INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สื่อควรทำอย่างไรถ้าไม่อยากโดนด่า

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

สื่อควรทำอย่างไรถ้าไม่อยากโดนด่า

เหตุการณ์”สังหารหมู่โคราช”ทำให้ผมอดนึกถึง”การสังหารหมู่ที่ไมลาย”ปี ๑๙๖๘ ขึ้นมาไม่ได้ ว่าทำไมจึงมาเกิดขึ้นในไทย ทั้งๆ ที่ยามนี้ไร้ศึกสงคราม

เหตุที่นึกได้เช่นนั้น ก็เพราะเหตการณ์เหมือนกันเป๊ะ คือการสังหารพลเรือนที่ไร้อาวุธ พลเรือนที่ล้วนแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีทางต่อสู้

โดยที่”กองร้อยชาร์ลี”ของสหรัฐ ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการกวาดล้างพลพรรคเวียดกง ขณะที่ขวัญทหารกำลังย่ำแย่ ถูกกดดันมาจากการสูญเสียเพื่อนๆ ทหารในกองร้อยเป็นจำนวนมาก จากรุกใหญ่ของฝ่ายข้าศึกช่วงเทศกาลตรุษญวนก่อนหน้านั้น ทหารเหล่านี้จึงตกอยู่ในภาวะคับแค้นใจเป็นอันมาก

ชาวบ้านเวียดนามราว ๕๐๐ คนก็เลยต้องตกเป็นแพะรับบาปไป ว่าจะเป็นสตรี หรือคนชรา เด็กเล็ก ล้วนถูกสังหารเรียบ

แต่กรณีจ่าทหารสังหารหมู่ชาวบ้านที่โคราช ๓๐ รายบาดเจ็บกว่า ๕๐ ราย ต้นเหตุกลับเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัว ที่เกิดจากแรงกดดันสะสม ที่มาจากผู้บังคับบัญชา แล้วก็เลยเข่นฆ่าดะไม่เลือกหน้า เป็นที่สยดสยองยิ่งนัก

นับเป็นเหตุการณ์ที่อัปยศอดสูเป็นอย่างมากในประวัติของกองทัพไทย

นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่กองทัพจะเร่งไปชำระสะสางและแก้ไขความเหลวแหลกระหว่างระดับการบังคับบัญชา ที่เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ แค่เป็นเพียงข่าวลือ ที่ทหารเกณฑ์นำมาพูดจา ปรับทุกข์กับคนนอก โดยเฉพาะในเรื่องไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงครบถ้วน

นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดถึง แต่ในอีกแง่หนึ่งที่ยิ่งจะต้องพูดมากกว่าก็คือ กรณีสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์หลายช่อง ถูกตำหนิจากสาธารณชนว่า รายงานข่าวอย่างไร้จริยธรรม หรือไร้”จรรยาบรรณ” เพียงเพื่อให้ได้ข่าวเร็วที่สุด ถูกใจผู้ดูผู้ฟังมากที่สุด หมายสร้าง”เรตติ้ง” โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดตามมา ในช่วงเกิดเหตุการณ์ รวมทั้งความเสียหายต่อสภาพจิตใจของผู้สูญเสียญาติพี่น้อง

ที่ร้ายไปกว่านั้น การรายงานอย่างละเอียดถี่ยิบ จนต้องถูกห้ามไม่ให้”ไลฟ์สด” ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ยากลำบาก ที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในศูนย์การค้าและเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่เองที่พยายามหยุดความบ้าคลั่งของมือปืน

ก็เลยต้องสังเวยชีวิตกันไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้วย เป็นที่น่าอนาถและน่าเศร้ายิ่งนัก

ถามว่า แล้วจะทำอย่างไร ถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้ซ้ำอีก สื่อก็คงจะทำอย่างนี้อีก หากดื้อดึงยังไม่ทบทวนบทเรียนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ไม่สายไปหรอกครับ ที่สื่อโทรทัศน์ จะทบทวนแก้ไขความผิดพลาด

ประชุมกันเลยครับวันนี้ ตั้งแต่ระดับเจ้าของ ระดับผู้บริหาร และระดับหัวหน้าข่าว หัวหน้าฝ่ายภาพ หารือกันว่าต่อไปควรจะมี

กำหนดกฎเกณฑ์อย่างไร ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง เช่น นักข่าวและช่างภาพในสนาม

ตลอดจนการกำชับ กฎเกณฑ์ที่หัวหน้าข่าว โปรดิวเซอร์และหัวหน้าช่างภาพจะต้องคัดกรองอย่างดี ในการแพร่ข่าวและภาพที่เหมาะสมด้วย

นี่เป็นการเตรียมการทำงานเฉพาะหน้า

ในระยะยาว ผมเสนอให้มีการอบรบพนักงานที่เกี่ยวข้องกับข่าวและภาพ ให้รับรู้ในเรื่อง”จริยธรรม”หรือ”จรรยาบรรณ”แต่ถ้าไม่มีใครในองค์กรรู้เรื่องนี้อย่างดี ก็ให้เชิญนักวิชาการมาให้การอบรบ เสียไม่เงินไม่เท่าไรหรอกครับ

ที่สมควรทำอีกอย่าง ก็คือ ทำ”สไตล์บุ๊ก”หรือคู่มือในการทำงานข่าวและภาพไว้ ให้คนเข้ามาทำงานใหม่ๆ ได้เรียนรู้ แล้วสำทับด้วยการทำปฐมนิเทศ แต่ละรายไป ให้ความรู้ติดไว้ใน”กมลลันดาน”จะได้รู้ดี-รู้ชั่ว ว่าอะไรควรไม่ควรในการทำงาน

พูดถึง”สไตล์บุ๊ก”เคยมีคนหัวเราะใส่ผม ที่คิดทำขึ้นมาที่”สยามรัฐ”เมื่อหลายสิบปีก่อน เยาะผมว่า “นี่ไม่ใช่วอชิงตัน โพสต์ นะเฟ้ย”

มาทำสำเร็จจริงๆต่อเมื่อไปอยู่ที่”เครือเนชั่น”และคาดว่าทุกวันนี้ก็ยังคงมีใช้อยู่สำหรับหนังสือพิมพ์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยทำร่วมกับท่านอื่นๆ ที่จำได้ก็คือ “ปีเตอร์ ไมตรี อี๊งภากรณ์”ซึ่งทำไว้ก่อนหน้าผม ส่วนคนอื่นๆ จำไม่ได้ครับ

“สไตล์บุ๊ก”สำคัญอย่างไร

ผมอยากจะเรียก”สไตล์บุ๊ก”ว่า”ปูมเดินเรือ”ซึ่งหมายถึงบันทึกการเดินเรือหรือการเดินทางทางอากาศ เช่นจากไหนถึงไหน เจออะไรที่ต้องจดบันทึกไว้บ้าง ที่น่าจะจดเอาไว้ เช่นระดับความลึกของน้ำ เพื่อการนำร่อง สภาพอากาศที่เจอ ฯลฯ เพื่อจะได้ใช้เป็นบรรทัดฐานของการเดินทางครั้งต่อๆ ไป

สไตล์บุ๊ก”ก็เช่นกัน บันทึกทุกอย่างไว้เป็นหลักฐานและหลักการ ตั้งแต่แบบแผนการเขียนข่าว การใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม การแปลถ้อยคำจากภาษาอื่น ฯลฯ  เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องไปเหมือนกับ”สไตล์บุ๊ก”ของสำนักข่าวอื่นๆ

ผมจะลองยกตัวอย่างการเรียกชื่อคนจากภาษาอังกฤษที่เดิมทั่วๆ ไป ยึดเอาเสียงที่เปล่งออกมาในภาษาดั้งเดิม เช่น

Mahathir Mohamad ซึ่งเรียกกันทั่วๆ ไปว่า “มะฮาเธร์ โมฮามัด” แต่ที่”สยามรัฐ”ผมก็ใช้”มหาธีร์ มุฮัมมัด” ดึงเข้าภาษาไทยเสียเลย จะได้เรียกง่ายๆ แถมมีความหมายที่ดี เพราะ”มหาธีร์”หมายถึง “นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่”

ปรากฏว่าก็ยังมีคนเรียก”มหาธีร์”อยู่มาจนทุกวันนี้

นั่นเป็นไปตาม”สไตล์บุ๊กสยามรัฐ” ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะยังมีหลงเหลืออยู่ในห้องสมุดหรือไม่

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ“จรรยาบรรณ”ที่บันทึกไว้ใน”สไตล์บุ๊ก”ซึ่งผมยืนยันว่ามีอยู่แน่ๆก็คือ ใน”สไตล์บุ๊ก”ของ”เครือเนชั่น” (สำนักข่าวอื่น ไม่ทราบว่ามีหรือไม่)ซึ่งช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่นั่น ยังไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการทำสื่อโทรทัศน์ ซึ่งริเริ่มทำกันใหม่ๆ และผมก็ไปฝึกทำงานนี้ด้วย แต่ไม่ถนัด

ถามว่าจรรยาบรรณคืออะไร ตอบง่ายๆ ว่า คือหลักปฏิบัติในการทำงานข่าว สำหรับฝ่ายข่าวทั้งหมด

ขอยกตัวอย่าง”จรรยาบรรณ”มาให้เห็น จากสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ต่อไปนี้

๑ การส่งเสริม และรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพ ของหนังสือพิมพ์เป็นภารกิจอันมี ความสำคัญเหนืออื่นใด สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์
๒ การเสนอ ข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความ สุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวัง ในผลประโยชน์ส่วนตน หรืออามิสสินจ้างใด ๆ
๓ การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้น การต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่า ข่าวใดไม่ตรงตามความจริง  ต้องรีบแก้ไข โดยด่วน
๔ การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใด ๆ มาเป็นของตน  ต้องใชวิธีการที่สุภาพ และซื่อสัตย์
๕ ต้องเคารพต่อความไว้วางใจ ที่ได้รับมอบหมาย จากการปฏิบัติหน้าที่ ในวิชาชีพของตน
๖ ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะ โดยมิชอบ
๗ ต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการบั่นทอน เกียรติคุณ ของวิชาชีพ หรือความสามัคคี ของเพื่อนร่วมวิชาชีพ

อย่างไรก็ตาม แต่ละสำนักข่าวจะกำหนด”จรรยาบรรณ”ไว้ไม่ค่อยจะเหมือนกัน ของใครก็ของมัน แต่ก็หลักการใหญ่มักต้องตรงกันกับของ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

นักข่าว”เครือเนชั่น”ตระหนักมากในเรื่อง”จรรยาบรรณ” ซึ่งผู้บริหารสูงสุดขณะนั้น คือ”สุทธิชัย หยุ่น”เน้นย้ำกับทุกคนเวลาปฏิบัติงานว่า ใครได้รับของแจกมา ก็สั่งให้นำไปคืน ใครเชื้อเชิญให้ไปทำข่าว เพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้นๆ ไม่ว่าเอกชน หรือทางการ ก็ให้ปฏิเสธ เพราะจะมีผลทำให้เสียความเป็นกลางได้ โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

เคร่งครัดกันจริงจังกันถึงเพียงนี้ แต่ในแง่การปฏิบัติจริงๆ แล้ว ก็อยู่ที่เจ้าตัว จะทำได้แค่ไหนและอย่างไร เพราะถือกันว่า นี่คือเกียรติยยศของแต่ละบุคคลซึ่งจะต้องรักษา

ถามว่าทุกวันนี้ แต่ละสำนักข่าวจริงจังกันในเรื่อง”จรรยาบรรณ”แค่ไหน ในการปลูกฝังทุกผู้คน ที่เกี่ยวข้องในการผลิตข่าว

ผมว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของกิจการธุรกิจข่าวด้วย ที่ต้องเอาจริงเอาจัง หากยังคงปล่อยปละละเลย ก็จะต้องถูกตำหนิติเตียนทุกครั้ง ที่เกิดข่าวใหญ่เกี่ยวข้องคนจำนวนมากละครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com