มาร์เลเน ดิทริช : บลอนด์ บอมบ์เชลล์ ทำลายนาซีด้วยเสียงของเธอ

มาร์เลเน ดิทริช : บลอนด์ บอมบ์เชลล์ ทำลายนาซีด้วยเสียงของเธอ
ถ้อยคำ “บลอนด์ บอมบ์เชลล์” ใช้อ้างถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ปราดเปรียว สวยงาม และน่าสนใจ และมักจะถูกเชื่อมโยงกับความดึงดูดทางเพศด้วย มาร์เลเน ดิทริช นักร้องเเละนักเเสดงชาวอเมรกันกำเนิดภายในเยอรมันรู้จักกันเป็น “บลอนด์ บอมบ์เชลล์ เธอเป็นผู้สนับสนุนที่เขัมแข็งเพี่อการทำสงครามอเมริกัน เเละใช้เวลา พลัง และเพลงของเธอ ช่วยเหลือกองทหาร มาร์เลเน ดิทริช ได้ถูกรู้จักกันต่อความกล้าหาญของเธอภายในการพูดต่อต้านอดอลฟ์ ฮิตเลอร์ ด้วย มาร์เลเน ดิทริช มีปัญหาอย่างหนึ่ง และชื่อของเขาคือ อดอลฟ์ ฮิตเลอร์ “ฮิตเลอร์เป็นคนงี่เง่า” เธอได้กล่าวถึงภายในการสัมภาษณ์ มาร์เลเน ดิทริช ได้ร้องเพลง Lili Marlene ตลอดอาชีพของเธอ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และเพลงนี้ได้กลายเป็นยอดนิยมกับทั้งกองทหารพันธมิตรและอักษะเพลงได้ช่วยเหลือส่งเสริมขวัญของกองทหารพันธมิตร เเละทำให้ขวัญของกองทหารเยอรมันต่ำลง เพลงนี้ได้ถูกร้องครั้งเเรกโดยนักร้องเยอรมัน ลาลี แอนเดอร์สัน เพลงเกี่ยวกับความปราถนาของทหารคนหนึ่งต่อเพื่อนหญิงของเขา ลิลี่ มาร์ลีน และความเจ็บปวดของสงครามต่อนาซีที่จงรักภักดีแล้ว เพลงนี้ดูเหมือนเป็นต่อต้านสงคราม แม้แต่ใกล้ทรยศ และลาลี แอนเดอร์สัน ได้ถูกเชื่อว่าเห็นอกเห็นใจชาวยิวรัฐมนตรีโฆษณาชวนเชื่อ โจเซฟ เกิบเบิ้ลส์ ตรวจพบเพลง Lili Marlene พวกเขาเชื่อว่าเนื้อเพลงที่มองในเเง่ร้ายและพ่ายแพ้ไม่ดีต่อขวัญของกองทหารเยอรมัน โจเซฟ เกิบเบิลส์ ได้เกลียดชังภายในต่อลานี แอนเดอร์สันด้วย แม้ว่าเธอไม่ได้ยุ่งเกี่ยว ภายในการต่อต้านขบวนการขัดเเย้งนาซีใดก็ตาม เเต่เธอไม่ยอมรับการต่อต้านชาวยิวของนาซี การสนับสนุนของเธอ ต่อชาวยิวของเยอรมันได้ถูกรับรู้โดยผู้มีอำนาจนาซีพวกเขาได้ดักฟังการสนทนาอย่างเป็นมิตรของเธอกับผู้อพยพชาวยิวเยอรมันมีชีวิตอยู่ภายในสวิทเซอร์แลนดนอกจากนี้เอกสารนาซีของสลัมเกตโต วอร์ซอของยิวได้บันทึกว่า ลานี เเอนเดอร์สัน ได้ถูกเชิญ ไปเเสดงคอนเสิรตแก่ยามสลัมเกตโตของนาซี เเต่ลานี แอนเดอร์สันได้ปฏิเสธการเชิญ การดูเเคลนมากเกินไปต่อโจเซฟเกิบเบิลส์ เขาได้จับลานี เเอนเดอร์สันเมื่อค.ศ 1942 และกล่าวหาเธอด้วยการทำลายขวัญของกองทหารความนิยมเเพร่หลายของนักร้องน่าจะช่วยรักษาเธอจากการส่งไปที่ค่ายนักโทษ แต่เธอได้ถูกห้ามจากการร้องเพลง ตลอดปีต่อมาทหารเยอรมันได้ร้องขอผู้นำของพวกเขาที่จะชมการแสดงของลานี เเอนเดอร์สันโดยเฉพาะได้ฟังเพลงลิลลี่ มาร์ลีน เมื่อสถานการณ์ ภายในแนวหน้่าทางตะวันออกเลวลง กองทัพเยอรมันทุกข์ยาก จากความพ่ายแพ้ทางทหารหลายครั้ง โจเซฟ เกิบเบิ้ลส์ ได้ถูกกดดันที่จะยกเลิกการห้าม เขายอมให้ลาลี เเอนเดอร์สันร้องเพลงอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ค.ศ 1943 แต่อยู่บนเงื่อนไขอย่างเดียว เธอต้องไม่ร้องเพลง Lili Marlene ณ คอนเสิรตครั้งแรกของเธอภายหลังการห้ามถูกยกเลิก ผู้ชมกระทืบเท้าของพวกเขา และต้องการให้เธอร้องเพลงลิลี่ มาร์ลีน เมื่อผู้ชมได้รับรู้ว่าเธอไม่ยอมร้องเพลงนี้ พวกเขาได้ร้องเพลงนี้ด้วยตัวพวกเขาเองเมื่อข้ามมหาสมุทรแอตเเลนคิคไป นักร้องชาวเยอรมันอพยพ มาร์เลเน ดีทริช กำลังร้องเพลง Lilli Marlene ฉบับของเธอ แต่ไม่เหมือนกับลาลี เเอนเดอร์สัน มาร์เลเน ดีทริชได้ต่อต้านนาซีอย่างเปิดเผย Lilli Marlene ได้ถูกใช้โดยโอเอสเอสทำลายขวัญของทหารเยอรมันเพลงได้ถูกบันทึกเสียงโดยมาร์เลเน ดีทริช เพื่อสำนักงานบริการยุทธศาสตร์ – โอเอสเอสหน่วยสืบราชการลับของอเมริกาที่ดำเนินงานระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง โอเอสเอส เป็นหน่วยสืบราชการลับอิสระภายในอเมริกา มันได้ถูกยกเลิกไปภายหลังสงคราม และทดแทนด้วยสำนักงานข่าวกรองกลาง
– ซีไอเอ- โครงการมูสาค อ้างถึงการรณรงค์การโฆษณาชวนเชื่อ โดยโอเอสเอสตรงที่พวกเขาได้ใช้เพลงรวมทั้งเพลง Lili Marlene ทำลายขวัญของทหารเยอรมัน โอเอสเอสมุ่งหมายเพื่อที่จะใช้น้ำเสียงที่คุ้นเคยของ Lili Marlene หว่านความไม่แน่ใจและความสับสนท่ามกลางกองทหารเยอรมันด้วยการออกอากาศเพลงผ่านทางสถานีวิทยุภาษาเยอรมัน การใช้เพลงเป็นอาวุธทางจิตวิทยาทำลายกองทหารศัตรู โอเอสเอส รับรู้พลังของ Lili Marleneและได้ตัดสินใจใช้มันต่อสู้เยอรมัน มาร์เลเน ดีทริช เกิดภายในเบอร์ลิน เยอรมัน เธอเป็นนักร้องและนักแสดงที่มื่อเสียง เธอได้ถูกรู้จักกันต่อความพยายามด้านมนุษยธรรมของเธอและการต่อต้านอย่างเปิดเผยต่อนาซีของเธอ การช่วยเหลือผู้อพยพชาวยิวที่จะหลบหนีจากเยอรมัน และไม่ยอมทำงานเพื่อนาซี เยอรมัน ทั้งที่เธอได้ถูกเสนอสัญญารายได้ที่สูง เธอได้กลายเป็นพลเมืองอเมริกัน และทำงานกับโอเอสเอส บันทึกเพลงอลาบั้มต่อต้านนาซี อลาบั้มเหล่านี้มุ่งหมายที่จะทำให้ขวัญของนาซีอ่อนแอลง และภายหลังการย้ายมาสู่อเมริกา มาร์เลเน ดีทริช อ้างว่าเธอได้ถูกเข้าหาโดยผู้แทนพรรคนาซีให้กลับไปเยอรมัน เเต่เธอได้ปฏิเสธไปด้วยการเริ่มต้นของการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองของอเมริกา มาร์เลเนดีทริช ได้กลายผู้มีชื่อเสียงคนแรกที่สนับสนุนพันธบัตรสงคราม เธอได้ให้ความบันเทิงกองทหารบนแนวหน้าด้วยการร้องเพลงภายในการตอบสนองต่อการถามว่าทำไมเธอเลือกที่จะทำสิ่งนี้ มาร์เลเน ดืทริช ตอบว่า มันเป็นสิ่งเหมาะสมที่จะทำ ระหว่างหลายปีของสงครามโลกครั้งที่สอง เธอจะเป็นผู้ให้ความบันเทิงที่มีชื่อเสียงของกองทหารพันธมิตร การให้ความบันเทิงแก่กองทหารภายในสภาวะที่อันตรายมาร์เลเน ดีทริช ได้บันทึกเพลง Lili Marlene ภายในทั้งภาษาเยอรมันและอังกฤษ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอ เธอจะเป็นนักเเสดงและนักร้องชาวชาวเยอรมันที่ต่อต้านนาซี เธอทำงานภายในฮอลลีวูดเมื่อ ค.ศ 1930 และได้กลายเป็นพลเมืองอเมริกัน เมื่อค.ศ 1939 มาร์เลเน ดิทริช ได้สนับสนุนความพยายามสงครามของอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่สองภายในวิถีทางหลายอย่าง การรับใช้ภายในยูเอสโอด้วยการให้ความบันเทิงกองทหารภายในอัฟริกา อิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมัน การให้ความบันเทิงบนแนวหน้าด้วยการร้องเพลง การเต้นรำ และการเล่นตลก การไปเยี่ยมทหารที่โรงพยาบาล การบริการอาหารแก่ทหาร เธอจะเป็นผู้ต่อต้านที่เข้มแข็งของลิทธินาซี เธอเป็นผู้มีชื่อเสียงคนแรกสนับสนุนพันธบัตรสงคราม เธอได้สร้างเงินทุนเที่จะช่วยเหลือชาวยิว และศัตรูของนาซีหลบหนีจากเยอรมัน โจเซฟ เกิบเบิลส์ ถูกต้องที่จะกลัวพลังของ Lilli Marlene เพลงได้หลอกหลอนนาซีอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนานบุคคลมักจะถามว่าเพลงที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองคือเพลงอะไรโดยไม่มีข้อสงสัยใดเลยเพลงนี้คือ Lilli Mariene เพลงรักเยอรมันคลาสสิคระหว่างประเทศเพลงได้มุ่งที่ความทุกข์ยากของคู่รักแยกจากกันโดยสงคราม เมื่อ ค.ศ 1915 ฮันส์ ไลป์ ทหารอายุ 22 ปี ได้ต่อสู้ภายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาจะเป็นครูโรงเรียนจากแฮมเบิรกได้ถูกเรียกตัวไปสู่กองทัพเยอรมัน และเขาได้ถูกฝึกอบรมภายในเบอร์ลินก่อนออกไปสู่แนวหน้าตะวันออก เพลงมุ่งหมายที่จะเตือนบุคคล ที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่งต่อความน่ากลัวของสงครามเมื่อ ค.ศ 1939 รัฐมนตรีการโฆษณาชวนเชื่อนาซี โจเซฟ โกเบิล ไม่ชอบเพลง Lili Marlene และได้ห้ามเพลงออกอากาศวิทยุเมื่อ ค.ศ 1942 ภายหลังการรู้ว่าลาลี แอน เดอร์สันได้ติดต่อกับชาวยิวสวิส และเขาได้ห้ามเธอ ร้องเพลงนี้ทางสาธารณะด้วย แผ่นเสียง ลี มาร์ลีน ของลาลี เเอนเดอร์สันเป็นแผ่นเเรกของเยอรมัน ที่ขายได้มากกว่าหนึ่งล้านแผ่น แต่กระนั้นความนิยมแพร่หลายของเพลง และเเรงกดดันจากทหารได้บังคับให้นาซียกเลิกการห้ามในที่สุด ภายหลังได้รับจดหมายจำนวนมากจากทหารอักษะที่ต้อง
การฟังเพลงนี้เพลงได้กลายเป็นที่นิยแพร่หลายสูงมากท่ามกลางทหารเยอรมันระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังมันได้ถูกออกอากาศทางเรดิโอ เบลเกรดเมื่อ ค.ศ 1941 เพลงได้ถูกห้ามร้อง น่าจะเป็นเพราะว่า เพลงได้เเสดงออกความพอใจเพื่ออยู่บ้านไม่ใช่เพื่อไปทำสงคราม และนาซีกลัวว่าเพลงจะให้ขวัญของพวกเขาตกต่ำลง แต่กระนั้นเพลงนี้ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายต่อกองทหารพันธมิตรภายในยุโรป พวกเขาได้ใช้เพลงนี้ทำลายขวัญกองทหารเยอรมันด้วย เพลง Lili Marlene ถูกนำไปร้องโดยนักร้องหลายคน เช่น เวอรา ลินน์ บิงก์ ครอสบี้ อีดิธ เพียฟ เพอรรี โคโม และแคร์ลี่ ไซมอน ภาพศูนย์กลางของบทกวีของฮันส์ ไปล์ ที่กลายเป็นเพลงLili. Marlene นั้นคือ โคมไฟที่เผาใหม้สว่างแห่งรั้วประตูค่ายทหาร มันแสดงสถานที่ตรงที่คนรักจะรอคอย พบกัน โอบกอด และจูบกัน มันได้แสดงออกซึ่งความรัก ความใกล้ชิด ความมั่นคง ความสุข บ้านเกิด ความสงบ อดีตที่ชื่นชม และอนาคตที่หวังไว้ บทกวีได้มุ่งเน้นสิ่งนี้ โดยการกลับมาอย่างสม่ำเสมอต่อถ้อยคำ ยืนข้างโคมไฟมาร์เลเน ดิทริช เป็นนักแสดงและนักร้องที่ได้บันทึกเสียงเพลงหลายเพลงตลอดอาชีพ 60 ปีของเธอ เพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดบางเพลงของเธอจะมีทั้ง Lili Marlene, Falling in Love Again, La Vei en Rose และ Give Me the Man เธอทำงานอย่างไม่รู้จักเหนื่อยระหว่างสงครามด้วยการให้ความบันเทิงแก่ทหาร เพลง Lili Marlene ของเธอได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายท่ามกลางทหารระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเพลงเกี่ยวกับทหารคนหนึ่งที่จดจำเพื่อนหญิงของเขา ลิลี มาร์ลีน และขอให้เธอพบเขาอีกครั้งหนึ่งเธอได้บันทึกเสียงเพลงนี้ทั้งฉบับภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ โจเซฟ เกิบเบิลส์ รัฐมนตรีการโฆษณาชวนเชื่อนาซี ได้สั่งห้ามเพลง Lili Marlene ภายในเยอรมัน เพราะว่าเขาคิดว่าเพลงต่อต้านสงคราม และไม่ดีต่อขวัญของทหาร เขาได้ห้ามเพลงจากการร้อง ภายในร้านอาหาร บนเวที และบนวิทยุ เขาทำลายการบันทึกเสียงมาสเตอร์ต้นกำเนิดของลาลีแอนเดอร์สัน เขาได้เรียกเพลงนี้ว่า ซากศพเขามองว่าเพลง ไม่เป็นทหารเพียงพอ เขาต้องการให้เพลงเปลี่ยนแปลงไปสู่การเดินทัพที่กระตุ้น ต่อนาซีที่จงรักภักดีแล้ว เพลงดูเหมือนเป็นต่อต้านสงคราม และนักร้องลาลี แอนเดอร์สัน ถูกเชื่อว่าเห็นอกเห็นใจชาวยิว เพลงได้ถูกห้ามจากคลื่นวิทยุ และทั้งลาลี แอนเดอรสัน และนอร์เบิรต ชูลทซ์ ถูกกล่าวหาจากการทำลายขวัญของทหารเยอรมันเธอได้ถูกคุม
ขังภายในบ้าน และเขาได้สั่งให้แต่งเพลงยกย่องอุดมการณ์ของนาซีเมื่อ ค.ศ 1941 เยอรมัน ได้ออกอากาศแก่กองทหารของพวกเขาภายในอัฟริกาเหนือจากสถานีวิทยุภายในเบลเกรดเมื่อสถานีได้สูญเสียแผ่นเสียงจำนวนมากจากการทิ้งระเบิด สถานีได้ขาดเพลงที่จะเปิด วันหนึ่งผู้อำนวยการทหารของสถานี พบกล่องฝุ่นจับมีแผ่นเสียงอยู่ไม่กี่แผ่น และตรงด้านล่างเป็น Lilli Marlene แต่่เพลงนี้ได้ถูกห้ามอย่างเป็นทางการ แต่เขารู้ว่าเพื่อนของเขาภายในกองทหารอัฟริกาชอบเพลงนี้ ดังนั้น Lilli Marleneได้ถูกออกอากาศมันเป็นจุดพลิกผัน กองทหารเยอรมัน ได้ขอเพลงนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า นายพลเออร์วิง รอมเมล ไม่เห็นด้วยกับโจเซฟ เกิบเบิ้ลส์ ห้ามเพลงนี้ และขอให้เรดิโอ เบลเกรด เล่นเพลงนี้ทุกคืน โจเซฟ เกิบเบิีลส์ ได้ถูกกดดันให้ถอนกลับกองทหารพันธมิตรภายในอัฟริกาสามารถได้ยินการออกอากาศของเยอรมันด้วย และเพลง Lili Marlene ที่คร่ำครวญในไม่ช้าได้ข้ามพรมแดนศัตรู และกลายเป็นที่ชื่นชอบกับกองทัพอังกฤษด้วยฮันส์ ไลป์ เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 1983 และนอร์เบิรต ชูลทซ์ เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 2002 พวกเขาได้มองเห็นเพลงของพวกเขารอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่สอง เพลงถูกแปลไปสู่ 48 ภาษา เมื่อนักร้องต้นกำเนิดลาลี แอนเดอร์สัน ได้ถูกถามเมื่อ ค.ศ 1972 เธอสามารถอธิบายความนิยมแพร่หลายของ Lili Marlene ได้หรือไม่ เธอได้ตอบว่าลมสามารถอธิบายทำไมมันกลายเป็นพายุหรือไม่ภายในค.ศ 1939 เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้เริ่มต้นภายในยุโรป มาร์เลเน ดิทริช กลายเป็นพลเมืองอเมริกันและได้ละทิ้งพลเมืองเยอรมันของเธอ ภายหลังที่เพิรล ฮาร์เบอร์ ถูกโจมตีเมื่อ ค.ศ 1941 อเมริกาได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และตามมาเยอรมันได้ประกาศสงครามกับอเมริกา ชาวอเมริกันได้ถูกกระตุ้นที่จะช่วยเหลือกับความพยายามสงครามภายในวิถีทางจำนวนหนึ่งที่มีทั้ง การอาสาสมัครเป็นทหาร และการขายพันธบัตรสงคราม

มาร์เลเน ดิทริช ได้เดินทางไปอัลจีเรีย ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมัน ร้องเพลงให้แก่กองทหาร บ่อยครั้งการเดินทางเหล่านี้อยู่ภายใต้สภาวะที่ลำบากและ
อันตราย ภายในบางกรณี เธอได้แสดงโดยไม่มีพลังงาน นอนภายในเต้นท์ และทำงานกับแนวหน้า
ภายในอเมริกาทั่วประเทศ ร้านอาหารได้ถูกสร้างเพื่อทหารที่จะไปเยี่ยมในขณะที่หมดหน้าที่ ร้านอาหารเหล่านี้บริการอาหารร้อนแก่ทหาร และสถานที่ผ่อนคลายและสังคม ร้านแห่งหนึ่งได้ถูกสร้างภายในฮอลลีวูด และมักจะใช้ผู้มีชื่อเสียงสนใจภายในการช่วยเหลือทหารอยู่เสมอลาร์เลเน ดิทริช อาสาสมัครทำงานภายในร้านอาหารแห่งนี้ บริการกาแฟแก่ทหาร และพูดคุยกับพวกเขาทำไมมาร์เลเน ดิทริช เป็นผู้หญิงรักชาติมากที่สุดคนหนึ่งภายในสงครามโลกครั้งที่สอง เธอเป็นผู้ให้ความบันเทิงที่ส่งเสริมขวัญ เต็มใจที่จะไปเหนือกว่า ตรงไปที่แนวหน้า สนับสนุนทหารของชาติ ผ่านทางยูเอสโอ เเคมป์ โชว์ ทัวร์ เธอทำให้ชีวิตของทหารจำนวนมากสดใสและเธอได้กลายหน้าตาไอคอนของผู้หญิงคนหนึ่งภายในสงครามโลกครั้งที่สองลาร์เลเน ดิทริช กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงภายในเบอร์ลิน ค.ศ 1920 เยอรมันในฐานะดาราภาพยนตร์ เธอได้ทำสัญญากับพาราเม้าท์ พิคเจอร์ เธอได้เปิดตัวอาชีพอเมริกันของเธอ แลเป็นนักเเสดงที่มีรายได้สูงสุด ณ เวลาของเธอ มาร์เลเน ดิทริช พร้อมกับผู้อำนวยการของเธอ ได้ช่วยเหลือสร้างเงินทุนแก่บุคคลที่หลบหนีจากเยอรมัน เธอได้บริจาคเงินเดือนทั้งหมดของเธอจากภาพยนตร์ของเธอแก่ผู้อพยพ มันเป็นยอดเงินรวม 450000 เหรียญ ตัวเลขวันนี้คือ 8 ล้านเหรียญตลอดหลายปีผมได้มองเห็นภาพนี้ทุกที่จากพินเทอเรสท์ ไปจนถึงอินสตาแกรม คำอธิบายภาพไม่เคยบอกคุณคือ ตัวตนของผู้หญิงจูบทหารหรือเรื่องราวเบื้องหลังมันเลย ต่อมาผมได้พบภาพนี้อีกครั้งหนึ่ง เเละผมได้กลายเป็นคลั่งไคล้กับผู้หญิงภายในภาพ เธอคือ มาร์เลเน ดิทริชเธอกำลังจูบทหารกลับมาจากสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ 1945 คุณรู้หรือไม่ภายในเยอรมัน มาร์เลเน ดิทริช ยังคงเป็นที่เคารพของไอคอนของการต่อต้านนาซี เรามีแม้แต่จัตุรัสชื่อเธอภายในเมืองเบอร์ลินมาร์เลเน ดิทริช พลาทซ์ มาร์เลเน ดิทริช ได้ชื่อเสียงนี้เมื่อเธอไม่ยอมเป็นดาราภายในภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ เพื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซี แต่เธอไปใกล้ชิดแนวหน้าภายในสงครามโลกครั้งที่สองของยุโรป และร้องเพลงกับยูเอสโอเพื่อทหารอเมริกัน กลุ่มของทหารที่ขาดระเบียบเบียดเสียดกันที่วิทยุ ด้วยเสียงที่ต่ำลงเสียงที่ราบรื่นดึงดูดของมาร์เลเน ดิทริช เพลงคือ Lili Marlene

เพลงสองเพลงที่สร้างเส้นทางของโลกครั้งที่สองโดยวีรสตรีนักร้องสองคนของโลกคือ เวอรา ลินน์ นักร้องอังกฤษ และมาร์เลเน ดีทริช นักร้องอเมริกัน เวอรา ลินน์ รู้จักกันเป็นหวานใจของทหารหาญของอังกฤษ เธอได้ถูกยกย่องด้วยการยกขวัญของกองทหารอังกฤษและคนที่รักของพวกเขาภายในบ้าน และมาร์เลเน ดีทริช เป็นเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงต่อทั้งกองทหารพันธมิตร เเละกองทหารอักษะ
เพลงสองเพลงที่ได้สร้างเส้นทางของสงครามโลกครั้งที่สอง We’ll Meet Again ของเวอรา ลินน์ ได้ช่วยเหลืออังกฤษอดทนต่อสงคราม ในขณะที่Lili Marlene ได้เตือนใจเยอรมันว่ามันมีราคาเท่าไรต่อพวกเขามาร์เลเน ดีทริช และเวอรา ลินน เป็นทั้งสองนักร้องที่ได้บันทึกเสียงฉบับภาษาอังกฤษของเพลงรักเยอรมัน Lili Marlene พวกเธอได้ร้องเพลงด้วยกัน ณ การกลับมารวมตัวกันของเอล อลาเมน Lili Marlene ของมาร์เลเรเนดีทริช และ We’ll Meet Again ของเวอรา ลินน์ เป็นทั้งสองเพลงที่ได้ช่วยเหลือทหารอดทนสงครามโลกครั้งที่สองเวอรา ลินน์ ได้ถูกยกย่องอย่างกว้างขวางด้วยการยกขวัญของกองทหารอังกฤษ และคนที่รักของพวกเขาภายในบ้าน ด้วยเพลงที่นิยมเเพร่หลายสูงมากของเธอ “มีนกสีฟ้าเหนือหน้าผาสีขาว” สัญญา “ความรัก และการหัวเราะ และความสงบภายหลังจากนั้น” เมื่อสงครามได้สิ้นสุดลงแน่นอน “We’ll Meet Again” ได้สัญญาความแน่นอนของการรวมกันใหม่ระหว่างทหาร และภรรยาหรือเพื่อนหญิงของพวกเขา ครอบครัวและเพื่อน”วันที่อบอุ่นสดใสสักวันหนึ่ง” เมื่อเมฆแห่งสงครามได้ถูกขับไปจนกว่าจะถึงตอนนั้น เธอได้แนะนำผู้ฟัง “ขอให้ยิ้มต่อไป” ถ้อยคำที่เธอได้ให้ความหวังอย่่างไม่คลุมเครือเยอรมันเหมือนกันมีเพลงที่ชื่นชอบของพวกเขา แต่ถ้อยคำของมันแตกต่างกันมาก “Lili Marlene” ได้ถูกเขียนระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแต่ได้ถูกสร้างเป็นเพลงเมื่อ ค.ศ 1938 เพลงไม่ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายจนกระทั่งภายหลังจากการระเบิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่สอง เพลงได้ถูกร้องโดยลาลี แอนเดอร์สัน เพลงได้เล่าถึงทหารคนหนึ่งได้จดจำการนัดพบตอนค่ำกับเพื่อนสาวของเขาข้างใต้โคมไฟข้างนอกค่ายทหาร
We’ll Meet Again นิยมเเพร่หลายจากการเริ่มต้นของสงคราม แต่ทว่า LiliMarlene ไม่ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย จนกระทั่งเพลงได้ถูกออกอากาศทางสถานีวิทยุเบลเกรดของทหารเยอรมันตั้งแต่ ค.ศ 1941
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







