเคลื่อนอยู่บ้างแล้ว แต่ยังต้องมีมาตรการที่ชัดเจนมากขึ้น และต้องดำเนินการต่อไป สิ่งน่าเป็นห่วงก็คือ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ และรัฐบาลใหม่สนใจแต่ดำเนินนโยบายประชานิยมที่ได้หาเสียงไว้ โดยไม่ใส่ใจสานต่อนโยบายเดิม เช่น นโยบายพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและภาตใต้ ส่งเสริมอุตสาหกรรม BCG การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจต่างๆแล้ว นโยบายต่างๆที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ก็ต้องหยุดชะงักไป หลังรัฐประหารในเดือนพฤษภาคมค.ศ. 2014 ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลใหม่มีความคิดที่จะปฏิรูปประเทศ จึงได้จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ขึ้น สปช. มีสมาชิก 250 คน ในจำนวนนี้ สมาชิก 77 คน ได้มาโดยการคัดเลือกจากการสรรหาในแต่ละจังหวัด สมาชิก 173 คน เลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ สปช. มีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะนโยบาย เพื่อเกิดการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ: การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สปช. ทำงานได้หนึ่งปี(ตุลาคม ค.ศ 2014-กันยายน 2015) มีการจัดทำข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศจำนวนมาก ทั้งการดำเนินนโยบาย การตั้งหน่วยงาน การร่างและแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ฯลฯ ต่อมาในเดือนตุลาคมค.ศ. 2017 รัฐบาลมีการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากบุคคลหลายสาขาอาชีพจำนวน 200 คน นัยว่าเป็นการขับเคลื่อนนโยบายที่นำเสนอโดยสปช. แต่สิ่งที่สปท.ทำ แทนที่จะเป็นการ”ขับเคลื่อน” กลับเป็นการเสนอนโยบายใหม่

สปท. ทำงานเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีเก้าเดือน (ตุลาคม 2015-กรกฎาคม 2017) และได้จัดทำข้อเสนอแนะนโยบายจำนวนมาก
แม้ทั้งสปช.และสปท. ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปประเทศ และมีข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูป แต่ข้อเสนอแนะเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ เพราะมีเพียงข้อเสนอแนะทางนโยบาย แต่ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน นโยบายจะเกิดประโยชน์ได้ ต่อเมื่อมีการนำสู่การปฏิบัติ โดยมีมาตรการ แผนงาน และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม แต่สปช.และสปท. เป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ระดมความคิดและเสนอนโยบาย แม้สมาชิกจำนวนมากของทั้งสองสภานี้ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานหรือบริหารงานในหน่วยงานของรัฐ ข้อเสนอแนะต่างๆจึงไม่ได้นำมาปฏิบัติ เราจึงอาจกล่าวได้ว่า แผนการปฏิรูปของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ไม่ประสบความสำเร็จตามความตั้งใจ อย่างไรก็ตาม นโยบายการปฏิรูปประเทศทางด้านต่างๆ ก็มีการระบุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติที่มีการจัดทำขึ้นในเวลาต่อมา ในเดือนเมษายนค.ศ. 2017 มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2560 ในรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นแผนการพัฒนาประเทศ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางให้หน่วยงานทุกภาคส่วนของรัฐปฏิบัติตาม เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ : ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในปลายดือนมิถุนายน ค.ศ. 2017 จัดทำยุทธศาสตร์ 20 ปี(ค.ศ. 2018-2037) และมีการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาตินี้อย่างเป็นทางการ ในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 2017 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนี้ มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศหกด้าน คือ 1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 2)การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3)การพัฒนาและการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4)การสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 5)การปรับสมดุล และ 6)พัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นกรอบนโยบายของหน่วยงานต่างๆในภาครัฐบาล โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานสำคัญในการประสานงาน นำยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และฉบับต่อๆไป จะมีแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายกลุ่มหนึ่งของรัฐบาลประยุทธ์ ที่จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ คือ การพัฒนาพื้นที่จังหวัดต่างๆในเขตภูมิภาคเริ่มจากแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจในภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นการต่อยอดการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกที่ดำเนินการไปในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ห้า(ค.ศ. 1982-1986) ซึ่งนโยบายการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกในครั้งนั้น มีผลทำให้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกในรอบใหม่นี้ เป็นการต่อยอดจากผลการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ห้า พื้นที่สามจังหวัดในบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีความพร้อมในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทันสมัยหลายประการ คือ มีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสิ่งสาธารณูปโภค การขนส่ง มีภาคอุตสาหกรรมและบริการที่พัฒนาระดับสูง จึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากกว่าที่อื่นๆ อันที่จริง นโยบายการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ต่อยอดจากโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้วนี้ มีมาก่อนยุทธศาสตรชาติ 20 ปี และมีการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (ค.ศ. 2017 -2031)แล้ว แต่นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกนี้ มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รัฐบาลจึงได้ดำเนินการตามแผนการพัฒนาพื้นที่นี้ต่อไป รวมทั้งมีการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกนี้ ในประเด็นต่างๆภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน ที่ส่งเสริมเกษตรสร้างมูลค่า อุตสาหกรรมและบริการอนาคต ความหลากหลายการท่องเที่ยว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคม และการสร้างความเจริญเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับการพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นการต่อยอด 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว การเกษตรและการแปรรูปอาหาร และการพัฒนาอุตสาหกรรม 5 กลุ่มใหม่ ได้แก่ 1) หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม 2) การบินและโลจิสติกส์ 3) เชื้อเพลิงชีวภาพ 4) เทคโนโลยีดิจิตัล และ 5) บริการทางการแพทย์ครบวงจร ในเดือนมิถุนายนค.ศ. 2016 ครม.เห็นชอบกับแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ที่มีชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่เป้าหมาย ต่อมามีการจัดสรรงบประมาณ แผนการลงทุน และแต่งตั้งข้าราชการ บุคลากร เพื่อปฎิบัติหน้าที่ในการดำเนินนโยบายตามแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกและพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรม บริการ และกิจกรรมอื่นๆ ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก มีการเน้นกิจกรรมที่ทันสมัยในภาคอุตสาหกรรม ของกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งกลุ่มที่มีอยู่เดิมและใหม่ มีการเน้นในเรื่องการใช้เทคโนโลยี แม้อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ก็มีชื่อเรียกที่แสดงว่า จะมีการพัฒนาปรับปรุงจากเดิม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่(New generation automotive) ) อิเลคทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart electronics) การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูงและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Afflent,medical,and welness tourism) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ(Agriculture and biotechnology) และการแปรรูปอาหารครบวงจร(Food for the future) ส่วนห้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย กลุ่มใหม่นั้น ก็ล้วนเป็นเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในอนาคตที่มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูง ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งใหม่และเก่า ต้องมีการพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกตั้งอยู่ศูนย์กลางคาบสมุทรอินโดจีน เชื่อมโยงกับประเทศต่างๆได้สะดวก นอกจากทำเลที่ตั้งที่ดี ยังมีการสร้างสนามบิน ทางด่วนมอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ ซึ่งสามารถขนส่งสินค้าและทำการติดต่อทางด้านต่างๆได้สะดวก จึงมีความพร้อมในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ บริษัทต่างชาตินอกจากลงทุนในภาคอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีการลงทุนในภาคการค้าและบริการ รวมทั้งศูนย์กระจายสินค้าด้วย ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก มีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก

มีเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิตัล (Digital Park) ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และศูนย์นวัตกรรมในอำเภอวังจ้นทร์ จังหวัดระยอง ที่เรียกกันว่าระเบียงดิจิตอล(Digital Valley) ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ยังมีการขนานนามว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกอุตสาหกรรมดิจิตอล (EECd) และศูนย์กลางการส่งเสริมนวัตกรรมในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก(EECi) ซึ่งมีความสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเทคโนโลยีระดับสูง นวัตกรรม และการวิจัยพัฒนา ทั้งที่อยู่ในเขตเสบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และในพื้นที่อื่นๆของประเทศ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก มีความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ โดยความร่วมมือของบริษัทต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายและมาตรการในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนในลักษณะต่างๆ แต่ก็ต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งก็ให้สิทธิประโยชน์ต่างๆในการดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศและดึงดูดปริมาณการลงทุนจากต่างประเทศได้มากกว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก มีความสอดคล้องกับ การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวที่เรียกกันว่าบีซีจี(BCG: Bio, circular and green economy) โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่การพัฒนาเศรษฐกิจบีซีจี ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออกเท่านั้น แม้จังหวัดฉะเชิงเทราในชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก จะมีความเหมาะสมแก่การพัฒนาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ แต่จังหวัดอื่นๆในประเทศไทย ก็มีความเหมาะสมในการพัฒนาสินค้าแปรรูปเกษตร ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวเช่นกัน การส่งเสริมระบบเศรษฐกิจบีซีจี จึงเป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นอกจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจในชายฝั่งทะเลตะวันออกแล้ว รัฐบาลยังมีแผนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้(Southern Seaboard)ด้วย ในเบื้องต้น ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดยพัฒนาการค้า อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในกิจกรรมที่เหมาะสมกับทำเลที่ตั้งและทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพและการแปรรูปสินค้าเกษตร ส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งยังมีแผนสร้างทางแลนด์บริดจ์ (landbridge) เชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วย ในปัจจุบัน การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีระยะทางไกล และมีการสัญจรคับคั่ง รัฐบาลจึงมีโครงการแลนด์บริจด์ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างท่าเรือสองฝั่งทะเล สร้างท่าเรือแห่งใหม่ในจังหวัดระนอง เพื่อเชื่อมต่อกับท่าเรือในจังหวัดชุมพร โดยออกแบบให้เป็นท่าเรือทันสมัย เพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่เข้าเทียบท่าได้ นอกจากนี้ จะสร้างรถไฟทางคู่ และทางมอเตอร์เวย์จากท่าเรือชุมพร ไปยังท่าเรือระนองแห่งใหม่ ทั้งยังมีโครงการที่จะสร้างการขนส่งแบบระบบท่อ(pipeline) ที่สะดวกในการขนส่งของเหลวและก๊าซอีกด้วย โครงการแลนด์บริดจ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาพื้นที่ในเขตภูมิภาค ที่ต่อเนื่องจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายฝั่งทะเลตะวันออก นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลยังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนใน 10 จังหวัดได้แก่ จังหวัดตาก เชียงราย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา นราธิวาส และกาญจนบุรี เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก ทั้งการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ การสร้างแลนด์บริดจ์ และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน แม้มีโครงการ แต่เพิ่งดำเนินการในระยะเริ่มต้น แผนการพัฒนาพื้นที่ในเขตภูมิภาค จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และต้องมีการแต่งตั้งบุคลากรบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายการพัฒนาพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในเขตภูมิภาค จึงเป็นนโยบายที่รัฐบาลใหม่ต้องมีความชัดเจนและต้อง ดำเนินการต่อไป

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด(covid-19) ที่ระบาดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ในระยะแรก ไทยได้รับผลกระทบไม่มาก แต่ต่อมา การระบาดมีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เศรษฐกิจไทยต้องได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิดมาก การท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมาก ผู้ประกอบการธุรกิจและประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน เศรษฐกิจชะงักงัน มีคนตกงานจำนวนมาก รัฐบาลต้องใช้โยบายการคลังและการเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำ และ มีมาตรการและโครงการต่างๆเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เช่น โครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพิ่มเงินค่าสวัสดิการให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ฯลฯ ในการนี้ รัฐบาลใช้วิธีจ่ายเงินผ่านเครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเพเมนต์(e-payment) ซึ่งเริ่มมีขึ้นในปลายปีค.ศ. 2015 โดยหน่วยงานต่างๆของรัฐ ได้จัดทำระบบพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถจ่ายและรับเงินทางโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจขนาดเล็กต่างๆและประชาชนทั่วไป จึงสามารถรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลได้โดยสะดวก ระบบการรับและจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และเอื้ออำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจและประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

แม้การระบาดของโรคโควิดได้ลดความรุนแรงลงไปมากแล้ว แต่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว ดี ภาวะเงินเฟ้อในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศยังอยู่ในระดับสูง สถาบันการเงินบางประเทศไม่มั่นคง แม้ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนในภาคการเงิน ซึ่งได้เกิดขึ้นในหลายประเทศมากนัก แต่นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและการดูแลรักษาเสถียรภาพ ทางการเงินการคลังของประเทศ ยังเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ในการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมา การหาเสียงของพรรคการบางพรรค มีนโยบายแจกเงินให้ประชาชน และมีค่าใช้จ่ายสวัสดิการจำนวนมาก อันจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศในเวลาข้างหน้า ถ้านักการเมืองที่จะขึ้นมาบริหารประเทศ ของรัฐบาลใหม่ ขาดความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และมีการทุจริตแล้ว เศรษฐกิจประเทศไทยก็จะตกอยู่ในภาวะอันตราย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com