สหรัฐ – อิหร่านจากอดีตถึงปัจจุบัน (จบ)

สหรัฐ – อิหร่านจากอดีตถึงปัจจุบัน (จบ)
จรัญ มะลูลีม
ความคิดทั่วโลกสนับสนุนการตัดสินนี้ด้วยตัวเลขที่เป็นรูปธรรมตามรายงานของสำนักโพลของตะวันตก (WIN/Gallup) การคุกคามที่ยิ่งใหญ่ต่อสันติภาพของโลกนั้นมาจากสหรัฐ ที่ตามมาไกลหน่อย แต่ก็อยู่ในระดับที่สองก็คือปากีสถาน ทั้งนี้อันดับของปากีสถานอาจจะสูงขึ้นได้โดยการโหวตของชาวอินเดีย อิหร่านนั้นอยู่อันดับล่าง ร่วมกับอิสราเอล เกาหลีเหนือและอัฟกานิสถาน
ในส่วนการตอบรับของสหรัฐเองนั้น สหรัฐคือการคุกคามที่ร้ายแรงต่อสันติภาพของโลก นี่เป็นความหมายที่ชัดเจนในการยืนกรานถึงการเป็นผู้นำและชนชั้นทางการเมือง ในสื่อและการแสดงความเห็นที่สหรัฐใช้สิทธิที่จะใช้กำลังหากต้องตัดสินใจแต่ฝ่ายเดียวว่าอิหร่านมุ่งมั่นที่จะละเมิดบางประการ
มันเป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการมายาวนานของฝ่ายเดโมแครตเสรีนิยม ตัวอย่างเช่นลัทธิคลินตัน (Clintan Dactrine) ที่ว่าสหรัฐนั้นมีสิทธิที่จะ “ใช้อำนาจทางทหารแต่ฝ่ายเดียว” แม้แต่เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะเข้าถึงตลาดพลังงานสำคัญๆ การส่งพลังงานและทรัพยากรทางยุทธศาสตร์” ยังไม่ต้องกล่าวถึง “ความมั่นคง” หรือ “ที่เกี่ยวกับความมีมนุษยธรรม” แต่อย่างใด
กลับมาที่คำถามที่เห็นได้ชัด ความจริงแล้วอะไรคือการคุกคามของอิหร่าน ตัวอย่างเช่นทำไมเล่า อิสราเอลและซาอุดีอาระเบียจึงหวาดกลัวการคุกคามของอิหร่าน อะไรคือการคุกคาม มันยากที่จะเป็นเรื่องการทหาร ไม่กี่ปีก่อนฝ่ายข่าวกรองของสหรัฐ รายงานกับรัฐสภาว่าอิหร่านมีค่าใช้จ่ายทางทหารต่ำตามมาตรฐานของพื้นที่และหลักการทางยุทธศาสตร์ก็คือการป้องกันที่ออกแบบมาเพื่อขัดขวางการรุกรานเท่านั้น
การรายงานจากฝ่ายข่าวกรองในเวลาต่อมาได้ยืนกรานว่าไม่มีหลักฐานใดที่ว่าอิหร่านขับเคลื่อนโครงการอาวุธนิวเคลียร์
Stockholm International Peace Research Institute (SIRRI) ที่มีพลังได้พิจารณาถึงอันดับของอาวุธทั่วโลก ซึ่งเป็นไปตามปกติที่สหรัฐนำห่างในเรื่องค่าใช้จ่ายทางทหาร โดยจีนมาเป็นอันดับสอง ซึ่งอยู่ในราวหนึ่งในสามของค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐ
ที่อยู่ต่ำกว่าก็คือรัสเซียและซาอุดีอาระเบียซึ่งอยู่เหนือประเทศยุโรปตะวันตกอื่นๆ โดยแทบจะไม่มีการกล่าวถึงอิหร่านให้เห็นแต่อย่างใด
รายละเอียดทั้งหมดได้มอบให้กับศูนย์กลางการศึกษาทางยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Centre for Strategic and International Studies) หรือ CSIS เพื่อการศึกษาเมื่อเดือนเมษายนซึ่งพบ “กรณีที่เป็นบทสรุปว่ารัฐแถบอ่าวมีความก้าวหน้าอย่างท่วมท้น (เหนือ) อิหร่านทั้งการใช้จ่ายทางทหารและการเข้าถึงอาวุธสมัยใหม่” การใช้จ่ายทางทหารของอิหร่านเป็นแค่เศษเสี้ยวของซาอุดีอาระเบียและอยู่ต่ำกว่าการใช้จ่ายของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE) เสียอีก
โดยรวมแล้วรัฐต่างๆ ของสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย (GCC) อย่างบาห์เรน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และ UAE ต่างก็ใช้เงินมากกว่าอิหร่านในด้านอาวุธ
CSIS ได้ให้ข้อสังเกตต่อไปว่า “รัฐอาหรับแถบอ่าวได้จัดหาและกำลังจัดหาอาวุธบางประเภทที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก (ในขณะที่) อิหร่านถูกบีบให้อยู่กับอดีต ซึ่งบ่อยครั้งต้องขึ้นอยู่กับระบบต่างๆ ที่โดยพื้นฐานแล้วได้รับมาในช่วงเวลาของชาฮ์” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีความล้าสมัย
แน่ละความไม่เท่าเทียมกับอิสราเอลยิ่งมีมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงอิสราเอลอยู่คู่เคียงกับอาวุธที่ก้าวหน้ามากที่สุดของสหรัฐมหาอำนาจที่แท้จริง และบทบาทของอิสราเอลที่เป็นฐานทางทหารที่อยู่ภายนอกของมหาอำนาจ โดยมีอาวุธนิวเคลียร์สำรองจำนวนมาก
ในท้ายที่สุด วิเจย์ ถามว่า ศ.ชอมสกี้จะพูดอะไรบางอย่างในสิ่งที่เพิ่งได้กล่าวมาแล้วได้บ้าง? ในเรื่องการเก็บสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล?
ศ. ชอมสกี้ตอบว่าแน่ละอิสราเอลเป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจนิวเคลียร์เคียงคู่กับอินเดียและปากีสถาน ซึ่งโปรแกรมว่าด้วยอาวุธนิวเคลียร์ได้รับการช่วยเหลือโดยสหรัฐและปฏิเสธการลงนามสนธิสัญญาไม่เผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ (NPT)
รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านญาวาด ซารีฟให้การต้อนรับข้อตกลงนิวเคลียร์และกล่าวว่าเวลานี้คือการกลับมาของ “ความแข็งกระด้าง” ที่มีชื่อว่าอิสราเอล
การพิจารณาถึงการประชุม NPT ทุกห้าปีจบลงด้วยความล้มเหลวในเดือนเมษายน หนึ่งในความล้มเหลวหลักก็คือสหรัฐได้ปิดกั้นความพยายามที่จะเคลื่อนไหวสู่เขตอาวุธทำลายล้างในตะวันออกกลาง (เอเชียตะวันตก)
ความพยายามนี้นำโดยอียิปต์และรัฐอาหรับอื่นๆ มา 20 กว่าปีแล้ว ผู้ที่เป็นแกนนำในการสนับสนุน NPT และหน่วยงานอื่นๆ ของสหประชาชาติ และในการประชุม Pugwash คือจาญันตา ดานาปาลา (Jayantha Dhanapala) และ เซอร์จิโอ ดูอาร์เต (Sergio Duarte) ที่ให้ข้อสังเกตไว้ว่า
“การนำมาใช้ที่ประสบความสำเร็จในปี 1995 ของข้อมติในการสร้างเขตปลอดอาวุธทำลายล้างในตะวันออกกลางเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการรวมตัวกันที่อนุญาตให้มีการขยายเวลา NPT ออกไปอย่างไม่มีกำหนด” สนธิสัญญาการควบคุมอาวุธที่สำคัญที่สุด ซึ่งมีการเกาะกลุ่มกันก็สามารถจะยุติการระบาดของอาวุธนิวเคลียร์ได้ การนำเอาข้อมติมาใช้ได้ถูกหยุดยั้งโดยสหรัฐที่เป็นปัจจุบันที่สุดก็โดยบารัก โอบามาในปี 2010 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2015
ดานาปาลาและดุอาร์เตวิจารณ์ว่าความพยายามได้ถูกปิดกั้นอีกครั้ง “ในนามของรัฐซึ่งไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนของ NPT และเชื่อกันโดยกว้างขวางว่าเป็นเพียงหนึ่งในภูมิภาคที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง” อันเป็นความสุภาพและเป็นการพูดแค่เพียงเล็กน้อยที่อ้างไปถึงอิสราเอล
พวกเขา “หวังว่าความล้มเหลวนี้จะไม่เป็นการฆ่าเพื่อจบชีวิต (Coup de grace) ต่อวัตถุประสงค์ที่มีมายาวนานของ NPT จนมีการเพิ่มความก้าวหน้าในการลดอาวุธนิวเคลียร์และเขตปลอดอาวุธทำลายล้างในตะวันออกกลาง บทความของพวกเขาในวารสารของสมาคมการควบคุมอาวุธมีชื่อว่า มีอนาคตสำหรับ NPT?
เขตปลอดนิวเคลียร์ในตะวันออกกลางเป็นการกล่าวออกมาตรงๆ เพื่อนำเสนอถึงอะไรก็ตามที่มีการกล่าวหากันว่ามาจากอิหร่านและการตกลงที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้ยังเห็นกันอยู่ในความต่อเนื่องของสหรัฐที่จะก่อวินาศกรรม ตามความพยายามนี้ด้วยการปกป้องลูกค้าอิสราเอล
นี่ไม่ได้เป็นกรณีเดียวเมื่อโอกาสที่จะหยุดการกล่าวหาการคุกคามอิหร่านได้ถูกเพิกเฉยโดยสหรัฐก่อให้เกิดการตั้งคำถามว่าอะไรคือเดิมพันที่แท้จริงกันแน่







