INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไทยมีแผนรองรับ “ไอเอส”กลับบ้านไหม

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ไทยมีแผนรองรับ “ไอเอส”กลับบ้านไหม

โปรดทราบก่อนว่า เรื่องต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งได้ข้อมูลมาจากหนังสือพิมพ์ “บางกอก โพสต์”ฉบับวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ จะน่าเชื่อถือหรือเพียงไร ไม่โปรดพิจารณา เพราะไม่เห็นมีสื่อไทยฉบับไหนเลย ให้ความสนใจในเรื่องนี้ มาแต่แรก ที่จะทำข่าวในเชิงสอบสวนหรือสืบสวน เพื่อมานำเสนอให้สังคมได้รับรู้ถึงภาวะเสี่ยง ด้านความมั่นคงของชาติ

เพราะการทำข่าวประเภทนี้ ต้องลงทุนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายและอาจต้องเสี่ยงชีวิต หากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ในการเจาะหาข้อเท็จจริงภาคสนาม

เรื่องมีอยู่ว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วางแผนประชุมตัวแทน “ปอเนาะ” เอกชน ซึ่งหมายถึงโรงเรียนสอนศาสนาอิสามในสี่จังหวัดภาคใต้กว่า ๖๐๐ แห่ง จากจังหวัดยะลา,ปัตตานี,นราธิวาสและสงขลาในเร็วๆ นี้ หลังจากมีรายงานข่าวระบุว่า นักเรียนชาวเขมร ได้เข้ามาเรียนศาสนาอิสลามตามโรงเรียนต่างๆ ที่ว่านับร้อยๆคน(ไม่รู้ว่ากี่ร้อยแน่) และเป็นการที่เข้ามาเรียน โดยผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ หมายความว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะได้รับฟังความเห็นของตัวแทน”ปอเนาะ”ในด้านต่างๆ ขณะเดียวกัน ก็จะได้ทำความเข้าใจและปรับสภาพ”การรับเข้าเรียน”ให้ถูกต้องตามกฎหมายเข้าเมืองด้วย

ไม่ใช่ทำ “อย่างลวกๆ ” หรือ “อย่างขอไปที”(อันนี้ผมว่าเอง)

หมายความว่านักเรียนต่างชาติทุกคนที่เข้าเรียน จะต้องผ่านกระบวนการหรือช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

ประเภทที่แอบหลบเข้าเมืองมา ตามที่เป็นข่าวเมื่อเร็ว ๆนี้นั้น จะต้องกวดขันมากๆ เพื่อยับยั้งและป้องปราม

อย่าป่อยให้การฉ้อราษฎร์บังหลวง ติดสินบน เข้ามาครอบงำ

ทั้งนี้ ตามข่าวที่ว่า เมื่อเดือนที่แล้ว(มกราคม) ได้มีการจับกุมนักเรียนเขมร ๑๑ คน(ล้วนเป็นชาย)อายุระหว่าง ๑๖-๒๙ ปีจากโรงเรียน”มุดรอตุลฟะละห์”(ไม่ระบุว่าอยู่ที่ไหน) กระทำผิดฐานพำนักอยู่ในราชอาณาจักร เกินที่วีซากำหนด ต่อมา ได้ส่งตัวกลับกัมพูชา นักเรียนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ผ่านเข้ามาที่จุดตรวจสระแก้ว บางคนผ่านจุดตรวจที่สงขลา บางคนไม่มีเอกสารการเดินทาง หรือระบุตัวตนว่าเป็นใคร เสียด้วยซ้ำ

เป็นที่รู้ๆกันโดยทั่วไปว่า มุสลิมในชาติเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นในกัมพูชา ในลาวหรือในเวียดนาม ไม่มีโรงเรียนสอนศาสนาที่มีมาตรฐาน เช่น ที่มีในไทยหรือในมาเลเซีย

“ปอเนาะ”ในจังหวัดภาคใต้ของไทยนั้น มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรปัตตานีแล้ว ว่าเป็นแหล่งความรู้ทางวิชาการด้านศาสนาที่สำคัญมาก เป็นที่ยอมรับกันในภูมิภาคก็ว่าได้

ในสมัยโน้น ใครต่อใครก็นิยมเดินทางไปศึกษา รวมทั้งมุสลิมไทยจากภาคกลาง

“การีม นาคนาวา”ครูใหญ่”ปอเนาะดาลอ”ในปัตตานีให้ความรู้เรื่องนี้ผ่านทางรายการ”ชีพจร”โดย”สุทธิชัย หยุ่น”ว่า

“ปอเนาะที่ปัตตานีมีมาตั้งแต่ ๔๐๐ ปีแล้ว ที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร เปรียบเสมือนดั่ง ความเค็มของน้ำทะเล ที่ทำให้น้ำทะเลไม่เน่าไม่เสีย หากเป็นทะเลน้ำจืด น้ำคงจะเสียไปแล้ว ปอเนาะจึงเป็นสิ่งที่รักษาความดีงามของสังคม ไม่ให้เน่า ไม่ให้เสียเช่นกัน”

”ปอเนาะ เป็นเสาหลักทางสังคม คือสิ่งที่รักษาความดีงามของสังคม ไม่ให้ฟอนเฟะ หากไม่มีปอเนาะ ก็จะยิ่งแย่มากไปกว่านี้อีก”

ครูการีมย้ำ

แต่กระนั้น ผู้ใหญ่บ้านเมืองบางคน(ไม่ระบุว่าใคร)ก็ตั้งข้อสงสัยว่า”ปอเนาะ”เป็นแหล่งเพาะ”ความรู้สึกต่อต้านรัฐบาล” ซึ่งสะท้อนจากรายงานของ”บางกอก โพสต์”ดังต่อไปนี้

“แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า ปอเนาะบางแห่งมีประวัติให้ความสะดวกต่อผู้ก่อการร้ายภาคใต้ มีหลักสูตรการฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแก่นักเรียน อย่างไรก็ตามกระแสข่าวไม่ระบุแน่ชัดว่า การเนรเทศนักเรียนเขมรกลับบ้านครั้งหลังสุดนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการฝึกท่ามือเปล่าหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม”บางกอก โพสต์”ตั้งข้อสังเกตว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐบาล ดำเนินการเช่นนี้ จะต้องเป็นที่จับตาดูของชาวบ้านร้านถิ่นในสี่จังหวัดภาคใต้ ซึ่งสุ่มเสี่ยง ต่อการเกิดความไม่เข้าใจครั้งใหม่และอาจถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการ”โฆษณาชวนเชื่อ”ต่อต้านรัฐบาลกรุงเทพฯได้

แต่ผมกลับเห็นว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่ทางการดำเนินการเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ ให้ระมัดระวังเฉพาะในประเด็นตรวจคนเข้าเมืองเท่านั้น

แต่ต้องเน้นการป้องกัน”การแทรกซึม”ของกลุ่ม”ยีฮาดสากล”ทั่วๆ ไป โดยเน้นกลุ่ม”ไอเอส” ซึ่งกำลังแตกพ่ายจากซีเรียและอิรักด้วย

โดยเฉพาะจากรายงานข่าวที่บรรดาต่างชาติหลายหมื่นคนทั้งจากยุโรปอาฟริกา เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พากันเดินทางไปร่วมรบเป็นสมัครพรรคพวก”ไอเอส”ในการทำสงครามเพื่อสถาปนารัฐอิสบามในฝัน”คอลิเฟต”ในดินแดนซีเรียและอิรักนั้นเดินทางกลับบ้านต้นทางไปแล้ว

ตามตัวเลขของ”ไอซีเอสอาร์” หรือศูนย์สากลเพื่อการศึกษาความรุนแรงและความร้ายแรงทางการเมืองของ “คิง’ส คอลเลจ”ในกรุงลอนดอน (จากข่าวเว็บไซต์ของ”ไทยพีบีเอส”)ล่าสุดระบุว่า

“ในจำนวนนักรบต่างชาติในสังกัด”ไอเอส”จาก ๘๐ ชาติรวม ๔๑,๔๙๐ คนนั้น ในจำนวนนี้มีอยู่ ๗,๓๓๖ คนที่เดินทางกลับออกไปแล้วโดย :

-กลับถึงยุโรป ๑,๗๖๕ คน

-กลับถึงสหรัฐ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ๙๗ คน

-กลับถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๓๐๘ คน

โดยเฉพาะชาติต้นทางที่กลับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น แม้ไม่มีตัวเลขบ่งชี้แยกแยะแน่ชัด แต่ก็คาดว่า จะไปจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เสียเป็นส่วนใหญ่

ที่เหลือจะเป็นชาติใดบ้างนั้น (เช่น กัมพูชา หรือเวียดนาม หรือลาว) ก็ยากที่จะเดาได้

และที่น่าสำคัญมาก ๆ มี”คนไทย”กลับมาด้วยหรือไม่ หรือกลับมา แล้วกี่คน

หรือว่าไม่มีคนถือสัญชาติไทย ไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ”ไอเอส”เลย

ซึ่งในประเด็นนี้ ดูเหมือนทางการ จะไม่ได้ติดตาม หรือติดตามแต่ปกปิดไว้เป็นความลับ เพื่อมิให้เกิดความตื่นตระหนกกัน ว่ามีคนไทยไปร่วมรบกับ”ไอเอส”

ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะต้องการเตือน ทั้งทางการและเอกชน โดยเฉพาะมุสลิมในบ้านเรา ไม่ให้ตั้งอยู่บนความประมาท ต้องช่วยกันระแวดระวัง ทั้งภัยจากในบ้านและรอบๆ บ้าน

เพราะถึงแม้ว่า”ไอเอส”จะพ่ายสงคราม แต่อุดมการณ์(ที่เชื่อถือศรัทธาด้วยการหลงผิด หรือถูกล้างสมองมา) ก็ยังคงดำรงอยู่ ในหมู่คนเหล่านี้ ยกเว้น จะมี”สถานที่แรกรับ”เพื่ออบรม”สัมมนา”ให้เกิดความเข้าใจใหม่ที่ถูกต้อง ในศาสนาอิสลาม ให้แก่พวกเขา ว่าจะไม่นิยมความรุนแรงใดๆ แต่จะต้องประพฤติตนให้ถูกต้องอย่างไร เพื่ออยู่ในโลกนี้ ร่วมกับคนต่างศาสนา อย่างสงบสุข

ขอฝากเรื่องนี้ ให้ผู้หลักผูใหญ่ ในแวดวงข้าราชการชั้นสูงระดับDeep State นำไปพิจารณาใคร่ครวญและวางแผนแก้ไขด้วยครับ

ไม่กล้าฝากรัฐบาล เพราะยังไม่รู้ว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า ด้วยไม่เชื่ออย่างยิ่งว่า จะมีความเข้าใจในปัญหานี้

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com