เมการีบโทษอิหร่านทันที : กรณีเรือบรรทุกน้ำมันถูกระเบิด

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
เมการีบโทษอิหร่านทันที : กรณีเรือบรรทุกน้ำมันถูกระเบิด
เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันของญี่ปุ่น และนอร์เว ถูกโจมตีด้วยระเบิด เมื่อวันพฤหัสฯที่ 13 มิถุนายน หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นายปอมปิโอ ก็ออกมาโจมตีอิหร่านว่าเป็นผู้วางทุ่นระเบิด วินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันทั้ง 2 ลำ ในช่องแคมเฮอร์มุชของอิหร่าน และอ่าวโอมาน แต่อิหร่านก็ได้ตอบโต้ด้วยการปฏิเสธอย่างทันควัน ไม่นานจากนั้นเจ้าของเรือญี่ปุ่น 1 ใน 2 ลำ ที่ถูกโจมตีก็ให้สัมภาษณ์ว่าเรือของเขาไม่ได้โดนทุ่นระเบิด แต่เป็นการโจมตีจากอากาศยาน ซึ่งขัดแย้งกับรายงานของสหรัฐฯ ที่ทำการรีบเร่งรายงานโดยยังไม่มีหลักฐานอะไรระบุได้ชัดเจนเลย นอกจากอ้างแหล่งข่าวของตนเอง
หลังจากนั้นในวันศุกร์นายปอมปิโอ และที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาตินายโบลเดอร์ก็เข้าชี้แจงต่อสมาชิกสภาคองเกรส ในกรรมาธิการทหาร ซึ่งมีรีพับลิกันและเดโมแครต โดยอ้างอิงกฎหมายความมั่นคงที่ได้ทำการแก้ไขเมื่อปี 2001 สมัยนายจอร์จ บุช ผู้พ่อ ที่รัฐบาลมีอำนาจจะเคลื่อนย้ายกำลังเข้าโจมตีประเทศใดๆก็ได้หากเห็นว่าจะเป็นภัย ซึ่งแต่เดิมต้องขออนุมัติต่อสภาคองเกรสก่อน เพราะมันเท่ากับการประกาศสงคราม
จึงเห็นได้ว่าสหรัฐฯมีความตั้งใจที่จะโจมตีอิหร่าน โดยปราศจากหลักฐานหรือเหตุผลใดๆเลย เรื่องนี้นักวิเคราะห์มองว่าน่าจะมีเหตุน่าสงสัย โดยเฉพาะอาจมีมือที่สามสร้างเหตุเพื่อยืมมือสหรัฐฯ ข้อสังเกตนี้ก็ได้มีการเชื่อมโยงไปยังอิสราเอลที่ต้องการทำลายอิหร่าน เพราะอิหร่านเป็นก้างขวางคออิสราเอลในการแผ่ขยายอิทธิพลทั่วตะวันออกกลาง และเข้ายึดครองดินแดนของปาเลสไตน์ทั้งหมดของอิสราเอล
ขณะเดียวกันก็มีข้อสงสัยที่พาดพิงไปถึงหน่วยงานหน่วยหนึ่ง ในสังกัดของ CIA ที่จัดตั้งเมื่อปี 2017 ชื่อว่า The Iran Mission Center และมีหัวหน้าชื่อ ไมเคิล เดอแอนเดรีย ซึ่งได้รับมอบหมายให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะทำลายอิหร่านลงให้ได้ นอกจากนี้นายคนนี้ยังมีความสนิทสนมกับซาอุดิอารเบียอีกด้วย
แม้ว่าสหรัฐฯจะพยายามนำเสนอคลิปที่อ้างว่าเป็นคนของหน่วยพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามที่พยายามเข้าไปเคลื่อนย้ายระเบิดที่ไม่ระเบิดจากข้างตัวลำเรือก็ตาม แต่หลักฐานดังกล่าวก็ถูกหักล้างจากรายงานของเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันญี่ปุ่น ส่วนทางฝ่ายนอร์เวย์ยังเงียบอยู่ ซึ่งการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอาจเกิดอันตรายได้หลายประการ
อีกประเด็นที่ควรพิจารณาเป็นข้อสังเกตก็คือ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในระหว่างที่นายชินโซ อาเบะกำลังมาเยือนอิหร่าน และการพูดคุยเจรจากำลังเป็นไปด้วยดี เพราะนายชาเรฟ รมต.ต่างประเทศอิหร่านได้แถลงว่าอิหร่านจะยังเปิดช่องทางเลือกอื่นๆในการเจรจาเพื่อหาทางออกต่อปัญหาวิกฤตกาลความตึงเครียดในคาบสมุทรอาหรับ และอ่าวเปอร์เซีย
อนึ่งการมาเยือนอิหร่านในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นนับเป็นการมาเยือนเป็นครั้งแรกในรอบ 41 ปี ซึ่งแสดงว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญเกี่ยวกับความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ เพราะญี่ปุ่นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากพื้นที่ดังกล่าว มันจึงเป็นความเป็นความตายและความมั่นคงของญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นญี่ปุ่นยังเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ จึงมีความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่น โดยนายชินโช อาเบะ นายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมที่จะไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในภูมิภาค ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน
ที่แน่นอนและชัดเจนไปกว่านั้นก็คือหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งจีน เกาหลี ต่างก็ไม่อยากให้เกิดสงครามในเอเชียตะวันตก เพราะต่างก็ต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคดังกล่าว
นอกจากนั้นหากเกิดสงครามย่อมกระทบกระเทือนไปถึงทุกประเทศที่อยู่ในตะวันออกกลาง และอาจขยายวงไปถึงอาฟริกานิสถานที่กำลังมีความพยายามที่จะสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นหลังจากที่ผจญสงครามมากว่า 17 ปี ไม่เพียงเท่านั้นยังจะมีผลกระทบต่อกลุ่มประเทศยูเรเซียทั้งหมดด้วย และยูเรเซียก็เป็นสมาชิกปฏิญญาเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่มีจีนและรัสเซียเป็นแกนนำอยู่ แถมมีอินเดียกับอิหร่านเป็นสมาชิก
อย่างไรก็ตามรัสเซียยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้โดยเฉพาะถ้าสหรัฐฯโจมตีอิหร่าน รัสเซียจะปกป้องหรือไม่ อนึ่งรัสเซียยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลเป็นอย่างดี หากเหตุที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของอิสราเอล ที่ต้องการทำลายอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลางอันเป็นก้างขวางคอการแผ่ขยายอิทธิพล และการแย่งยึดดินแดนเพื่อขยายอาณาเขตออกไป
ส่วนซาอุดิอารเบียย่อมอยากจะยืมมือสหรัฐฯเพื่อให้โจมตีอิหร่านที่ซาอุดิอารเบีย ถือเป็นภัยคุกคามตน แต่ไม่กล้าเผชิญทางทหารโดยตรงกับอิหร่าน
สำหรับประเทศไทยหากเกิดสงครามอ่าวจริง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยตรงก็คือราคาเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะต้องเพิ่มสูงขึ้นแม้ว่าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจะผลิตภายในประเทศเป็นบางส่วน แต่ตามสัญญาสัมปทานมันต้องอิงราคาโลก เมื่อราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ราคาสินค้าก็จะสูงเป็นเงาตามตัว ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่อยู่แล้วก็จะเดือดร้อนมากขึ้นทวีคูณ
ยิ่งการเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพที่มั่นคงโอกาสเกิดจลาจลก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะการเลือกปฏิบัติและความอยุติธรรมที่ฝ่ายปกครองสร้างสมกันมา ยิ่งมีการปลุกระดมให้เกลียดชังเคียดแค้นอย่างที่ทำให้พร้อมจะเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง โดยไม่มีใครจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้มีการพูดจาปรับจูนความคิดให้ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย แบบนี้สถานการณ์มีแต่ผลักดันให้มีการเลือกค่าย และโทษกันไปมาอย่างนี้ ประกอบกับการใช้สื่อต่างๆทั้งกระแสหลัก และเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ทำให้กระพือหือโหมไฟให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ไฟสงครามจากภายนอกก็อาจทำให้เกิดเชื้อประทุไฟสงครามขึ้นภายใน ประกอบกับการเข้าแทรกแซงของมหาอำนาจ 2 ขั้วที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่ หากเกิดสงครามอ่าวปอร์เซียขึ้นจริงๆ สหรัฐฯจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์อย่างมาก ด้านหนึ่งคือสามารถขายน้ำมันได้มากขึ้นในราคาที่สูงขึ้น เพราะน้ำมันแหล่งใหญ่ในตะวันออกกลางต้องหยุดการผลิตด้วยเหตุแห่งสงคราม ในขณะที่สหรัฐฯที่มีขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันด้วยเทคโนโลยีผลิต Oil Shale แต่มีอุปสรรคที่ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตมันสูงเกิน 50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรล ถ้าราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดเป็น 100 ดอลลาร์/บาเรล สหรัฐฯโกยกำไรเพียบ เพราะปริมาณน้ำมันโลกจะลดลงมากจากภัยสงคราม
ประการต่อมาสหรัฐฯก็จะมีโอกาสขายอาวุธได้มากจากการสร้างสงครามทำให้หลายประเทศหวาดกลัวจำต้องสะสมอาวุธเพิ่ม และสหรัฐฯเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่สุดของโลก
ประการสุดท้ายสหรัฐฯอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มรัฐลึก (Deep State) ซึ่งนอกจากจะมียิว-ไซออนีสต์ เป็นผู้บงการแล้วยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธ และอุตสาหกรรมพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญร่วมกับกลุ่มการเงิน ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาจากสงครามการค้าอยู่ในขณะนี้ ก็จะมีโอกาสฟื้นตัวได้หากเกิดสงคราม
จึงพอจะสรุปได้ว่าสหรัฐฯคงจะก่อให้เกิดสงครามแน่ แต่อาจจะเป็นสงครามที่สหรัฐฯพยายามจำกัดเขต แต่อิหร่านไม่ใช่เป็ดง่อยอย่างอิรัก ที่สหรัฐฯสร้างเรื่องถล่มเวิร์คเทรดแล้วไปโจมตีได้ง่ายๆ อิหร่านคงจะตอบโต้และขยายผลของสงครามไปโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯในที่อื่นๆด้วย โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง รวมทั้งอิสราเอล
นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯต้องยับยั้งชั่งใจเพื่อประเมินท่าทีของมหาอำนาจขั้วตรงข้าม







