INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

Lili Marlene เพลงที่หลอกหลอนนาซี

IMG 6555

Lili Marlene เพลงที่หลอกหลอนนาซี

เพลงได้ถูกใช้เป็นกลยุทธ์สงครามตลอดประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยโบราณที่จะบันดาลใจกองทหาร ระดมการสนับสนุน และกระจายการโฆษณาชวนเชื่อ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองทหาร บนทุกแนวหน้าของการสู้รบได้พบการปลอบโยนภายในการร้องเพลงเตือนใจพวกเขาถึงบ้านและคนที่รักทิ้งไว้ข้างหลัง เพลงที่นิยมแพร่หลาย เช่น “White Cliffs of Dover” และ “Boogie Woogie Bugle Boy” ถูกร้องทั้งภายในค่ายทหารและบนสนามรบและได้ช่วยเหลือทหารรับมือกับความเครียดของสงคราม และรักษาความรู้สึกของความหวังและความเป็นเพื่อนแต่ละช่วงเวลาภายในประวัติศาสตร์เราจะมีเพลงเฉพาะของมันเอง และสงครามโลกครั้งที่สองไม่มีข้อยกเว้นด้วย ยุคที่ได้สร้างเพลงไปทั่วโลกรับเอาแก่นของเรื่องที่รวมทั้งการรอคอยการกลับมาของคนที่รัก และการเดินขบวนการสู้รบสมัยเก่า เพลงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองจะมีผลกระทบอย่างคาดไม่ถึงต่ออเมริกา ต่อทั้งประชาชนภายในประเทศ และกองทหารภายในต่างประเทศ ไม่เหมือนกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เกิดขึ้นภายในยุคก่อนวิทยุ เมื่อค.ศ 1941 แทบทุกครัวเรือนอเมริกัน 96.2% เป็นเจ้าของวิทยุ ไม่เคยมาก่อน การบันทึกเพลงได้ถูกออกอากาศ ไปสู่ชาวอเมริกันหลายล้านคน ทั้งต่อชาวอเมริกันสนับสนุนสงครามที่บ้าน และกองทหาร รับใช้อยู่ทั่วโลก ต่อชาวอเมริกันจำนวนมาก การอกระจายเสียงเพลงมวลชนนี้มีผลกระทบต่อความรักชาติ โดยการเพิ่มขวัญของกองทหารต่างประเทศ และได้จูงใจ
และบันดาลใจชาวอเมริกันที่บ้านสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อทุกด้านของการทำสงคราม”Remember Pearl Harbor” จะเป็นเพลงรักชาติอเมริกันและสโลแกนที่นิยมแพร่หลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเพลงได้ถูกเขียนโดยแซมมี เคย์ และดอน รีด ภายในการตอบสนองต่อการโจมตีที่น่่าประหลาดใจของญี่ป่นภายในเพิรล ฮาร์เบอร์ เมื่อ 7 ธันวาคม 1941 เพลงได้ถูกเปิดตัวเมื่อ
ค.ศ 1942 และเพลงจะถูกใช้เป็นคำพูดให้กำลังใจที่จะจดจำชีวิตที่สูญเสีย และจูงใจชาวอเมริกัน ต่อสู้ภายในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยพื้นฐานแล้วหมายถึงอย่าลืมการโจมตีเพิรล ฮารเบอร์และการเสียสละทำภายในวันนั้นเนื้อร้องได้มุ่งเน้นความสำคัญของการจดจำต่อบุคคลที่เสียชีวิต ณ เพิรล ฮารเบอร์ และการต่อสู่เพื่อเสรีภาพถ้อยคำ Remember Pearl Harbor ได้ กลายเป็นสโลแกนที่นิยมแพร่หลายภายในอเมริกาภายหลังการโจมตี การโจมตีเป็นการบุกทางทหารที่น่าประหลาดใจที่ดึงอเมริกาไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง มันจะเป็นการโจมตีทางอากาศต่อกองเรือแปซิฟิคยูเอส ณ ฐานทัพของมันภายในฮาวาย การโจมตีคทำให้บุคคลเสียชีวิต 2403 คน และบาดเจ็บ 1178 คน การโจมตีได้ทำลายเครื่องบิน 188 ลำและจมเรือรบของกองทัพเรือยูเอส 2 ลำ ยูเอสเอส อริโซนา และยูเอสเอสยูทาห์ เราจะจดจำเพิรล ฮาร์เบอร์ เพราะว่่ามันได้กลายเป็นช่วงเวลาพลิกผัน ภายในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอเมริกาและโลก อเมริกาตอบสนองเพิร์ล ฮาร์เบอร์อย่างไรจะกำหนดผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง แต่มากกว่านี้ มันได้กำหนดโชคชะตาของความฝันที่อิสรภาพและเสรีภาพสามารถยั่งยีนภายในโลกนี้”I’ll Seeing You” ได้กลายเป็นหนึ่งของเพลงสงครามหลายเพลงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองที่ได้ให้แก่ประชาชนภายในประเทศการปลอบโยนและความหวังต่อการกลับมาของบุคคลที่รัก มันจะเป็นเพลงที่ได้กลายเป็นเพลงสดุดีแห่งความรู้สึกแก่ทหารระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มันจะเป็นเพลงเกี่ยวกับการหายไปของคนที่รักเพลงนี้ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเนื้อร้องของเพลงได้ถ่ายทอดความเจ็บปวดของการสูญเสียบุคคลที่รักและได้มีชีวิตอยู่ภายในความทรงจำของบุคคลอยู่เสมอ เพลงช่วยเหลือส่งเสริมขวัญโดยการให้ความหวังเพื่อการกลับมาของบุคคลที่รัก เพลงนี้ได้ถูกแต่งโดยเออร์วิง คาฮาล และแซมมี่ เฟนเมื่อ ค.ศ 1938 และนำแสดงภายในภาพยนตร์ 1944 I’ll Seeing You ตามชื่อเพลงบุคคลมักจะถามว่าเพลงที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดระหวาางสงครามโลกครั้งที่สองคือเพลงอะไร โดยไม่มีข้อสงสัยใดเลยเพลงนี้คือ Lilli Mariene Lili Marline เป็นเพลงสงครามที่ถูกร้องอย่างมีชื่อเสียง โดยทั้งทหารฝ่ายพันธมิตร และฝ่ายอักษะ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งที่พวกเขาเป็นฝ่ายตรงกันข้าม เนื่องจากเพลงได้ยึดเอา เนื้อร้องโดยทั่วไปของเพลงของความปราถนา การแยกจากกัน ความเปล่าเปลี่ยว และความรักที่ห่างไกล ท่ามกลางความเป็นจริงที่รุนเเรงของสงคราม มันเป็นเหตุผลโดยทั่วไปกับประสบการณ์ของทหารบนสนามรบ เพลงนี้กำเนิดเป็นบทกวีเขียนโดยทหารเยอรมัน ฮันส์ ไลป์ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บนความทรงจำของเขาต่อผู้หญิงคนหนึ่งชื่อลิลี่ Lili Marleneได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเพลงได้ถูกออกอากาศบ่อยครั้ง ทางสถานีวิทยุภายในยุโรป ที่ไปสู่ทั้งกองทหารเยอรมันและพันธมิตร

IMG 6556

Lili Marlene เพลงที่ยึดครองโลก ทั่วทุกสนามเพลาะของสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารจากทั่วโลกหลงใหลโดยเพลงเดียวกัน ขอให้มองกลับไปที่การออกอากาศครั้งแรกของเพลง Lili Marlene ภายในค.ศ 1941 โดยเรดิโอเบลเกร์ด เพลงที่ปกครองคลื่นวิทยุระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สถานีวิทยุของกองทหารเยอรมันภายในเบลเกรด ยูโกสลาเวียได้ถูกเปิดครั้งแรกเพลง Lili Marlene เมื่อ 18 สิงหาคม ค.ศ 1941เพลงได้กลายเป็นเพลงหยุดออกอากาศของสถานี เปิดทุกคืนก่อนสี่ทุ่ม ทหารกองทัพที่เเปดของอังกฤษได้ยินเพลงเเละปรับเพื่อการใช้ของพวกเขาเอง แม้แต่ก่อนการสู้รบจุดสำคัญของอัล อลาเมน ภายในอัฟริกาเหนือลาลี แอนเดอร์สัน และเรดิโอ เบลเกรดได้กลายเป็นมีชื่อเสียงแทบจะข้ามคืน ทหารได้ทิ้งระเบิดทันทีสถานีวิทยุด้วยจดหมายขอเพลงและเปิดเพลงLili Marlene อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความนิยมแพร่หลายอย่างเหลือเชื่อ การร้องขอเข้ามาสู่สถานี เบลเกรดอย่างต่อเนื่อง จากที่ไหนก็ตามกองทหารเยอรมันตั้งอยู่ Lili Marlene เป็นเพลงหนึ่งที่ได้กลายเป็นตำนานยอดนิยมยิ่งใหญ่ที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง Lili Marlene เป็นมากกว่าเพลงของทหารเยอรมันเกี่ยวกับการแยกจากกันและการกลับบ้านที่ไม่แน่นอน Lili Marlene ได้กลายเป็นเพลงนิยมแพร่หลายมากที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สองบนทั้งสองฝ่ายของแนวหน้าการสู้รบเพลงที่ไพเราะและนิยมแพร่หลายมากที่สุด ของสงครามโลกครั้งที่สองคือ Lili Marlene บทกวีได้ถูกเขียนเมื่อ ค.ศ 1915 เพลงได้ถูกบันทึกเสียงครั้งเเรกโดยนักร้องเยอร์มัน ลาลี แอนเดอร์สัน เมื่อ ค.ศ 1939 และใช้ชื่อว่า Das Madchen unter der Laterne – The Girl under the Lantern – และอีกฉบับหนึ่งนิยมแพร่หลายสูงมากถูกบันทึกเสียงโดยมาร์เลเน ดีทริช ชาวเยอรันที่ได้อพยพมีชีวิตอยู่ภายในอเมริกาข้างใต้โคมไฟ อ้างถึงเพลง Lilli Marlene ตรงที่เนื้อร้องได้พรรณาทหารรำลึกถึงเกี่ยวกับการพบเพื่อนหญิงของเขา ข้างใต้โคมไฟถนน ข้างนอกค่ายหาร โดยพื้นฐานแล้ว เป็นสัญลักษณ์ช่วงเวลาโรแมนติคของการเชื่อมโยงระหว่างของการแยกจากกันและความยากลำบากเกี่ยวพันโดยเฉพาะกับสงครามโลกครั้งที่สอง ถ้อยคำ มาจากชื่อเยอรมันต้นกำเนิดของเพลง Das Madchen unter der Laterne แปลว่าผู้หญิงข้างใต้โคมไฟ โคมไฟจะแสดงสถานที่ของความใกล้ชิดร่วม และความทรงจำ ที่มองเห็ของชีวิตรักกลับบ้านของทหาร เพลงเกี่ยวกับความทรงจำของทหารแต่ก่อน เมื่อเขาได้ยืนอยู่กับเพื่อนสาวของเขา ลิลลี มาร์ลีน ณ โคมไฟข้างหน้าค่ายทหาร และได้ขอให้เธอพบกันที่นี่อีกครั้งหนึ่ง และสถานีวิทยุกองทหารเยอรมัน ทำให้เพลงของ ลาลี เเอนเดอร์สัน กลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย มันจะเป็นเครื่องส่งที่มีพลังที่ทำให้ทั้งหารแนวหน้านาซี และพันธมิตรภายในเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป และตะวันออกได้ฟังกันเพลงกลายเป็นที่ถูกใจอย่างมากท่ามกลางทหารเยอรมันและพันธมิตร โดยเฉพาะได้เชื่อมโยงกับนายพลเออร์วิง รอมเมล จิ้งจอกทะเลทรายตกหลุมรักกับมัน เขาได้สั่งให้เปิดเพลงนี้ประจำบนการออกอากาศทางวิทยุเพื่อกองทหารอัฟริกาของเขา ทหารทำงานอยู่ที่สถานีวิทยุเยอรมันภายในเบลเกรด ได้ค้นพบการบันทึกเสียงของ Lilli Marlene. ของลาลี เเอนเดอร์สัน และเปิดมันเพื่อทหารของรอมเมล เพลงได้กลายเป็นที่ชื่นชอบทันทีกับทหารของรอมเมล เรดิโอ เบลเกรด ได้เปิดเพลงนี้ เกือบทุกคืนตอนสามทุ่มกว่า นานสามปี การแสดงออกผลกระทบทางอารมณ์ที่มีพลังต่อประสบการณ์ของทหารของความเปล่าเปลี่ยวและความยาวนานของสงครามสถานีวิทยุเบลเกรด รับจดหมายของทหาร 12,000 ฉบับวันหนึ่งระหว่างช่วงเวลาสูงสุด ทหารส่วนใหญ่ชื่นชอบเพลง Lili Marlene ในไม่ช้าเพลงได้แพร่กระจายไปทั่วสถานีวิทยุเยอรมันทุกแห่งแม้ว่านาซี เยอรมันได้ห้ามเพลงชั่วคราว เนื่องจากเนื้อร้องที่ทำลายขวัญของทหาร Lili Marlene ได้กลายเป็นเพลงของโชคชะตาของสงครามโลกครั้งที่สองไปเเล้ว Lili Marlene เป็นเพลงที่ร้องกันท่ามกลางทหารพันธมิตรด้วย เมื่อต้น ค.ศ 1941 เพลงได้ถูกร้องตามอยู่บ่อยครั้ง โดยกองทหารอังกฤษภายในอัฟริกาเหนือ ทหารอังกฤษมักจะตะโกน ขอให้ร้องดังขึ้นเพื่อน เหนือสนามเพลาะเยอรมัน ทันทีที่พวกเขาได้ยินเพลงจากวิทยุที่นี่ ที่นำไปสู่การผ่อนคลายภายในการสู้รบระหว่างช่วงเวลานี้วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เสนอเเนะนักร้องอังกฤษ แอน เชลตัน ให้บันทึกเสียงฉบับภาษาอังกฤษของเพลงเยอรมัน Lili Marlene ด้วย

IMG 6554

Lilli Marlene เป็นเพลงเกี่ยวกับความทุกข์ยากของคู่รัก แยกจากกันโดยสงคราม ถ่ายทอดความคิดว่าทหารอาจจะมีเวลาที่สั้นเท่านั้นกับคนรัก ให้ความหว้งแก่ทหารว่าความทรงจำของเวลาที่สั้นอยู่ด้วยกันจะคงอยู่ตลอดไป และให้ความเข้มแข็งแก่ทหารและคนที่รักของพวกเขาอยู่ต่อไป เพลงเกี่ยวกับความทรงจำของทหารแต่ก่อน เมื่อเขายืนอยู่กับเพื่อนสาวของเขา ลิลลี มาร์ลีน ณ โคมไฟข้างหน้าค่ายมทหาร และได้ขอให้เธอมาพบกันที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เพลงได้พรรณาความปราถนาของทหารเพื่อความรักของเขา ลิลลี มาร์ลีน ในขณะที่ประจำการ ณ ค่ายทหาร มักจะจินตนาการพบเธอข้างใต้โคมไฟข้างนอกภายใน ค.ศ 1915 เมื่อทหารอายุ 22 ปี กำลังต่อสู้ภายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฮันส์ ไลป์ ได้เขียนบทกวีของเขา แสดงออกความปวดร้าวของการแยกจากกันจากหวานใจของเขา ลูกสาวของผู้ขายของชำ ชื่อว่า ลีลลี่ บนการทำหน้าที่ยามตอนกลางคืน เขาได้รับการโบกมืออย่างเป็นมิตรจากพยาบาลที่เลิกงาน ชื่อของเธอคือ มาร์ลีน เมื่อ ค.ศ 1937 เขารู้สึกว่าความมืดของอีกสงครามหนึ่งกำลังปรากฏ ฮันส์ ไลป์ เปิดตัวการรวบรวมบทกวีของเขา มันเป็นความหวังของเขาว่าบุคคลที่ไม่ได้ชีวิตอยู่ผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาจจะถูกเตือนต่อความเจ็บปวด และความน่ากลัวของสงครามต่อสู้ภายในนามของความภูมิใจของชาติ Lilli Marlene ได้เริ่มต้นชีวิตเป็นบทกวีเขียนโดยเมื่อ ค.ศ 1915 โดยฮีนส์ ไลป์ บทกวีได้กลายเป็นเพลง Lili Maelene และนอร์เบิรต ชูลทซ์ ได้แต่งดนตรีเพื่อเพลงเมื่อ ค.ศ 1938 ฮันส์ ไลป์ ได้รวมชื่อเล่นของเพื่อนหญิงของเขา ลิลลี่กับเพื่อนหญิงอีกคนหนึ่ง มาร์ลีน เป็นพยาบาล เพลงได้ถูกบันทึกเสียงครั้งแรก โดย ลาลี แอนเดอร์สัน นักร้องเยอรมัน ที่ได้กลายเป็นมีชื่อเสียงโดยเฉพาะภายในฉบับโดยนักร้องเยอรมัน-อเมริกัน มาร์เลเน ดีทริชเพลงได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งฝ่ายกองทหารพันธมิตรและกองทหารเยอรมัน เมื่อเพลงได้ถูกออกอากาศโดยสถานีวิทยุเยอรมัน ไปสู่กองทหารพันธมิตรภายในอัฟริกา ท้ายที่สุด มาร์เลเน ดีทริชต่อมาได้มาร้องเพลง Lilli Marlene เธอเกิดที่เยอรมัน เป็นนักร้องและนักแสดง ในไม่ช้ามาร์เลเน ดีทริช ได้กลายเป็นนักเเสดงที่มีชื่อเสียงภายในอเมริกา ในที่สุดเธอได้กลายเป็นพลเมืองของอเมริกา และสนับสนุนความพยายามสงครามที่จะต่อสู้นาซีภายในเยอรมันเเม้ว่าเธอไม่ได้เขียนเพลง Lili Marlene มันเป็นเพลงหนึ่งที่เธอร้องตลอดอาชีพของเธอ รู้จักกันต่อความดึงดูดทางเพศของเธอLili Marlene เป็นเพลงสงคราม ถูกร้องอย่างมีชื่อเสียงโดยทั้งทหารฝ่ายพันธมิตร และฝ่ายอักษะ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งที่พวกเขาเป็นฝ่ายตรงกันข้าม เนื่องจากเพลงได้ยึด เนื้อร้องของเพลงของความปราถนา การแยกจากกัน ความเปล่าเปลี่ยว และความรักที่ห่างไกล ท่ามกลางความเป็นจริงที่รุนเเรงของสงคราม เพลงเป็นเหตุผลโดยทั่วไปกับประสบการณ์ของทหารบนสนามรบ

IMG 6557

เนื้อร้องของ Lilli Marleen ถ่ายทอดความปวดร้าวการแยกจากคนที่รักและความหวังว่าความทรงจำของความรักนั้นจะยึดมั่นตลอดกาล ถ้อยคำของเพลงคือแม้ว่าความรักอาจจะสั้น ความทรงจำมันจะสุดท้าย
ลิลลี มาลีน
ภายใต้โคมไฟ
ข้างประตูรั้วค่ายทหาร
ที่รัก ฉันจำได้
ท่าทางที่คุณเคยรอฉัน
ที่นั่นที่คุณได้กระซิบอย่างอ่อนโยน
ว่าคุณรักฉัน
คุณเป็นอยู่เสมอ
ลิลลี่แห่งแสงโคมไฟ
ลิลลี มาร์ลีน ของฉันเอง
เวลาต้องไปเรียกชื่อ
เวลาที่เราแยกจากกัน
ที่รักฉันจะโอ้โลมคุณ
และบีบไปสู่หัวใจของผม
และภายใต้แสงโคมไฟที่ห่างไกลของที่แห่งนั้น
ฉันกอดคุณไว้แน่น
เราจูบราตรีสวัสดิ์
ลิลลี่แห่งแสงโคมไฟของฉัน
ลิลลี มาร์ลีนของฉันอง
คำสั่งมาเพื่อการเเล่นเรือ
ที่ไหนสักแห่งตรงนั้น
ทุกคนถูกจำกัดอยู่ที่ค่ายทหาร
นั่นมากกว่าที่ฉันสามารถทนรับได้
ฉันรู้ว่าเธอกำลงรอยู่บนถนน
ฉันได้ยินฝีเท้าของคุณ
แต่ไม่สามารถไปพบได้
ลิลลีแห่งแสงโคมไฟของฉัน
ลิลลี มาร์ลีนของฉันเอง
พักผ่อนภายในค่ายพักชั่วคราว
เพียงแค่ข้างหลังแนว
แม้ว่าเราเเยกจากกัน
รีมฝีปากของคุณอยู่ใกล้กับฉัน
คุณรอตรงที่โคมไฟนั้นสว่างอย่างนุ่มนวล
ดูเหมือนใบหน้าที่หวานของคุณ
สิงอยู่ภายในความฝันของฉัน
ลิลลีแห่งแสงโคมไฟของฉัน
ลิลลี มาร์ลีนของฉันเอ
ลิลลีแห่งแสงโคมไฟของฉัน
ลิลลี มารีนของฉันเอง

Lilli Marlene
Underneath the lantern,
By the barrack gate
Darling I remember
The way you used to wait
T’was there that you whispered tenderly,
That you loved me,
You’d always be,
My Lilli of the Lamplight,
My own Lilli Marlene
Time would come for roll call,
Time for us to part,
Darling I’d caress you
And press you to my heart,
And there ‘neath that far-off lantern light,
I’d hold you tight ,
We’d kiss good night,
My Lilli of the Lamplight,
My own Lilli Marlene
Orders came for sailing,
Somewhere over there
All confined to barracks
was more than I could bear
I knew you were waiting in the street
I heard your feet,
But could not meet,
My Lilly of the Lamplight,
my own Lilly Marlene

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *