INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วงล้อมรอบนอก : ระเบียงแซนเกซูร์ อาเซอร์ไบจาน และภูมิรัฐศาสตร์การปิดล้อมอิหร่านจากคอเคซัส

1345325436675347542724276324

วงล้อมรอบนอก

ระเบียงแซนเกซูร์ อาเซอร์ไบจาน และภูมิรัฐศาสตร์การปิดล้อมอิหร่านจากคอเคซัส

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

 

บทนำ: แนวรบที่ไม่มีใครคาดคิด

ขณะที่ความสนใจของโลกจับจ้องไปที่การปะทะในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านยังต้องเผชิญกับแรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์อีกด้านหนึ่งที่ทวีความรุนแรงขึ้นคู่ขนานกัน คือความตึงเครียดในภูมิภาคคอเคซัสใต้ ซึ่งเกี่ยวพันกับอาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย รัสเซีย และตุรกี บทวิเคราะห์นี้จะสำรวจว่าเหตุใดพื้นที่ที่ดูเหมือนอยู่นอกกรอบสงครามหลัก จึงกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของภาพยุทธศาสตร์ที่อิหร่านมองว่าเป็นการปิดล้อมตนเองจากทุกทิศทาง

ระเบียงแซนเกซูร์คืออะไร และเหตุใดอิหร่านจึงหวาดกลัว

ระเบียงแซนเกซูร์ หรือชื่อทางการที่สหรัฐฯ ตั้งให้ว่า “เส้นทางทรัมป์เพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างประเทศ” เป็นเส้นทางคมนาคมที่จะเชื่อมอาเซอร์ไบจานแผ่นดินใหญ่เข้ากับดินแดนส่วนแยกนัคชีวานผ่านจังหวัดซูนิกทางใต้ของอาร์เมเนีย ภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามในทำเนียบขาวเมื่อปี 2025 สหรัฐฯ ได้รับสิทธิ์การพัฒนาเส้นทางนี้เป็นระยะเวลา 99 ปี สิ่งที่ทำให้อิหร่านมองโครงการนี้เป็นภัยคุกคามระดับดำรงอยู่ (existential threat) คือการที่เส้นทางนี้จะตัดพรมแดนร่วมความยาว 40 กิโลเมตรที่อิหร่านมีกับอาร์เมเนียออกไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อเดียวที่อิหร่านมีเข้าสู่ภูมิภาคคอเคซัสและยุโรปโดยไม่ผ่านตุรกีหรืออาเซอร์ไบจาน

ที่ปรึกษาระดับสูงของผู้นำสูงสุดอิหร่านเคยกล่าวว่าระเบียงนี้เป็น “แนวหน้าของปฏิบัติการภูมิรัฐศาสตร์ขนาดใหญ่ที่ควบคุมโดยสหรัฐฯ อิสราเอล นาโต้ และ”ขบวนการแพนเตอร์กิก” โดยมีเป้าหมายที่แท้จริงคือทำให้เครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคอ่อนแอลง ตัดสายสัมพันธ์ยุทธศาสตร์กับคอเคซัส และล้อมอิหร่านกับรัสเซียไว้ด้วยวงล้อมทางบกจากทางใต้

เหตุการณ์นัคชีวาน: บททดสอบความยับยั้งชั่งใจกลางสงคราม

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2026 ไม่กี่วันหลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้น โดรนโจมตีพลีชีพสี่ลำถูกยิงเข้าไปยังเขตปกครองตนเองนัคชีวานของอาเซอร์ไบจาน ลูกหนึ่งพุ่งชนอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาตินัคชีวาน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อทางอากาศเพียงเส้นทางเดียวระหว่างดินแดนส่วนแยกนี้กับส่วนอื่นของประเทศ อีกลูกตกใกล้โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ ประธานาธิบดีอาลีเยฟของอาเซอร์ไบจานเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “การก่อการร้าย” สั่งระดมกำลังทหารเต็มรูปแบบ และเรียกร้องคำขอโทษจากอิหร่าน

สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีที่ทั้งสองฝ่ายเลือกจัดการวิกฤตนี้ อิหร่านปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิงตลอดมา โดยกล่าวหาว่าเหตุการณ์นี้และการโจมตีในลักษณะเดียวกันที่ตุรกีและไซปรัสเป็นปฏิบัติการ “false flag” ของอิสราเอล ขณะที่อาเซอร์ไบจานแม้จะขู่จะตอบโต้ทางทหารในตอนแรก แต่ท้ายที่สุดประธานาธิบดีอาลีเยฟตัดทางเลือกปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านออกไป และหันไปใช้กระบวนการทางการทูตแทน ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ ทั้งสองประเทศกลับมาเปิดพรมแดนขนส่งสินค้า และอาเซอร์ไบจานส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้อิหร่านถึงสองรอบ รวมกว่าหนึ่งร้อยตัน

การเลือกเส้นทางนี้สะท้อนการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาเซอร์ไบจานไม่มีเหตุผลต้องรีบเปิดแนวรบที่สองกับอิหร่านที่กำลังเผชิญหน้าสหรัฐฯ และอิสราเอลอยู่แล้ว เพราะสงครามที่ดำเนินอยู่กำลังทำให้อิหร่านอ่อนแรงลงเองโดยธรรมชาติ ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้กลับกลายเป็นทุนทางการเมืองที่อาเซอร์ไบจานใช้กระชับความสัมพันธ์กับตะวันตกได้มากขึ้น โดยได้รับการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากฝรั่งเศส สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรปในทันที

อาร์เมเนีย: กุญแจที่ถูกมองข้าม

แม้บทสนทนาสาธารณะส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์อิหร่าน-อาเซอร์ไบจาน แต่ในความเป็นจริง อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงว่าระเบียงแซนเกซูร์จะเกิดขึ้นได้เร็วเพียงใดอยู่ในมือของอาร์เมเนีย เพราะเส้นทางต้องพาดผ่านดินแดนซูนิกของอาร์เมเนียเอง ไม่ใช่ดินแดนอาเซอร์ไบจานโดยตรง คำถามที่แท้จริงจึงอยู่ที่ว่าอาร์เมเนียจะยอมให้ใช้ดินแดนตัวเองเป็นทางผ่านหรือไม่

ความบาดหมางระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานยังคงลึกมาก สงครามนากอร์โน-คาราบัคปี 2023 ที่อาเซอร์ไบจานใช้อาวุธที่นำเข้าจากอิสราเอลเป็นหลัก บีบให้ทางการแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนโดยอาร์เมเนียยอมแพ้ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ชาวอาร์เมเนียเชื้อสายในพื้นที่มากกว่าร้อยละ 80 หรือกว่าหนึ่งแสนคน ต้องอพยพหนีออกจากบ้านเกิด นายกรัฐมนตรีปาชินยานของอาร์เมเนียเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การล้างเผ่าพันธุ์โดยตรง” บาดแผลนี้ยังสดมาก ทำให้อาร์เมเนียตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง คือต้องเลือกระหว่างการเปิดทางให้ประเทศที่เพิ่งทำสงครามกับตนเดินทะลุผ่านดินแดน แลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่อาจตามมา

แม้แต่ภายในอาร์เมเนียเองก็มีความเห็นแตกแยก นายกรัฐมนตรีปาชินยานเสนอแผน “จุดตัดแห่งสันติภาพ” ที่ต้องการเปิดเส้นทางคมนาคมในภูมิภาคเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่สมาชิกรัฐสภาพรรครัฐบาลของเขาเองก็เคยปฏิเสธข้อเสนอให้เช่าเส้นทางแก่สหรัฐฯ ด้วยความกังวลเรื่อง “การเสียอธิปไตย” สะท้อนว่าแม้แต่ในหมู่ผู้มีอำนาจตัดสินใจของอาร์เมเนียเองก็ยังไม่มีฉันทามติที่ชัดเจน

สายสัมพันธ์อาวุธอิสราเอล-อาเซอร์ไบจาน: รากฐานของความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์

ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างอิสราเอลและอาเซอร์ไบจานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อธิบายว่าเหตุใดอิหร่านจึงมองบากูด้วยความหวาดระแวงสูง ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุว่าอิสราเอลเป็นแหล่งอาวุธหลักถึงร้อยละ 69 ของอาวุธหลักที่อาเซอร์ไบจานนำเข้าในช่วงปี 2016-2020 และยังคงเป็นซัพพลายเออร์อันดับหนึ่งแซงหน้ารัสเซียในช่วงห้าปีที่ผ่านมา อาวุธที่โดดเด่นได้แก่ โดรนพลีชีพฮารอป ขีปนาวุธพิสัยไกลโลรา และระบบป้องกันภัยทางอากาศบารัค-8 ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้อาเซอร์ไบจานได้เปรียบทางทหารเหนืออาร์เมเนียในสงครามปี 2020 และ 2023

ความสัมพันธ์นี้ดำเนินไปโดยปราศจากฐานทัพทหารเปิดเผยหรือกรอบพันธมิตรอย่างเป็นทางการ แต่ดำเนินผ่านเครือข่ายการค้าอาวุธ ความร่วมมือด้านข่าวกรอง และการบูรณาการทางเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง มีรายงานด้วยว่าเอกสารลับที่มอสสาดขโมยมาจากคลังนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2018 ถูกลักลอบนำออกผ่านอาเซอร์ไบจาน สะท้อนบทบาทของบากูในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำหรับปฏิบัติการข่าวกรองต่ออิหร่านมาอย่างยาวนาน

รัสเซียที่เสียเปรียบ ตุรกีที่ได้เปรียบ

การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจของระเบียงแซนเกซูร์ยังสะท้อนความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียในภูมิภาคที่ตนเคยครองอิทธิพลมายาวนาน ตามข้อตกลงหลังสงครามนากอร์โน-คาราบัคครั้งที่สองในปี 2020 หน่วยพิทักษ์ชายแดนสหพันธรัฐรัสเซีย (FSB) ควรจะเป็นผู้ควบคุมดูแลเส้นทางคมนาคมนี้ แต่รัสเซียกลับถูกกันออกจากกระบวนการไกล่เกลี่ยที่วอชิงตันเป็นผู้นำโดยสิ้นเชิง แม้จะมีบทบาททางประวัติศาสตร์และกำลังทหารรักษาชายแดนอาร์เมเนีย-อิหร่านอยู่ก็ตาม สิทธิ์การพัฒนาแซนเกซูสุดท้ายตกไปอยู่ในมือสหรัฐฯ แทนเป็นระยะเวลา 99 ปี นับเป็นความสูญเสียเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสำหรับมอสโกในช่วงเวลาที่กำลังยุ่งอยู่กับสงครามยูเครน

ในทางตรงกันข้าม ตุรกีเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์สูงสุดจากโครงการนี้ ระเบียงดังกล่าวจะเชื่อมตุรกีเข้ากับชายฝั่งทะเลแคสเปียนของอาเซอร์ไบจาน แล้วต่อไปยังเอเชียกลางและจีน ทำให้อังการาได้สิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรน้ำมันและก๊าซเอเชียกลางโดยไม่มีข้อจำกัด พร้อมรื้อฟื้นแนวคิด “โลกเตอร์กิก” (Turkic world) ที่เชื่อมโยงประชาชาติที่พูดภาษาตระกูลเตอร์กิกเข้าด้วยกันตั้งแต่อนาโตเลียจนถึงเอเชียกลาง อาเซอร์ไบจาน เติร์กมานิสถาน อุซเบคิสถาน คาซักสถาน และคีร์กิสถาน

บทสรุปบทวิเคราะห์: ภาพรวมสามมิติของสงครามที่ไม่มีพรมแดน

เมื่อนำบทวิเคราะห์นี้มาประกอบกัน กับการวิเคราะห์สงครามอ่าวเปอร์เซียระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล/สหรัฐจะเห็นภาพความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านในมิติที่ครบถ้วนกว่าที่ปรากฏในรายงานข่าวรายวัน กล่าวคือ ในระดับแกนกลาง ความขัดแย้งระหว่างวอชิงตันและเตหะรานถูกค้ำจุนด้วยกลไกทางกฎหมายภายในของสหรัฐฯ ที่เอื้อให้สงครามดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากสภาคองเกรส ประกอบกับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของอิหร่านที่ต้องการรักษาช่องทางเจรจาไว้ ในระดับที่สอง อิสราเอลดำเนินยุทธศาสตร์คู่ขนานที่มุ่งรื้อโครงสร้างรัฐอิหร่านจากภายในผ่านเครือข่ายพันธมิตรชาติพันธุ์และการลอบสังหารผู้นำต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณจากวอชิงตันเสมอไป และในระดับที่สาม แรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากคอเคซัสใต้ผ่านกรณีอาเซอร์ไบจานและระเบียงแซนเกซูร์ ตอกย้ำความรู้สึกถูกปิดล้อมของอิหร่านจากทุกทิศทาง ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ได้ทุกเมื่อ

สิ่งที่ทั้งสามมิตินี้มีร่วมกันคือ ไม่มีมิติใดเลยที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ทุกความขัดแย้งถูกจัดการในลักษณะ “กดปัญหาไว้ชั่วคราว” มากกว่าจะแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นวงจรเจรจา-ปะทะที่ไม่มีจุดจบตามธรรมชาติ การปราบปรามชนกลุ่มน้อยที่ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งระยะยาว หรือการบริหารวิกฤตทางการทูตที่ไม่แตะประเด็นแก่นของความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่าน อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน รัสเซีย และตุรกี ตราบใดที่โครงสร้างแรงจูงใจเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ภูมิภาคตะวันออกกลางและคอเคซัสใต้จะยังคงเป็นพื้นที่แห่งความไม่แน่นอนที่พร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อในหลากหลายรูปแบบ

สงครามจึงจะยังไม่จบลงง่ายๆ แม้ว่าสงครามอ่าวเปอร์เซียอาจจะสงบลงได้ แต่ความขัดแย้งในคอเคซัสใต้จะยังคงก่อตัวเป็นสงครามได้ทุกเมื่อ และนี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัสเซียยอมให้รัฐบาลอิหร่านที่เป็นพันธมิตรล้มไม่ได้ ส่วนจีนนั้นการกัดเซาะของนาโต้เข้ามาในภูมิภาคเอเซียกลาง คือภัยคุกคามโครงการBRIและมีโอกาสลุกลามไปสู่ประตูหลังคือซินเจียงซึ่งยังเป็นไฟสุมขอน และพร้อมจะถูกบ่อนทำลายจากภายนอกได้ในที่สุด

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *