ฌานวิทยาอิสลามหรือศาสตร์ประจักษ์แจ้งแห่งจิต
ฌานวิทยาอิสลามหรือศาสตร์ประจักษ์แจ้งแห่งจิต
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของศาสตร์ด้านประจักษ์แจ้งแห่งจิต อยากให้ท่านผู้อ่านเข้าใจศัพท์บางคำ ของคำว่า ซูฟี(Sufi) ตะซัววุ๊ฟ(Tasauwuf) และอีรฟาน(Irfan)

Credit Photo by : spiritofthescripture.com
ความหมายขอคำว่า ซูฟี มาจากคำว่า “เซาฟุน” คือผู้สวมใส่เสื้อผ้าที่หยาบ หรือให้ความหมายว่า ความบริสุทธิ์ ความสะอาด ส่วนในเชิงวิชาการหมายถึง กลุ่มชนหนึ่งที่ได้นิยมความสันโดษ และอยู่อย่างสมถะ โดยใส่เสื้อผ้าที่แข็งกระด้าง หยาบ และมีวิธีการในการสร้างความบริสุทธิ์ใจให้เกิดขึ้น
อะบุล กอซิม กุชัยรี (นักซูฟีเชื่อดังท่านหนึ่งในโลกอิสลาม ช่วงฮิจเราะฮที่ 500) ได้ให้คำนิยามของคำว่า ซูฟี ดังนี้
“ชื่อซูฟีนี้ ได้เป็นที่รู้จัก ต่อกลุ่มหนึ่งที่ได้ปฏิบัติตัวอย่างสมถะและอยู่อย่างสันโดษ ซึ่งไม่ใช่เป็นชื่อของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสร้อยนามของกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” (รีซาละฮกุชัยรียะฮ เล่ม1/137-140)
ท่านกุชัยรี ได้กล่าวว่า คำว่าซูฟี นั้นไม่ได้ให้ความหมายว่าเป็นกลุ่มชนที่ใส่เสื้อผ้าหยาบ ๆ แต่เป็นการกล่าวถึงกลุ่มชนที่ได้ยึดมั่นต่อศอฮาบะฮกลุ่มหนึ่ง ที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ได้เรียกขานพวกเขาว่า “อัซฮาบุลซุฟฟะฮ หรือ ซุฟฟะฮุร รอซูล” มี ซัลมาน ฟารซี อะบูซัร ซุไอบ์ อัมมารบินยาซีร ต่อมาสาวกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างเรียงง่าย มีความสมถะและเป็นผู้มีหลักปฏิบัติธรรมขั้นสูง
บุคคลแรกที่ถูกเรียกขายว่า”ซูฟี” คืออบูฮาชิม ซูฟี เสียชีวิตปี 150 แห่งฮิจเราะฮ อยู่ร่วมสมัยกับซุฟยานซูรี และท่านอิบรอฮีม อัดฮัม ดังนั้นจากศตวรรษที่สองแห่งฮิจเราะฮ นามว่า ซูฟี หรือกลุ่มซูฟียะฮได้รู้จักไปทั่ว เหมือนกับกลุ่มอื่น ๆ เช่น นักนิติศาสตร์ นักเวทวิทยา หรือนักปรัชญา
นักวิชาการบางคนได้มีทรรศนะว่า คำว่าซูฟี ได้เริ่มเรียกตั้งแต่สมัยช่วงแรก ๆ ของศตวรรษที่ 2 แห่งฮิจเราะฮ นั่นก็คือในสมัยของอะซัน บัศรี และถือว่าอะซัน บัศรีเป็นบุคคลแรกที่ได้ใช้คำว่าซูฟี ดังคำรายงานจากคำพูดประโยคหนึ่งของฮะซันบัศรีว่า
“ฉันได้เห็นนักซูฟีท่านหนึ่งได้เดินตอว๊าฟ(เวียนรอบวิหารกะบะฮ) และฉันได้มอบของอย่างหนึ่งต่อเขา แต่เขาไม่รับของนั้นจากฉัน” (มิสบาฮุลฮิดายะฮ หน้า88)
- ท่านอะบูซะอีด อบุลฆัยร์ กล่าวว่า ตะซัววุฟนั้น ประกอบด้วยสองประการคือ หนึ่ง มุมมองโลกทัศน์ (ที่ถูกต้อง) สอง การเป็นอยู่(ที่ถูกต้อง) และคำว่าตะซัววุฟคือคำนามที่เกิดขึ้นจริง และเมื่อไปถึงเป้าหมายสูงสุดจะไม่พบสิ่งใดเลย นอกจากพระองค์อัลลอฮ (อัซรอรุตเตาฮีด ของท่านมุฮัมมัด บินมุเนาวีร หน้า 298 และหนังสือมะบานีอิรฟานว่าตะซัววุฟ หน้า 4 ของท่าน ดร. ดียาอุดดีน ซัดญาดี)
- ท่านชับลี กล่าวว่า “ซูฟีคือผู้ที่ไม่มุ่งหวังยังสิ่งใด นอกจากพระองค์อัลลอฮเท่านั้น” (กัชฟลมะยูบของท่านชับลี หน้า 42)
- ท่านยุนัยด์กล่าวว่า ตะซัววุฟ หมายถึงผู้มีคุณลักษณะ 8 ประการ คือ มีความโอบอ้อมอารี มีความพอใจ มีความอดทน ไม่พูดมาก(ไร้สาระ) อยู่อย่างสันโดษ ใส่เสื้อผ้าที่หยาบกระด้าง เดินทาง(ไม่อยู่กับที่) มีความยากจน นั่นก็คือ ยึดมั่น ศาสดาทั้งแปด คือความโอบอ้อมอารีของนบีอิบรอฮีม ความพอใจของนบีอิสอิสฮาก(อ) มีความอดทนของนบีอัยยูบ การไม่พูดมากของนบีซะการียา รักสันโดษและอยู่อย่างโดดเดี่ยวของนบียะฮยา การใส่เสื้อผ้าที่หยาบกระด้างของนบีมูซา และการเดินทาง(ไม่อยู่กับที่)ของนบีอีซา และการแสดงออกถึงความจนของนบีมุฮัมมัด” (จากหนังสือกัชฟุลมะยูบ หน้า 4)
- ในหนังสือ กัชชาฟุอิสติลาฮาติลฟุนิน ได้นิยามคำซูฟีว่า “ซูฟี คือ ผู้ที่สลายตัวตนของตัวเองโดยคงอยู่แค่เพียงพระองค์อัลลอฮเท่านั้น และอิสระจากธรรมชาติ (ไม่ยึดติดกับสิ่งใด) และมุ่งสู่ความจริงแห่งแก่นแท้ทั้งหลาย” (อ้างจากหนังสือ มะบารีอัปฟานว่าตะซัววุฟ ของท่าน ดร.ซัจญาดีหน้า6)
หลังจากที่ได้รับรู้ถึงความเป็นมาและความหมายของคำว่าซูฟีและตะซัววุฟแล้ว ยังมีอีกคำหนึ่งดูแล้วความหมายคล้ายและเหมือนกับคำว่าซูฟี นั่นก็คือคำว่า “อีรฟาน” คำว่าอิรฟารในภาษาอะหรับให้ความหมายว่า “ผู้หยั่งรู้อย่างโปร่งใส” หรือให้ความหมายว่า “ผู้ที่รู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากชัดเจน ส่วนความหมายในเชิงวิชาการให้ความหมายคือ “แนวคิดหรือสำนักคิดหนึ่ที่มีวิธีการและทฤษฎีเป็นเอกลักษณ์เพื่อการรู้จักพระผู้เป็นเจ้าและการเข้าถึงความจริงทั้งหลาย โดยไม่อาศัยทฤษฎีทางปรัชญา แต่ใช้หนทางการประจักษ์แห่งจิตในการค้นหาความจริง”
อบูอะลี อิบนิสีน่า กล่าวไว้ว่า.. ผู้ที่ละทิ้งความสุขสบาย ทรัพย์สินทางโลก เรียกว่า “ซาฮิด” (นักสมถะ) ผู้เคร่งครัดทางบทบัญญัติทางศาสนา การอิบาดะฮ เช่น การนมาซ การถือศีลอด เรียกว่าอาบิด “ผู้ภักดี” และผู้ใช้ความคิดต่อการมุ่งสู่ความบริสุทธิ์แห่งพระองค์อัลลอฮ ด้วยกับรัศมีมีทางด้านใน(ด้วยการเห็นแจ้ง) ต่อรัศมีแห่งพระผู้เป็นเจ้า เรียกว่า “อาริฟ”
ดังนั้นจากคำนิยามของคำว่า ซูฟีหรือตะซัววุฟ และคำว่าอาริฟหรืออิรฟานนั้นมีความแตกต่างอยู่ นั่นก็คือระดับขั้นความหยั่งรู้และเข้าถึงความจริงนั้น ผู้ที่เป็นอาริฟหรือมีญาณแห่งอิรฟานสูงกว่าผู้ที่เป็นนักซูฟี
ส่วนคำว่าอาริฟและอีรฟานนั้นถูกนำเรียกใช้หลังจากคำว่าซูฟี นั่นก็คือเป็นการวิวัฒนาการทางด้านศาสตร์ตะซัววุฟนั่นเอง ซึ่งคำว่าอาริฟได้ถูกเรียกใช้ในศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮ ซึ่งท่านบายาซีด บัสตอมีได้แทนคำว่าซีฟูเป็นอาริฟ ดังคำกล่าวของบายาซีด ว่า…
“ความสมบูรณ์ของอาริฟคือการสลายตัวตนในการมอบความรักเหลือเพียงพระเจ้าเท่านั้น และขั้นต่ำที่สุดของอาริฟคือผู้ที่สลัดทิ้งจากทรัพย์สินและเงินทองออกจากตัวของเขา(โดยไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น) ดังนั้น อาริฟจะเห็นสิ่งที่ดีทั้งหลาย ส่วนผู้รู้จะรู้สิ่งที่ดีทั้งหลาย เขาจะพูดว่า ฉันจะทำอะไร? ส่วนอาริฟ(ผู้ประจักษ์แจ้งแห่งพระเจ้า)จะพูดว่า เขาจะทำอย่างไร? (อ้างจากหนังสือตัชกิรอตุลเอาลียา หน้า 192 อ้างจากหนังสือมะบานีตะซัววุฟว่า อีรฟาน หน้า 9)
จากคำนิยามของคำว่าซูฟีและคำว่าอิรฟานเป็นการบ่งบอกถึงการวิวัฒนาการทางด้านศาสตร์แห่งตะซัววุฟ นั่นก็คือจากจุดเริ่มแรกนักซูฟีมีหลักปฏิบัติเพื่อต้องการขจัดกิเลสตัณหาและยับยั้งจิตใฝ่ต่ำทั้งหลายให้หมดสิ้นไป โดยไม่มีทฤษฎีทางความรู้หรือการค้นหาความจริงหรือการเข้าถึงความจริง และการรับรู้ความจริงได้อย่างไร จนกระทั่งสู่การพัฒนา กลายมาเป็นความเป็นศาสตร์เป็นวิทยาการหนึ่งของอิสลาม นั่นก็คือวิชาตะซัววุฟได้มีแนวคิดและมุมมองต่อพระเจ้า ต่อโลก ต่อมนุษย์และต่อสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า “วิชาอิรฟาน”(วิชาว่าด้วยหลักการประจักษ์แจ้งแห่งพระเจ้า)
เมื่อพูดถึงการใช้หนทางในการค้นหาความจริงและรู้จักสิ่งที่มีอยู่ให้ได้ความจริงนั้น สามารถแบ่งออกได้ 3 แนวคิดดังนี้
- แนวทางของนักเทววิทยา นั่นก็คือใช้หลักคำสอนทางบทบัญญัติทางศาสนาและปัญญาในการค้นหาความจริง หรือเรียกว่าวิชาอิลมุกะลาม
- แนวทางของนักปรัชญา นั่นก็คือใช้หลักการทางเหตุผลและทฤษฎีทางปรัชญาเพื่อค้นหาความจริง
- แนวทางของผู้ที่ใช้ทางจิต โดยผ่านการชำระจิตให้สะอาดแล้วมองเห็นความจริงของทุก ๆสิ่ง และรับรู้ความจริงนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นั่นก็คือใช้แนวทางของการหยั่งรู้แจ้ง หรือเรียกว่า “อีรฟาน”
ดังนั้นจากความแตกต่างระหว่างสำนักคิดต่าง ๆ ไม่ว่าสำนักงานเทววิทยาหรือสำนักคิดทางปรัชญาหรือสำนักคิดทางซูฟีหรืออีรฟานนั้น จะเห็นได้ว่าอยู่บนพื้นฐานของความจริงและเป็นสิ่งที่บทบัญญัติทางศาสนาได้กล่าวสนับสนุนไว้ด้วย นั่นก็คืออิสลามประกอบด้วย ชะรีอะฮ คือบทบัญญัติทางศาสนาที่ได้ถูกบัญชามาเป็นเรื่อง ๆ โดยผ่านศาสดามุฮัมมัด นั่นก็คือเป็นจุดเริ่มต้นของการมุ่งสู่ความจริงและเข้าถึงความจริงและใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้า ส่วนตอรีเกาะฮ คือหนทางต่อมาในการขัดเกราจิตใจและใช้แนวทางแห่งซูฟี เพื่อปฏิบัติให้มีจิตที่ขาวสะอาดและบริสุทธิ์ ขจัดกิเลสตัณหาต่าง ๆ ให้หมดสิ้น หลังจากนั้นถึงขั้นอะกีกัต คือเป็นเป้าหมายสูงสุด นั่นก็คือการสลายตัวตน คงเหลือแต่พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นภาวการณ์บรรลุธรรมสูงสุด (ระดับอิรฟาน)
ฌานวิทยาหรือรหัสยวิทยาคืออะไร?
มีคำอยู่สองคำของภาษาอาหรับที่ข้าพเจ้าอยากจะอธิบายก่อนที่จะเข้าสู่การนิยามของศาสตร์ฌานวิทยาหรือรหัสยวิทยา นั่นคือคำว่า “อิรฟาน”และคำว่า”มะรีฟะฮ์” โดยรากของคำภาษาอาหรับให้ความหมายเดียวกัน มีความหมายอันเดียวกัน คือ การรู้จัก การประจักษ์รู้ ซึ่งการประจักษ์รู้อาจจะเกิดขึ้นจากประสาทสัมผัสทั้งสี่ คือโดยประสบการณ์ หรือการประจักษ์รู้โดยปัญญา หรือการรู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยหลักฐานจากทางของการรายงาน หรืออาจจะประจักษ์รู้ด้วยทางจิต ดังนั้นในความหมายเชิงภาษานั้นมีความหมายเดียว ไม่แตกต่างกัน จะมาจากหนทางไหนก็ตามที่ได้กล่าวมา เราเรียกการรู้จักหรือการประจักษ์รู้นั้นว่า”อิรฟาน”
ส่วน”อิรฟาน”ในเชิงวิชาการกับความหมาย”มะรีฟะฮ์”นั้นมีความแตกต่างกัน มีความหมายที่แยกจากกัน นั่นคือคำว่า”อิรฟาน”เป็นการใช้สำหรับการประจักษ์รู้ในเรื่องเฉพาะ ส่วนคำว่า”มะรีฟะฮ์”เป็นการประจักษ์รู้ทั่วไป แต่มีจุดร่วมกันในมิติของการรู้จัก อธิบายให้กระจ่างชัดกว่านี้ก็คือ คำว่า”อิรฟาน”คือภาวการณ์เข้าถึงและการประจักษ์รู้ที่ไม่ได้มาจากหนทางของการพิสูจน์หรือทางปรัชญาหรือทางของการรายงาน(ทางประวัติศาสตร์) แต่ทว่าเป็นการประจักษ์รู้ที่ได้มาจากฌานด้านในเป็นปรากฏภาวะทางจิตที่เข้าถึงด้านใน(ของความจริงต่างๆ) เป็นภาวะปรากฏการณ์แห่งโพธิญาณ ด้วยการเข้าถึงและรู้จักของจิตและหัวใจที่ปราศจากสื่อกลางหรือผ่านการเรียนรู้ เป็นภาวการณ์รู้และการประจักษ์ด้วยด้วยของตัวเอง ซึ่งตามหลักปรัชญาเรียกว่า”เป็นการเข้าถึงองค์ความรู้ประเภทประจักษ์แจ้งแห่งจิต”(อิลมุลฮุฎูรียะฮ) ซึ่งองค์ความรู้ประเภทนี้แตกต่างกับองค์ความรู้ประเภทสัมผัสรู้(อิลมุลอุศูลี) เพราะว่าได้รับองค์ความรู้มาจากประสบการณ์หรือการใช้หลักตรรกะการอ้างเหตุผล และองค์ความรู้ในประเภทสัมผัสรู้นั้น แท้ที่จริงปัญญาของมนุษย์ได้เข้าถึงเพียงภายนอกของมัน(มัฟฮูม) ส่วนองค์ความรู้ประเภทประจักแจ้งนั้น เป็นการเข้าถึงองค์ความรู้ของความเป็นตัวแท้ และอาตมันขององค์ความรู้ที่แท้จริง
แต่ทว่าขอให้ท่านผู้อ่านอย่าได้สับสน เพราะว่าองค์ความรู้ประเภทประจักษ์แจ้ง ก็มีระดับขั้นและมีประเภทย่อยของมันอีก ซึ่งบางประเภทไม่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้แบบประจักษ์แจ้งแบบฌาณวิทยา ดังนั้นพอจะสรุปคำว่า”อิรฟาน”ในทางวิชาการดังนี้
“คือภาวะการณ์ประจักษ์แจ้งและการเข้าถึงภาวการณ์รู้จักต่อพระเจ้า คุณลักษณะของพระเจ้า และการกระทำของพระเจ้า เป็นการรู้จักที่มิได้มาจากหนทางของการใช้ทฤษฎีทางปรัชญาหรือการพิสูจน์ แต่เป็นการรู้จักที่ได้มาจากการเข้าถึงและประจักษ์แจ้งทางจิตและทางหัวใจด้านใน”
มีการประจักษ์รู้หลายประเภทที่ได้มาจากหนทางของการพิสูจน์และการอ้างเหตุผลทางด้านปรัชญาและทางเทววิทยาเกี่ยวกับการศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งบางครั้งเราได้เข้าใจและเรียนรู้ถึงหลักเอกนุภาพของพระเจ้าหรือคุณลักษณะของพระเจ้าจากการบอกกล่าวและอ้างอิงกันมา(นักลีละฮ์)หรือโดยการนิยามของสิ่งนั้นให้เราฟังจนเกิดความเข้าใจและศรัทธาเชื่อ หรือการประจักษ์รู้บางครั้งเราได้เห็นเอง เราได้เข้าถึงด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นการรู้จักพระเจ้าในประเภทนี้ก็เป็นไปได้และก็มีอยู่ในมนุษย์ และส่วนมากมนุษย์และคนเราจะรู้จักพระเจ้าด้วยหนทางแรกคือผ่านการบอกกล่าวและอ้างอิงไว้จากบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งการรู้จักประเภทนี้เราเรียกว่าไม่ใช่เป็นการเห็นด้วยตัวของเราเอง แต่เราเข้าใจและศรัทธาจากการเรียนรู้ถึงคุณลักษณะของพระเจ้า ตามหลักศาสนศาสตร์เรียกการรู้จักประเทภนี้ว่า”มะรีฟะตุลฆอฮีบะฮ์” และการรู้จักพระเจ้ามีประเภทที่สูงส่งกว่านี้และเข้าถึงรายละเอียดได้มากกว่านี้ เป็นการประจักษ์รู้ทางด้านจิตขั้นสูงที่เข้าถึงและเห็นสัจธรรมที่ไม่มีสิ่งใดเป็นสื่อกลาง
การรู้จักด้วยผ่านสื่อกลางหรือการรู้จักโดยการนิยามของเนื้อหา เราจะเข้าใจเพียงจินตภาพทางปัญญาเท่านั้น ยังไม่เข้าถึงสารัตถะหรือแก่นของความจริงนั้น คือยังไม่เห็นในตาใจของสิ่งนั้น เพราะว่าการรู้จักด้วยผ่านสื่อคือมีม่านกั้นกลางอยู่ เปรียบเสมือนเมื่อเรามองเห็นสวนดอกไม้อันสวยงามผ่านกระจก ซึ่งกระจกนั้นได้กั้นกลางอยู่ ย่อมแตกต่างกับการเห็นสวนดอกไม้อันหลากสีและงดงามด้วยการเห็นของจริงและสัมผัสมันได้
การรู้จักพระเจ้าก็เปรียบได้เหมือนการมองเห็นสวนดอกไม้ ซึ่งเราส่วนมากจะรู้จักพระเจ้าประเภทของการนิยามและการอ้างเหตุผล ซึ่งรู้จักไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้โดยการประจักษ์รู้ เพราะว่ามีสื่อกลางเป็นสิ่งที่พาเราให้รู้จักเปรียบเสมือนมีม่านกั้นอยู่ ซึ่งบทพิสูจน์หรือทฤษฎีทางปรัชญาหรือการอ้างอิงจากบุคคลสำคัญเสมือนม่าน ส่วนการรู้จักพระเจ้าจาก”ศาสตร์อิรฟาน”เป็นการรูจักพระเจ้าโดยตรงไม่มีสื่อกลางขั้น เป็นการเชื่อมสัมพันธภาพทางจิตระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ เป็นการเห็นแจ้งด้วยทางตาใจ ซึ่งเราขอยกตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นระหว่างการรู้จักทางรหัสยะกับทางรู้จักทางการพิสูจน์ ดังนี้
ผลไม้บางชนิดในโลกใบนี้เราไม่เคยชิมหรือลิ้มรสมันเลย หรือบางชนิดก็ยังไม่เห็นรู้จักชื่อ ดังนั้นเราไม่สามารถจะจินตนาการถึงรสชาติของมันได้ และถ้าผลไม้ชนิดนั้นได้ถูกถ่ายทอดทางทีวีและแสดงภาพของผลไม้ให้เราเห็น และบอกถึงคุณสมบัติและประโยชน์ต่างๆนานาให้เราฟัง แน่นอนเราก็ยังสัมผัสไม่ได้ว่ามันมีรสชาติแบบไหนอย่างไร ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักมันในรายละเอียดบางอย่างเช่นเป็นผลไม้เมืองหนาว มีผลสีฟ้า รสออกหวานเปรี้ยว และอื่นๆ เราก็ไม่สามารถเข้าถึงรสชาติของมันได้จริงๆ หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สำหรับบุคคลที่ไม่เคยลิ้มรสหวานของผลไม้ ต่อให้เราอธิบายหรือนิยามความหวานสักเพียงใด เราก็คงไม่สามารถเข้าใจหรือเข้าถึงรสความหวานนั้นได้เลย นอกเสียจากว่าเราจะได้ลิ้มรสของมันด้วยตัวของมันเอง
ดังนั้นความแตกต่างระหว่างการรู้จักพระเจ้าประเภทการรู้จักด้วยการอ้างเหตุผลหรือหลักฐานที่มีคนมาอ้างอิงให้เราฟัง กับการรู้จักพระเจ้าด้วยการเข้าถึงและประจักษ์แจ้ง เปรียบได้ดังการรู้จักผลไม้กับการได้ลิ้มรสผลไม้นั้น หรือจะเปียบเทียบคือ การรู้จักพระเจ้าด้วยเหตุผลหรือด้วยการพิสูจน์ทางศาสตร์ปรัชญา ทางเทววิทยา เป็นการรู้จักแบบการได้ยิน ส่วนการรู้จักพระเจ้าด้วยทางหนทางของอิรฟาน เป็นการรู้จักแบบการเห็นแจ้งแห่งจิต







