ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (51)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (51)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
ฉันเถิด และจงจดจำคำแนะนำตักเตือนของฉันและธำรงคำสัญญาของฉันไว้เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้เป็นผู้รอบรู้ ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า หัวใจของพวกเจ้าโน้มเอียงไปสู่สถานที่หนึ่งที่พวกเจ้าฝังทรัพย์สมบัติของพวกเจ้าไว้และพวกเจ้าเกรงว่ามันจะสูญหาย
จงฝากทรัพย์สินของเจ้าไว้ ณ สวนสวรรค์ เพื่อว่าจะได้เป็นที่มั่นใจว่ามันจะไม่เป็นสนิม ณ ที่นั้น หรือไม่ก็ไม่ถูกลักขโมย ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า คนๆ หนึ่งเขาไม่สามารถรับใช้พระเจ้าสององค์ในเวลาหนึ่งเดียวกันได้ เขาจะต้องเลือกเอาหนึ่งในสองนั้นอย่างแน่นอน ในทำนองเดียวกันหัวใจของเจ้าไม่อาจรักทั้งอัลลอฮ์และโลกในเวลาหนึ่งเดียวกันพร้อมกันได้ ฉันขอบอกกับเจ้าอย่างตรงๆ ว่า ผู้รู้(อาลิม)ที่เลวที่สุดก็คือ ผู้หนึ่งที่เขาแทนที่จะเลือกความรู้ของเขากับเลือกเอาโลกนี้และลุ่มหลงมัน และพยายามหลอกลวงผู้อื่นและไม่สนใจใยดีอันใดกับการไล่ล่าเพื่อให้ได้มาซึ่งทางโลกีย์ คนตาบอดนั้นจะได้รับประโยชน์อันใดกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่กระจายออกไปทั่ว เมื่อเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดๆ ได้ เช่นเดียวกันกับความรู้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถให้ประโยชน์อะไรกับเขาได้ หากเขาเองมิได้ปฏิบัติไปตามวิทยาญาณของมัน มีต้นไม้มากมายสักกี่ต้นที่เต็มไปด้วยผลอันดกดีน แต่ผลของมันทั้งหมดนั้น กินไม่ได้ แผ่นดินนั้นกว้างขวางสักขนาดใดหนอ แต่ทุกๆ ที่ของมันก็มิได้คุ้มค่าที่จะอยู่อาศัย ณ ที่นั้น ในทำนองเดียวกันมีนักพูดมากมายเหลือเกินแต่คำพูดแต่ละคำนั้นมันไม่สัตย์จริงและส่วนมากที่พวกเขากล่าวกันไว้นั้นไม่น่าเชื่อถือ
เพราะฉะนั้น โอ้ ผู้คนเอ๋ย จงปกป้องตัวของพวกเจ้าเอง จากบรรดาผู้รู้ที่จอมปลอม ผู้ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาเตอะ และแสดงออกในการพลีอุทิศที่ปลอมๆ พวกเขาใช้เล่ห์เพทุบายทำให้การกระทำที่ผิดๆ ของพวกเขา ดูประหนึ่งเป็นการเคารพภักดีในสายตาของผู้คน พวกเขาจ้องมองคนราวกับหมาป่า การกระทำต่างๆ ของพวกเขานั้น ขัดแย้งกันกับข้อกล่าวอ้างของพวกเขา มันเป็นไปได้หรือที่จะได้ผลองุ่นจากต้นกระถิน ผู้หนึ่งจะเก็บผลมะเดื่อจากต้นมะเขือได้กระนั้นหรือ ในทำนองเดียวกันคำพูดของผู้รู้ที่จอมปลอม จึงไม่ยังประโยชน์อันใด คำพูดของพวกเขาล้วนแต่จะนำผู้อื่นไปสู่ความชั่วร้าย บรรดาผู้พูดนั้นมิได้บอกความสัตย์จริงเสมอไป ฉันขอบอกความจริงกับพวกเจ้าว่า เมล็ดพืชนั้นย่อมงอกเงยออกมาจากดินที่อ่อนนุ่ม มิใช่แผ่นดินที่เป็นเนินหินผา ในทำนองเดียวกันวิทยาปัญญา(คำพูดที่เป็นปัญญาญาณ)นั้นจะหาสถานที่และความอุดมสมบูรณ์ได้เพียงในหัวใจที่อ่อนน้อมและถ่อมตน มิใช่ในหัวใจของบรรดาผู้กดขี่และบุคคลที่มีหัวรุนแรง พวกเจ้าไม่ทราบดอกหรือว่า ผู้หนึ่งที่เขาเชิดศีรษะของเขาขึ้นสูงภายใต้เพดานเตี้ย ย่อมทำให้หัวเขาแตก และเขาผู้ที่นั่งลงต่ำใต้เพดานนั้นด้วยความอ่อนน้อม ย่อมได้รับประโยชน์จากร่มเงาของมัน
ฉันใดก็ฉันนั้น อัลลอฮ์ทรงทำศีรษะของผู้ที่เชิดศีรษะของเขาให้สูงด้วยความหยิ่งผยองและการอวดตนในคฤหาสน์ที่ตระหนี่ถี่เหนียวของโลกนี้ให้แตก และทำให้เขาตกต่ำและไร้เกียรติ ผู้หนึ่งที่เขายึดเอาการอ่อนน้อมถ่อมตนย่อมได้รับประโยชน์จากโลก และอัลลอฮ์จะทรงให้ เกียรติเขา จงจำไว้ว่า น้ำผึ้งย่อมจะไม่คงความสดใหม่และดีในขวดที่ทำด้วยหนังสัตว์ทุกขวด และสามารถรักษาไว้ในสภาพที่ดีได้เมื่อบรรจุในภาชนะที่ไม่ขาดเสียหาย แห้ง หรือมีกลิ่นที่ไม่ดี ในทำนองเดียวกันหัวใจมนุษย์ก็เช่นกันเป็นที่บรรจุของวาจาที่เป็นวิทยาญาณหากความยินดีปรีดาและตัณหาราคะที่มีต่อวัตถุธาตุของโลกนี้มิได้ทำให้มันเป็นรูรั่ว และความเสน่หาต่างๆ มิได้ไปทำให้มันปนเปื้อน และรสชาติมิได้ทำให้มันต้องแห้งเหือดไป ก็เพียงด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่พวกมันจะอนุรักษ์วิทยาญาณเอาไว้ได้ หากมิเป็นดังนี้ก็มิได้ ฉันขอบอกความจริงกับเจ้าว่า หากบ้านเกิดไฟไหม้ ไฟก็จะลุกลามจากบ้านหลังนั้นไปยังอีกหลังหนึ่งและไปยังหลังที่สาม และบ้านหลังอื่นๆ อีกและทำลายมันไปจนหมดสิ้น แต่หากหลังแรกเกิดพังลง จนไฟไม่สามารถลุกลามไปยังหลังข้างเคียงได้อีกต่อไป บ้านหลังอื่นก็จะได้รับความปลอดภัย
การกดขี่บีทาก็เป็นเช่นเดียวกันกับไฟนั้น หากผู้คนต่างคัดค้านทัดทานกับกดขี่ในครั้งแรกนั้น และหักมือของเขาเสีย ผู้กดขี่คนอื่นๆ ก็จะไม่กล้าลุกขึ้นมาตามรอยเท้าของเขา ไฟที่ไหม้บ้านหลังหนึ่งย่อมไม่อาจสร้างความเสียหายให้กับหลังอื่นๆ ได้ หากมันไม่สามารถหาวัตถุที่ติดไฟได้ในหลังที่ติดกัน ฉันขอบอกกล่าวความจริงกับพวกเจ้าว่า หากผู้ศรัทธาคนหนึ่ง เห็นงูตัวหนึ่งกำลังพุ่งเข้าไปหาพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาอีกคนหนึ่งเพื่อจะกัดเขา และถ้าหากเขาไม่เตือนพี่น้องของเขาที่กำลังจะถูกงูกัด ดังนั้นเขาจะไม่กลายเป็นคนที่มีส่วนร่วมคนหนึ่งในการฆ่าเขาดอกหรือ ควรต้องไม่อยู่เฉยโดยเพิกเฉยละเลยถึงเรื่องนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น หากผู้ศรัทธาคนหนึ่งเห็นว่าพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาอีกคนหนึ่งของเขากำลังประกอบกรรมทำบาปหนึ่งและกลับไม่ตักเตือนเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ควรรู้สึกสบายอารมณ์ว่าเขาจะไม่ถูกกล่าวโทษทัณฑ์ว่าเป็นหุ้นส่วนของเขาในการทำบาปนั้น ผู้หนึ่งที่เขามิได้หยุดยั้งผู้ใด จากการกระทำการกดขี่ ทั้งๆ ที่สามารถหยุดยั้งเขาได้ ดังนั้นตัวเขาเองก็เสมือนเป็นผู้หนึ่งที่กระทำการกดขี่นั้นด้วย เมื่อพูดไปแล้วก็ทำไมเล่าที่ผู้กดขี่คนหนึ่งจะหยุดยั้งจากการทำอันตรายต่อผู้อื่น เมื่อหากเขารู้อย่างแน่นอนว่า ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่จะประณามหรือหยุดยั้งเขา
ดังนั้นทำไมเล่าที่บรรดาผู้กดขี่จะไม่รู้สึกหยิ่งทนง ต่อการกดขี่ของพวกเขา ถือเป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับพวกเจ้าที่จะพูดต่อไปว่าเราไม่ได้เป็นผู้กดขี่ ขณะที่พวกเจ้าเป็นเพียงผู้มองดูการกดขี่ และมิได้พยายามในสิ่งใดเลยที่จะหยุดยั้งความอยุติธรรมนั้น หากการจินตนาการของพวกเจ้าเป็นการถูกต้องแล้ว เมื่ออัลลอฮ์ทรงลงโทษบรรดาผู้กดขี่ พวกเขาก็คงจะได้รับความปลอดภัย สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ได้กดขี่ ผู้อื่นและก็มิได้หยุดยั้งผู้อื่นจากการกดขี่ด้วยซิ ซึ่งในทางตรงกันข้าม เมื่อใดก็ตามที่อัลลอฮ์ทรงลงโทษ ณ ชุมชนหนึ่งใด การลงโทษของพระองค์นั้นครอบคลุมไปทั้งสองกลุ่ม (บรรดาผู้กดขี่และที่มิได้กดขี่)
โอ้ บรรดาคนบาป ความวิบัติจงมีแต่พวกเจ้า พวกเจ้าหวังกันว่าอัลลอฮ์จะทรงให้ความปลอดภัยกับพวกเจ้าในวันตัดสินพิพากษา ทั้งๆ ที่พวกเจ้าเกรงกลัวมนุษย์ในการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ และพวกเจ้าเชื่อฟังมนุษย์ขณะที่กำลังฝ่าฝืนอัลลอฮ์ และความจงรักภักดียังอยู่กับพวกเขาในกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งเป็นการละเมิดต่อข้อสัญญาของอัลลอฮ์ ฉันขอบอกความจริงต่อพวกเจ้าว่า อัลลอฮ์จะไม่ทรงปกป้องให้ในวันตัดสินพิพากษาอันโหดเหี้ยมที่สุด บรรดาผู้คนที่พวกเขาพิจารณาเอาข้าทาสของอัลลอฮ์มาเป็นพระเจ้านอกเหนือไปจากพระองค์ (นั่นคือ ผู้ซึ่งดิ้นรนที่จะแสวงหาความสุขสำราญของพวกเขาเฉกเช่นเดียวกันกับที่พวกเขาควรที่จะแสวงหาความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮ์ และไม่ดื้อดึงฝ่าฝืนกับอัลลอฮ์) ความวิบัติจงมีแต่พวกเจ้า โอ้บรรดาผู้มีนิสัยที่เลว พวกเจ้าได้เอาความเป็นอมตะและความจริงยั่งยืนแห่งสวนสวรรค์ทิ้งไป และกลับไปคว้าเอาโลกอันสูญสลาย และความยั่วยวนต่างๆ อันชั่วข้ามคืนก็หายไปมาไว้แทน และพวกเจ้าพากันหลงลืมความยุ่งยากลำบากนานาชนิดของวันตัดสินพิพากษา โอ้บรรดาผู้เป็นข้าทาสของโลกนี้ ความวิบัติจงมีแต่พวกเจ้า ทั้งนี้เพราะพวกเจ้ากำลังวิ่งหนีออกจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าและไม่เคยถวิลอาทรต่อรางวัลต่างๆ ที่ไม่มีวันจบสิ้น เพื่อไปเห็นกับความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ที่เร้นหนีไปของชีวิตอันอนิจจัง ทำไมอัลลอฮ์จึงปรารถนาให้พวกเจ้ามีชีวิต แต่พวกเจ้าไม่ปรารถนาที่จะพบกับอัลลอฮ์ ดังนั้นพระองค์ไม่ปรารถนาจะพบกับพวกเจ้าเช่นกัน อัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ที่พวกเขาชอบมากกว่าที่จะพบกับพระองค์ และไม่ประสงค์ที่จะพบกับบรรดาผู้ที่รังเกียจที่จะพบกับพระองค์ พวกเจ้าจะกล่าวอ้างได้อย่างไรว่าพวกเจ้าเป็นที่ โปรดปรานของอัลลอฮ์โดยกีดกันผู้อื่นออกไป ในขณะที่พวกเจ้ากลับวิ่งหนีความตาย พวกเจ้าพากันยึดติดกับชีวิตของโลกนี้ ศพนั้นมันจะได้ประโยชน์อันใดกับกลิ่นหอมของการบูร ความขาวของผ้าห่อศพ เมื่อมันต้องไปฝังอยู่ใต้พื้นดิน อุปมาดังกับพวกเจ้าไม่สามารถจะรับประโยชน์ได้จากความสวยงามของโลกนี้ ซึ่งมันจับต้องกับดวงตาของพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าทั้งหมดทุกคนล้วนต้องมลายหายสิ้นไม่เหลือหรอ พวกเจ้าจะได้อะไรเพิ่มขึ้นหรือจากความสะอาดและความมีสีสันของร่างกายของพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าจะต้องคืนกลับสู่ความตายเพื่อไปผสมกันกับฝุ่นดินและถูกทิ้งไว้ให้อยู่ในความมืดมิดของหลุมฝังศพ พวกเจ้าต่างพากันหลงลืมข้อเท็จจริงทั้งหมดเหล่านี้กันเสียสิ้น
โอ้ บรรดาผู้เป็นข้าทาสของโลกนี้ พวกเจ้าเป็นประหนึ่งดังผู้จุดตะเกียงต่อหน้าดวงอาทิตย์ โดยมิได้ประโยชน์อันใด และไม่ยอมจุดมันในเวลากลางคืน แต่กลับยอมอยู่ในความมืดต่อไป ถึงแม้จะมีตะเกียงอยู่ก็ตาม ในทำนองเดียวกันพวกเจ้าทำให้แสงสว่างแห่งความรู้(ซึ่งจัดหาไว้ให้เพื่อปัดเป่าความมืดทึบของความโง่เขลา)ของชีวิตบนโลกนี้ ถึงแม้ผู้ที่จัดหาสิ่งจำเป็นต่างๆ ของโลกนี้ให้กับพวกเจ้าก็มีเพียงอัลลอฮ์แต่เพียงองค์เดียว และความรู้ของพวกเจ้าก็มิได้ยังประโยชน์อันใดกับพวกเจ้าในเรื่องนี้ พวกเจ้ามิได้ใช้แสงสว่างแห่งความรู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง (ผลประโยชน์ต่างๆ ของ)ปรภพ ถึงแม้มันจะถูกมอบให้กับพวกเจ้าด้วยกับเจตนารมณ์เดียวกันก็ตาม การเดินทางที่จะนำไปสู่โลกแห่งปรภพนั้น ไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุสู่ความสมบูรณ์ได้ หากปราศจากถนนที่มีแสงสว่างแห่งความรู้ส่องทางให้ พวกเจ้าต่างยังคงยืนยันกันอยู่อย่างซ้ำๆ ว่าโลกแห่งปรภพนั้นเป็นของจริง กระนั้นพวกเจ้าก็ยังคงหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับกิจการต่างๆ ในทางโลก พวกเจ้ายังคงพูดกันอยู่ต่อไปว่าความตายเป็นความจริง และกระนั้นพวกเจ้าก็ยังพยายามอยู่เสมอมา



