ตุรกีในสังคมโลก

ตุรกีในสังคมโลก
จรัญ มะลูลีม
ตุรกีวันนี้
พื้นที่ของตุรกีอยู่ในเอเชียถึงร้อยละ 97 และส่วนที่อยู่ในยุโรป (ตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป) มีเพียงร้อยละ 3 หากดูภูมิศาสตร์ของตุรกีก็จะพบว่ามีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากทิศเหนืออยู่ติดกับทะเลดำ ทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและไซปรัส
ทิศตะวันออกติดอาร์เมเนีย อาเซอใบญานและอิหร่านในขณะที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ติดอิรักและซีเรียในขณะที่ทิศตะวันตกติดทะเลเอเจียนและกรีซ โดยทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบัลเกเรีย
อังการาเมืองหลวงของประเทศยังคงมีลักษณะของการเป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองของตุรกีอยู่ไม่เสื่อมคลาย มีความเป็นระเบียบวินัยสะอาดและสงบ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ มีประชากรเกือบๆ จะครบ 5 ล้านคน
อย่างไรก็ตามเสน่ห์ของตุรกีกลับไปอยู่ที่นครอิสตันบูลหรือในชื่อเดิมว่าคอนสแตนดิโนเปิล ซึ่งแม้จะมีผู้คนอยู่รวมกันไม่น้อยกว่า 13 ล้านคน บางรายงานบอกว่าประชากรในนครอิสตันบูลน่าจะมีถึง 20 ล้านคนไปแล้ว คนจากทั่วสารทิศจะแห่กันมาที่นครแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้
ในทางประวัติศาสตร์ตุรกีเป็นดินแดนที่มีความเก่าแก่ อารยธรรมของชาวฮิตไตด์ (1600-1200 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นประวัติศาสตร์ที่ไดรับการกล่าวถึงอยู่เสมอ สำหรับเมืองสำคัญอย่างเมืองทรอยที่กวีโฮเมอร์มักจะกล่าวถึงอยู่เสมอก็ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของตุรกี
การที่อิสตันบูลเป็นเมืองหลวงเก่าของออตโตมานหรืออุษมานียะฮ์มาก่อน ร่องรอยของประวัติศาสตร์และความเจริญจึงมารวมกันอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะศิลปะวัตถุจากโลกมุสลิมที่ส่วนใหญ่อยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมานมาก่อน
ศ.ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์ จากคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงความเหมือนของประวัติศาสตร์ตุรกีกับประวัติศาสตร์ไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจสรุปได้ว่า ทั้งสองชาติอพยพมาจากถิ่นอื่น จากนั้นจึงได้มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีอารยธรรมอื่นอยู่แล้ว ชาวเตอร์กมีอยู่หลายสายไม่ว่าจะเป็นพวกที่อยู่ในอดีตสหภาพโซเวียตอย่างชาวเตอร์กมินิสถาน สายที่เข้าไปอยู่ในดินแดนอัฟกานิสถาน และสายของอุษมานซึ่งปัจจุบันเป็นตุรกี
ทั้งตุรกีและไทยต่างก็แพ้สงครามโลกมาด้วยกัน อาณาจักรออตโตมานประสบความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนไทยแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ทั้งสองประเทศก็ไม่ได้สูญเสียเอกราช ไทยมีขบวนการเสรีไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้ชนะสงครามว่าเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของไทย ทั้งสองประเทศยอมเสียดินแดนบางส่วนให้จักรวรรดินิยมแต่ยังคงรักษาเอกราชไว้ได้
ประเทศทั้งสองต่างก็ผ่านการปฏิรูปมาแล้วในเวลาใกล้เคียงกัน ตุรกีปฏิรูปครั้งใหญ่ในปี 1839 ไทยมีการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 4 (ปี 1851)
ตุรกีและไทยต่างก็เป็นศูนย์กลางดั่งเดิมของการถ่ายทอดความรู้ โดยผ่านสถาบันศาสนาและวัง มีอุปนิสัยเป็นมิตร เอื้อเฟื้อและต่อต้านชาติที่เข้ามาในดินแดนของตนเอง นิยมการเป็นข้าราชการและทหาร ไม่สนใจการค้าขาย อย่างไรก็ตามค่านิยมนี้มาเปลี่ยนแปลงในภายหลัง มีดินแดนบางส่วนติดต่อกับประเทศคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม ในกรณีของไทยก็อยู่ชิดใกล้กับกัมพูชา ลาว พม่า ผูกมิตรกับประเทศเสรีนิยมเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์
ตุรกีมีพวกยังเตอร์ก (Young Turks) ซึ่งเป็นนายทหารหนุ่ม หัวปฏิวัติที่ยึดอำนาจจากสุลต่าน (สุลฏอน) อับดุลฮามิดที่ II (Abdul Hamid II) ได้สำเร็จ ในขณะที่นายทหารหนุ่มของไทยก็พยายามทำการปฏิวัติในทำนองเดียวกัน พวกเขาจึงได้รับสมญาว่ายังเตอร์ก (อ่านรายละเอียดของเรื่องนี้ใน ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, ผลการปฏิรูปประเทศสมัยอตาเตอร์กต่อประเทศตุรกีปัจจุบัน, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2532, หน้า 1-2)
ตุรกีมีจำนวนประชากรประมาณ 72 ล้านคน (ในปี 2012) โดยประชากรส่วนใหญ่ของตุกรีมีเชื้อสายเตอร์กิซ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50-58 ล้านคน ชนชาติอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่ ชาวเคิร์ด, เซอร์ซาสเซียน, ซาซา บอสเนีย, จอร์เจีย, อัลเบเนีย, โรมา (ยิปซี) , อาหรับและอีก 3 ชนชาติที่ได้รับการยอมรับจากทางการ ได้แก่ พวกกรีก, อาร์เมเนีย และยิวในบรรดาชนชาติเหล่านี้ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือชาวเคิร์ด (ประมาณ 12.5 ล้านคน) ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
ศาสนา ร้อยละ 99 นับถือศาสนาอิสลาม ที่เหลือเป็นคริสต์ นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ (73,725 คน) คริสต์นิกายจอร์เจียนออร์โธดอกซ์ (69,526 คน) คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (25,833 คน) คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ (22,983 คน) และยิว (38,267 คน)
ตุกรีเข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศหลายองค์การ ได้แก่ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ตั้งแต่ปี 1952 องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ตั้งแต่ปี 1969 องค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 1995 เป็นต้น และอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU)
ตุรกีเป็นสะพาน (gateway) เชื่อมโยงระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ระหว่างยุโรปกับเอเชีย หรือยูเรเซีย
ความเป็นการเมืองของตุรกีเกิดจากรัฐบาลที่เข้มแข็ง โดยอยู่ในอำนาจมามากกว่า 10 ปี รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีผู้นำที่มีหลักการสำคัญคือการให้ความสำคัญกับศาสนา นายกฯ ก็ดี ประธานาธิบดีก็ดี หรือรัฐมนตรีการต่างประเทศต่างมีความศรัทธาในศาสนาสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ที่ใช้เมื่อเข้ามารับตำแหน่งเกินกว่า 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลตุรกีก็ไม่ได้ไปบอกว่าจะเอาศาสนาเป็นตัวแก้ เขาเริ่มจากส่วนที่สำคัญที่สุด คือเริ่มจากประเด็นเรื่องปากท้อง ตุรกีหลังสงครามโลกคือ “ผู้ป่วยของยุโรป” แต่ปัจจุบัน ตุรกีสามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ ทำให้เศรษฐกิจโตได้ หลังจากนั้นก็เริ่มเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเมือง ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มันมีจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐบาลตุรกี จุดแข็งคือ ความต่อเนื่อง
รัฐบาลที่ผู้ลงทุนสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะไปทางไหน สำคัญมาก รัฐบาลที่ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศมหาอำนาจทราบว่าเจรจาแล้ว สิ่งที่เจรจาจะไม่อยู่ในกองแฟ้มตลอดไป มันมีความต่อเนื่องและนำไปใช้ได้ นั่นคือจุดแข็ง
Gullen ซึ่งเป็นนักคิด นักปราชญ์ทางด้านศาสนาในตุรกีปัจจุบันซึ่งลี้ภัยไปยังเพนซิลวาเนีย เห็นว่า หลักของอิสลามประมาณร้อยละ 90 สามารถนำมาใช้กับระบอบประชาธิปไตยได้หมดเลย ในขณะที่อีกร้อยละ 10 ไม่ใช่เรื่องหลักสำคัญและไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง จริงๆ แล้ว มันไปด้วยกันได้
พัฒนาการที่น่าสนใจคือรัฐบาลเริ่มนำสิ่งที่ดี คือเรื่องความเชื่อทางศาสนาเข้ามามากขึ้น เช่น รัฐบาลปัจจุบันเสนอว่า Ataturk บอกว่าห้ามคลุมผ้าในที่สาธารณะ อันนี้รัฐบาลก็ยกเลิก หรือการขายเหล้าก็ตาม ห้ามขายก่อน 22 นาฬิกา เป็นต้น ซึ่งอันนี้คนรุ่นใหม่ก็โตอีกแบบหนึ่ง ภาพลักษณ์ของตุรกีเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ประท้วงที่ Gezi Park ก็เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของคนรุ่นใหม่ การประท้วงนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจคือการเคาะกะละมังในเวลาสามทุ่มของทุกวัน ทุกบ้าน หลายๆ บ้านเคาะกะละมัง ซึ่งมันก็ไม่ต่างกับการเป่านกหวีดในประเทศไทย
Recep Tayyip Erdogan อดีตนายกรัฐมนตรีและปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีเป็นไม้แข็ง โดยต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เห็นด้วยกับการประท้วงแบบนี้ ประท้วงอย่างนี้ก็ไปออกความเห็นตอนที่มีการเลือกตั้งแทน ขณะเดียวกัน อดีตประธานาธิบดีอย่าง Abdullah Gul ก็เป็นไม้อ่อน การบริหารที่มีผู้นำไม้แข็งคน ไม้อ่อนคน มันจะมีทางออกในปัญหาต่างๆ ค่อนข้างจะหาได้ง่ายมากกว่าที่จะแข็งทั้งหมด หรืออ่อนทั้งหมด
เศรษฐกิจตุรกีเป็นเรื่องที่คนชอบถามว่าจริงหรือไม่จริง? เศรษฐกิจที่โตขึ้นมาได้ขนาดนี้ เป็นอันดับที่ 16 ของโลก ข้อมูลจาก Goldman Sachs พยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ในปี 2025 เศรษฐกิจของตุรกี จะขึ้นมาเป็นอันดับ 10 ซึ่งมีสหรัฐเป็นอันดับ 1 อันดับ 2 จีน อันดับ 3 ญี่ปุ่น อันดับ 4 เยอรมนี แต่พอถึงปี 2032 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ โดยอันดับ 1 เป็นจีน ตามด้วยสหรัฐอินเดีย ญี่ปุ่น บราซิล รัสเซีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เม็กซิโก อิตาลี และตุรกีเป็นอันดับ 9 ถ้าเรามองในตารางนี้ จะเห็นว่าอนาคตของเราอยู่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา และมีจีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย ตุรกีและเกาหลีใต้
สำหรับตุรกี ดังที่อาจารย์จิตติภัทร กล่าวว่าเป็นจุดเชื่อมบอลข่าน ตะวันออกกลาง ยุโรปหรือแอฟริกา เช่นเดียวกับไทยที่เป็นประตู เป็นจุดเชื่อมไปสู่ ASEAN ในเอเชีย หลังเหตุการณ์ในลิเบีย ตุรกีเป็นประเทศแรกๆ ที่เข้าไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ตุรกีมีขนาดอุตสาหกรรมก่อสร้างอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน เมื่อสงครามลิเบียเกิดขึ้น พอฝุ่นสงบลงแล้ว นักธุรกิจตุรกีเข้าไปทันที
ในด้านนโยบายต่างประเทศของตุรกีนั้น มีหัวใจอยู่ 2 ประการ นั่นคือ ประการแรกคือนโยบาย 360 องศา คือมีความสนใจไม่ใช่เฉพาะในภูมิภาค ไม่เฉพาะในยุโรป หมายถึงแอฟริกา อเมริกา แต่หมายถึงทุกประเทศในโลกนี้ กว้างมาก แต่แน่นอนใน 360 องศา ก็ต้องมีโฟกัสบางจุด ประการที่สอง นโยบาย 360 องศาถูกเสริมด้วยนโยบาย zero problems with neighbors ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมของ Ahmet Davutoglu อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในกรณีของซีเรีย จะเห็นว่าตุรกีกับซีเรีย ก่อนหน้านี้เป็นมหามิตรกันโดย “ตุรกีและซีเรียต่างก็เป็นมิตรแท้ซึ่งกันและกัน” แต่ในขณะนี้ตุรกีเห็นว่าเหตุการณ์ในซีเรียมันขัดกับความเชื่อของตุรกี ตุรกีเข้าไปมีบทบาทพอสมควร และก็พยายามผลักดันให้ Bashar al-Assad ผู้นำของซีเรียลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งก็มีการวิเคราะห์ว่ามีทั้งถูกและผิด บางฝ่ายระบุว่า ตุรกีดำเนินการเกินไปและไม่เปิดทางถอยให้ตนเองเลย
คำว่า zero-problems คือ maximum engagement คือมีความสัมพันธ์ให้มากที่สุด และก็ขยายความไปด้วยอีกว่า ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาเลย ปัญหาถูก minimise ปัญหาจะเป็น 0 ก็ต่อเมื่อผู้เจรจาและประเทศอื่นๆ เพื่อนบ้านเราเห็นสอดคล้องกันหรือประโยชน์สอดคล้องกันหรือแม้กระทั่งในกรณีซีเรีย ตุรกีไม่เห็นด้วยกับรัสเซีย แต่เขาก็ตกลงกันด้วยการเห็นด้วยที่จะไม่เห็นด้วยหรือ agree to disagree ในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นทางออกทางการทูตที่นุ่มนวล พอถึงจุดๆ หนึ่ง อันนี้คือทางออกที่นักการทูตเราเมื่อจำเป็น เราไม่เลือกทางที่ทะเลาะ การทะเลามันมีแต่ความเสียหาย ตุรกีวางบทบาทไว้ว่า ตัวเองเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพหรือ broker ในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะบอลข่านและตะวันออกกลาง โดยการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพในบอลข่านและตะวันออกกลาง ทำได้เพราะเหตุผลก็คือ ความที่เขาเป็นมุสลิมสายกลาง ซึ่งนิยมความเป็นมุสลิมสายกลางก็มีการตีความได้หลายแบบ
ในการทำความเข้าใจตุรกี และประเทศที่เป็นมุสลิม ถ้าไม่มีความเข้าใจพื้นฐานเรื่องของศาสนาแล้ว เราจะไม่เข้าใจวิธีการคิด ถ้าไม่เข้าใจศาสนา ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไม Erdogan คิดอย่างนี้ โดยเขาเรียนหนังสือจากโรงเรียนอิหม่ามฮาฟิสเพราะฉะนั้นมันจะบอกภูมิหลังว่ามีความเคร่งศาสนา หรือแม้กระทั้ง Abdullah Gul ก็มีความเคร่งศาสนา หรือ Davutoglu อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและเป็นนายกรัฐมนตรีปัจจุบันก็เป็นศาสตราจารย์ ท่านก็เป็นมุสลิมที่ดี ถ้าเราเข้าใจความคิดของประเทศต่างๆ ได้ ต้องเข้าใจความคิดของผู้นำ และจะเข้าใจความคิดของผู้นำได้ ต้องเข้าใจในปรัชญาคิดของผู้นำเหล่านั้น
ตุกรีเคยเป็น “ผู้ป่วยของยุโรป” ตั้งแต่ก่อนและหลังการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมาน ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงสถานภาพตัวเองกลายเป็นปกติที่มีความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ และก็เป็นตัวกลางหรือ broker ที่น่าสนใจในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ ในเรื่องของศาสนาที่ค่อนข้างจะเป็นสายกลาง ในเรื่องของรัฐบาลที่มีความต่อเนื่อง และมีความมุ่งมั่นชัดเจนที่จะสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างชาติได้ แม้ว่าจะเจอการชุมนุมประท้วง Gezi Park แต่ดูเหมือนว่าทิศทางต่างๆ นี้ก็ยังคงอยู่
อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ประเทศไทยเจรจากับตุรกีในขณะนี้เป็น “การเจรจาเพื่ออนาคต” ข้างหน้า ไม่ว่ารัฐบาลอาจจะเปลี่ยน ตัวผู้เล่นอาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความสัมพันธ์ไทย-ตุรกีก็จะยังคงต้องดำเนินต่อไป แล้วก็ในเรื่องของการเป็น Gateway ทั้งในของตุรกี ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และบริเวณใกล้เคียง รวมไปถึงประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาเซียน และประเทศในอินโดจีน ที่ตุรกีก็มองประเทศไทยเป็น Gateway ของเขาในภูมิภาคนี้ ประเด็นที่สำคัญคือนโยบายต่างประเทศของตุรกี ที่เขามี innovation ที่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ ในเรื่องของการมองเห็นที่รอบด้าน 360 องศา รวมไปถึงนโยบาย zero-problems ที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านที่เข้าไปเกี่ยวข้องและพัวพัน
นอกจากนี้เราอาจจะมองบทบาทของตุรกีในฐานะที่เป็นการผงาดขึ้นมาของตุรกี ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นตัวแสดงระดับโลก หรือ Global actor เหมือนอย่างจีน แต่ในฐานะที่เป็นตัวแสดงระดับภูมิภาค
เฉพาะคนตุรกีอย่างเดียวที่อยู่ในเยอรมนีมีตั้ง 5 ล้านคนแล้วและคนตุรกีเป็นนักก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่มาก เราจะเห็นว่าศาสนสถานของมหานครมักกะฮ์ ซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของซาอุดีอาระเบีย ณ ตอนนี้นั้น ล้วนแต่ใช้ช่างตุรกีทั้งสิ้น หนังสือดีๆ ที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเป็นหนังสือของซินาน ซึ่งพูดถึงการก่อสร้าง โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมอิสลาม แม้แต่สัญลักษณ์ซึ่งหลายๆ คนเข้าใจว่าเป็นสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามอย่างดาวเดือน ความจริงเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรออตโตมานที่ยิ่งใหญ่ ระยะหลังๆ หลายประเทศรวมทั้งคนมุสลิมในประเทศไทยก็เอามาใช้ประดับไว้ตามมัสญิดและอื่นๆ ออตโตมานเป็นอาณาจักรที่ครองความยิ่งใหญ่ยาวนานถึง 600 กว่าปี โดยเฉพาะตะวันออกกลางเกือบทั้งหมดต่างก็ตกอยู่ใต้การปกครองของออตโตมานมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งออตโตมานร่วมรบกับเยอรมนี และพ่ายแพ้จากนั้นอาณาจักรออตโตมานก็เหลือเพียงตุรกี
ปัญหาของตุรกีในช่วงต้นสมัย Kamal Ataturk ก็เหมือนกับผู้นำคนอื่นๆ ที่มองว่าวิถีของคนยุโรปนั้นน่าจะเป็นวิถีชีวิตที่ดีที่สุดมากกว่าวิธีดั้งเดิม ก็ทิ้งหลักการ และความยิ่งใหญ่ของความเป็นอิสลามในช่วงนั้น โดยลืมไปว่าความยิ่งใหญ่ของออตโตมานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากศาสนาอิสลาม ดังนั้นสิ่งที่เราได้พบก็คือว่า ตุรกีที่เราได้พบในตอนนั้นเป็นตุรกีที่เป็น Sick man of Europe เป็นตุรกีที่แยกแยะไม่ออกระหว่าง Westernization กับ Modernization คิดว่าอะไรที่มาจากตะวันตกเป็นสิ่งทันสมัยทั้งสิ้น อันนี้เป็นความคิดเดียวกับชาฮ์ของอิหร่าน เป็นความคิดเดียวกันกษัตริย์อมานุลลอฮ์ของอัฟกานิสถาน ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ในระยะหลังก็ถูกบีบให้ออกนอกประเทศไปและเป็นความคิดเกี่ยวกับ ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีของไทย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตุรกีก็เป็นประเทศมุสลิมเพียงไม่กี่ประเทศ ที่ยึดหลัก Secularism ซึ่งเน้นการแยกศาสนาออกจากการเมือง หรือให้ความสำคัญกับสังคมมากกว่าศาสนา อันนี้เป็นช่วงหนึ่งของตุรกี ตุรกีเปลี่ยนเสียงเรียกการทำละหมาด (อะซาน) จากภาษาอาหรับเป็นภาษาตุรกี เปลี่ยนวิถีชีวิตหลายอย่าง และในเวลาเดียวกันตุรกีก็มีพรรคการเมืองที่พยายามจะลุกขึ้นสู้โดยใช้หลักการอิสลาม แต่ว่าอำนาจที่สำคัญเป็นของทหาร เพราะฉะนั้นถ้าพรรคใดก็แล้วแต่จะใช้ชื่ออิสลาม หรือมีวิถีอิสลาม อย่างกรณีของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมก็มักจะถูกทหารโค่นมาตลอด อย่างเช่นในสมัยของศ. Erbakan เป็นต้น แม้ว่าในระยะต่อมารัฐบาลพลเรือนจะมีบทบาทมากกว่าทหารก็ตาม จะเห็นได้ว่าตุรกีเป็นรัฐฆราวาสธรรมจนถึงชั้นที่ว่าสตรีไม่สามารถคลุมฮิญาบเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับผู้ชายที่ไว้เคราก็ถูกห้ามเข้าห้องเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเช่นกัน แต่หลังจากนั้นอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง ตุรกีก็ได้สรุปบทเรียนว่า การเมืองของตุรกีต้องเปลี่ยนผ่าน นั่นก็คือหลักศาสนาต้องคงอยู่ แต่ในเวลาเดียวกันต้องเปิดพื้นที่ให้กับประชาธิปไตยให้มากขึ้น จากนั้นตุรกีก็ประสบความสำเร็จในสมัยของ Abdullah Gul และ Erdogan ที่ประสบชัยชนะมาตลอด ฉะนั้น โลกมุสลิมจึงมองตุรกีว่าเป็น “Turkish Model” เป็นประเทศที่น่าเอาแบบอย่าง ก็คือว่าต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมการเดินสายกลาง (empowering the moderate) มิใช่อิสลามสายกลาง เพราะนักวิชาการมุสลิมบอกว่า ถ้าพูดว่าอิสลามสายกลาง อิสลามก็ต้องมีสายอื่นๆ ด้วยฉะนั้นอิสลามก็คืออิสลาม อิสลามเป็น way of life ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในการตีความ แต่อย่างไรก็ตาม คนมุสลิมก็ได้รับการสอนจากคำสอนของศาสนาไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น people of the middle path (อุมมะตัน วะซะตัน) คือว่าเป็นประชาชาติสายกลาง อันนี้ตรงกับหลักการของพี่น้องชาวพุทธที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
ดังนั้นคำสอนที่ถูกต้องสำหรับอิสลามคือการประณามความรุนแรงสุดโต่ง ถือว่าผู้ติดยึดกับความรุนแรงและสุดโต่งไม่ใช่สานุศิษย์ที่แท้จริงของอิสลาม อันนี้เป็นการตีความตามหลักการศาสนา การตีความอาจขึ้นอยู่กับสำนักคิดต่างๆ เพราะว่าคัมภีร์อัลกุรอานเป็นศาสนาวจนะ ซึ่งการตีความอาจแตกต่างกัน แต่ว่าการตีความส่วนใหญ่ก็ออกไปในแนวทางที่เราเข้าใจได้ดี
ตุรกีเป็นประเทศที่ผ่านเหตุการณ์หลายอย่าง ตุรกีไม่ใช่ทั้งเปอร์เซีย ไม่ใช่ทั้งอาหรับ แต่เป็นมุสลิมอยู่ในดินแดนที่เป็นยุโรป ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่อยากจะเป็นยุโรปมากกว่าเอเชีย ในขณะที่อิสราเอลอยู่ในเอเชีย แต่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอาหรับอื่นๆ ต้องไปสังกัดกับยุโรป อันนี้เป็นชะตากรรมของเชื้อชาติ หรือว่าความขัดแย้งในภูมิภาคและการยึดครองที่ไม่ชอบธรรม
Secularism ของตุรกีอาจจะแตกต่างจากโลกอาหรับอื่นๆ ในหลายแง่มุม ตุรกีเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลมาก่อน แต่ในเวลาเดียวกัน องค์กรที่ใหญ่ที่สุดของอิสลามคือ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ก็มีชาวตุรกีเป็นอดีตผู้นำที่ได้รับการคัดเลือกจากโลกมุสลิมมาแล้วสองสมัยติดต่อกัน ตุรกีกับประเทศไทยมีปัญหาคล้ายคลึงกันนั่นคือ ตุรกีมีปัญหาชาวเคิร์ด ส่วนของไทยมีปัญหาสามจังหวัดภาคใต้
ถ้ามองในแง่ความสัมพันธ์ทางการทูต ประเทศไทยกับตุรกีมีความสัมพันธ์ดีเยี่ยม เช่นเดียวกับที่ไทยมีความสัมพันธ์กับอิหร่านมายาวนานถึง 400 ปี กรณีของตุรกีพอถึงปี 2018 จะมีความสัมพันธ์ 60 ปี ตอนนี้เป็นความสัมพันธ์มากกว่า 50 ปีที่ยาวนาน และก็มีการเยือนกันอย่างเช่น การเยือนของนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจและก็มีการตกลงกัน
ถ้ามองในทางภูมิศาสตร์ ตุรกีมีความสำคัญเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ แถบนั้น เพราะว่าตุรกีเป็นรอยต่อเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย ยุโรปและแอฟริกา เส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญก็ผ่านช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะเนลส์ พลเมืองนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 90 ความจริงอิสลามของตุรกี มองจากภูมิหลังเมื่อเทียบกับตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นอิสลามที่ดูเหมือนจะค่อนข้างตีความแตกต่างกัน แล้วก็มีบางช่วงที่พบว่า มีวิถีชีวิตด้านหนึ่งที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง จากประสบการณ์ในการเดินทางไปหลายครั้ง ตุรกีเป็นประเทศที่ผู้คนมีนิสัยน่ารัก อ่อนโยน ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่คนตุรกีเลือกมาศึกษาและมาตั้งโรงเรียน อย่างน้อยโรงเรียนตุรกี 4 แห่งในประเทศไทย ทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพก็ประสบความสำเร็จมาก
ถ้ามองตุรกีโดยภาพรวมเราเห็นหลายอย่าง เช่นเป็นส่วนผสมระหว่างอารยธรรมเก่าแก่กับความทันสมัย ในปัจจุบันนี้เราต้องการที่จะร่วมมือกับตุรกีหลายด้าน และก็ถือว่าตุรกีเป็นจุดยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเส้นทางสายไหมใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เราหวังว่าจะเป็นศูนย์กลางของเอเชียในการเชื่อมต่อกับยุโรป นอกจากนี้ตุรกีเองก็พยายามมีบทบาทในฐานะผู้นำในโลกมุสลิม เราเห็นบทบาทของตุรกีชัดเจนในการเข้ามาแก้ปัญหาโรฮิงยาในพม่าซึ่งเป็นชาวมุสลิมของรัฐยะไข่ ความคิดที่จะเชื่อมโยงผ่านสายเอเชีย โดยการเชื่อมโยงยุโรป-เอเชีย ตุรกีนั้นถูกเรียกว่าเป็น Iron Silk Road ส่วนไทยนั้นก็ต้องการเข้าไปมีบทบาทในเส้นทางสายไหมนี้เช่นเดียวกัน และก็หวังว่าจะให้มีการเชื่อมต่อระหว่างไทย-ตุรกี เอเชียกลางและอื่นๆ ในที่สุด
ในส่วนของความสำเร็จอื่นๆ นั้น ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ในระดับประชาชนกับประชาชนค่อนข้างมาก โดยมีองค์กรที่สำคัญและทำงานอย่างต่อเนื่องก็คือสมาคมธุรกิจตุรกี-ไทย นอกจากนี้สิ่งที่ตุรกีมีบทบาทมากขึ้นก็คือ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้ เรากำลังจะดำเนินการเรื่องของการตกลงเขตการค้าเสรี ในฐานะที่ตุรกีมีอุตสาหกรรมก่อสร้างอันดับ 2 ของโลก ไทยเราน่าจะมีวิธีการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านนี้ด้วย พ่อค้าตุรกีส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทย เป็นพ่อค้าส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในด้านที่เกี่ยวกับอัญมณี รวมทั้งในระยะหลังๆ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันมากขึ้น แล้วไทยกับตุรกีมีความเห็นร่วมกันว่าไทยจะไปเปิดสถานกงสุลในตุรกี และตุรกีก็จะมาเปิดเช่นเดียวกันที่เชียงใหม่และภูเก็ต เราจะเห็นว่าสายการบิน Turkish Airline มีเที่ยวบินถึง 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ และที่สำคัญคือทุกวันนี้มีชาวตุรกีอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 5,000 คน เป็นกลุ่มใหญ่ ทั้งหมดนี้ก็เป็นภาพรวมของประเทศหนึ่งที่เคยเป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ของโลก ถึงเวลาแล้วที่ไทยกับตุรกีควรมีความเชื่อมโยงผูกพัน และมีความสัมพันธ์ให้มากขึ้น หลังจากที่เรามีความสัมพันธ์ที่เจริญเติบโตเกือบ 60 ปีแล้ว
การเปลี่ยนแปลงของตุรกีมีหลายประเด็นด้วยกันได้แก่ ประเด็นเรื่องของการเป็นรัฐฆราวาสที่มีบทบาทค่อนข้างสำคัญ และบทบาทของกองทัพตุรกีที่ทหารมีบทบาทในการโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้งในนามของการปกป้องลัทธิ Secularism มากมายหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา และเมื่อเปลี่ยนผ่านมาสู่การเป็นประชาธิปไตยได้ในที่สุดก็เปิดที่เปิดทางให้กับกระบวนการแบบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
“ตุกรีไม่ใช่อาหรับ ไม่ใช่เปอร์เซีย แต่เป็นอิสลาม เป็นมุสลิม แต่อยากเป็นยุโรป” เป็นการสะท้อนภาพที่ชัดเจนมากๆ ของตุรกี เพราะประเทศตุรกีอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปหรือ EU มาก แต่ด้วยความเป็นอิสลามอาจจะเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ตุรกีเข้าไปสู่ EU ได้ค่อนข้างยากลำบาก ตุรกียังเป็นการผสมระหว่างอารยธรรมเก่ากับความทันสมัยในปัจจุบัน
ประเทศตุรกีมีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายกับประเทศไทยมาก ทั้งพัฒนาการทางด้านการเมือง บทบาทของทหาร กองทัพ ในเรื่องของพัฒนาการประชาธิปไตย ในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ การที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค รวมไปถึงการมีปัญหาอะไรคล้ายกันเช่น ปัญหาในเรื่องของเคิร์ดหรือปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เราจะเห็นได้ว่าคนตุรกีมีเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งคนไทยในตุรกีก็มีนักศึกษาไทยที่ไปเรียนตุรกี ล่าสุดก็ประมาณ 1,000 คน มีคนไทยที่ไปอยู่ในตุรกีราวๆ 500 คน
การล่มสลายของตุรกีนั้นนำมาสู่การก่อตัวของรัฐที่เป็นฆราวาสรัฐใหม่ในโลก มีหลายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประวัติศาสตร์ช่วงยาวของตุรกี ตั้งแต่การล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมาน อันเป็นผลมาจากกระบวนการพัฒนาที่มาอย่างล่าช้า (late development) และประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายสูงมากทั้งในทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา แม้กระทั่งในศาสนาอิสลามเองก็ยังมีการตีความที่แตกต่างหลากหลาย และก็รวมไปถึงกลุ่มเคิร์ดด้วย
การล่มสลายของอาณาจักรนี้นำไปสู่รัฐเล็กรัฐน้อยที่แตกออกมาในพื้นที่ภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่โตมาก นี่ก็นำมาสู่การเกิดขึ้นของประเด็นปัญหาอะไรต่างๆ ในเวลาเดียวกันมันก็มีศักยภาพต่างๆ เกิดขึ้นด้วย การก่อตัวของรัฐตุรกีใหม่ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือในปี 1923 เป็นต้นมา หัวใจสำคัญของรัฐสมัยใหม่ก็มีประเด็นในเรื่องของชาตินิยมที่มีบทบาทสำคัญ ตุกรีก็ได้ผ่านการพัฒนาทางด้านเมือง และเศรษฐกิจมาในหลายรูปแบบ จากในช่วงของการเติบโต ช่วงของวิกฤต นำไปสู่การรัฐประหารเป็นวัฏจักรทางการเมืองในตุรกี ในภูมิภาคนี้ บทบาทของตุรกีเป็นประเทศที่ห้อมล้อมไปด้วยรัฐที่เป็นอำนาจนิยม หรือรัฐเผด็จการทั้งนั้นเลยแล้วจะอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งคือ ประเด็นเรื่องของศาสนาที่มีการตีความหลายแบบมากมาย แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีแบบเดียวที่ถูกต้องทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับเรื่องของการปฏิบัติในสังคมเป็นสำคัญ นอกจากนั้นหลักการสำคัญของศาสนาอันได้แก่ ความรัก ความใจกว้าง และเมตตาธรรมเป็นสิ่งที่นำพาให้รัฐตุรกีหลุดออกจากวิกฤตเศรษฐกิจ และหลุดออกจากวิกฤตการเมืองอะไรต่างๆ ได้อันนี้ก็เป็นปัจจัยในเชิงของวัฒนธรรม และศาสนาที่สำคัญ
ไม่อยากให้มองตุรกีเป็น role model ของโลกมุสลิมเลยทีเดียว แต่มองว่าเป็น good source of experience ของคนมุสลิมที่สามารถอยู่กันอย่างเอื้ออาทร อย่างสันติสุข และอย่างประสบความสำเร็จได้
ตุรกีคือผู้นำของโลกมุสลิม
ความพยายามของตุรกีในการขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกมุสลิม
การเดินทางไปเยือนอิหร่านโดยเรซิฟ ตอยยิบ เออร์ดูอัน (Racip Tayyib Erdogan) ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ตุรกีกำลังมีบทบาทใหม่ไปในทางบวกอย่างสูงในตะวันออกกลาง
ตุรกีทำหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างความสมานฉันท์ (conciliator) เป็นผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) เป็นผู้สร้างสันติภาพ (peacemaker) การเข้ามาถึงอิหร่านถือเป็นแนวทางอันเป็นอุดมคติที่ตุรกีต้องการเข้ามามีบทบาทตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น
ผู้นำตุรกีใช้เวลาหลายปีเพื่อผลักดันจุดหมายของตนที่เรียกกันว่าปัญหาเป็นศูนย์กับเพื่อนบ้าน (zero problems with neighbours) และตุรกีก็ประสบความสำเร็จ
ตุรกีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกรีซบัลกาเรียและอิรัก สำหรับซีเรีย ซึ่งทั้งสองประเทศเกือบจะได้ทำสงครามต่อกันเมื่อ 1 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น เวลานี้ไม่ต้องการให้มีการขอวีซ่า นายกรัฐมนตรีอะห์เม็ต ดาโวโตกลู (Ahmet Davotoglu) ย้ำที่อเล็ปโปเมื่อต้นเดือนธันวาคมปี 2015 ว่าทั้งสองประเทศมีเป้าหมายร่วมกัน ประวัติศาสตร์และอนาคตร่วมกัน แม้ว่าตุรกีต้องการจะเห็นรัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช่บาชัรอัลอะสัดก็ตาม สิ่งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากตุรกีสัญญาว่าจะข้ามผ่านปัญหากับอาร์เมเนีย ซึ่งชายแดนของทั้งสองประเทศจะเปิดให้แก่กันโดยมีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ต้องหยุดไปถึง 16 ปีขึ้นมาอีกครั้ง
เวลานี้ตุรกีกำลังก้าวเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง อันเป็นขั้นตอนที่ตุรกีมีความใฝ่ฝัน ตามนโยบายแห่งภูมิภาคของตนที่เรียกร้องมิให้ “มีปัญหากับเพื่อนบ้าน” ผู้นำตุรกีทราบดีว่า แนวโน้มในอนาคตของตนนั้นขึ้นอยู่กับความมั่นคงในภูมิภาคและตุรกีก็มีความกระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน
อันเนื่องมาจากขนาดกำลังอำนาจทางเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่ดี แม้ว่าจะมีประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม ตุรกีได้รับการวางตัวตามแบบฉบับของตนเองคือเป็นทั้งต้นแบบและตัวกลางในการแก้ไขปัญหา
สำหรับประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของตุรกี ได้รับการมองดูว่าเป็นการเชิญชวนให้เห็นว่าการปฏิรูปของอะตาเติร์กคือการหันห่างออกจากอิสลาม จึงดูเหมือนขาดความชอบธรรมทางศาสนา นอกจากนี้ตุรกียังถูกเรียกว่าเป็นสมุนของสหรัฐอันเป็นตราประทับถึงการนำเอานโยบายสหรัฐเข้ามาใช้ ซึ่งชาวมุสลิมมองว่าเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความบาดหมางกันในที่สุด
อย่างไรก็ตามนโยบายเหล่านั้นที่ถูกต่อต้านมิได้ถูกนำมาใช้ในตุรกีปัจจุบัน เวลานี้ตุรกีถูกปกครองโดยชาวมุสลิมที่ให้ความสำคัญกับศาสนาและมีนโยบายต่างประเทศของตนเอง ผู้นำตุรกีได้รับการต้อนรับในหลายแห่งที่เดินทางไปถึง ในอดีตไม่มีใครให้ความสนใจการมาเยือนของผู้นำตุรกีด้วยซ้ำไป
ภายใต้สถานการณ์อื่นๆ อียิปต์ ปากีสถาน อาจจะขึ้นมานำโลกมุสลิม อย่างไรก็ตามสังคมของประเทศเหล่านี้ก็อ่อนแอ แตกแยกและรวมกันไม่ติด อินโดนีเซียขึ้นมาเป็นประเทศที่น่าสนใจแต่ก็ไม่มีจารีตทางประวัติศาสตร์ของการเป็นผู้นำและอยู่ห่างจากวิกฤตการณ์ของโลกมุสลิม เหตุการณ์นี้มาพ้องต้องกันทำให้ตุรกีกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเล่นบทบาทนี้
ท่ามกลางภาพอันงดงามก็มีสิ่งที่เปลี่ยนไป ตุรกีเริ่มนำตัวเองออกห่างจากอิสราเอล ตุรกียกเลิกความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับอิสราเอล ผู้นำตุรกีพูดด้วยความโกรธเคืองซึ่งแสดงให้เห็นการต่อต้านนโยบายของอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีเออร์ดูอัน ซึ่งกล่าวในการประชุมประจำปีที่ดาวอส (Davos) ด้วยการประณามการรุกรานกาซ่าของอิสราเอลว่าเป็นอาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ ดังนั้นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่มีมาในอดีตกับอิสราเอลกำลังจะจบลง
สำหรับตุรกีการมีความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับอิหร่านเป็นเรื่องดี ตราบใดที่ตุรกีไม่หันหลังให้สหรัฐ การมีความสัมพันธ์ของตุรกีกับขบวนฮามาส (Hamas) ของปาเลสไตน์และขบวนการฮิซบุลลอฮ์ก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตามการมีบทบาทของตุรกีต้องไม่ละเลยความสำคัญอย่างที่สหรัฐเคยละเลยมาก่อนนั้นคือ การที่จะต้องรักษานโยบายต่างประเทศของตนตามผลประโยชน์แห่งชาติเอาไว้ มิใช่นโนบายต่างประเทศที่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก
การขึ้นมาของตุรกีและอิทธิพลของตุรกี
ตุรกีกำลังเติบโตกลายเป็นมหาอำนาจขนาดกลางที่มีความมั่นใจ พร้อมด้วยวิสัยทัศน์ของการกลายมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจในภูมิภาค จากครั้งหนึ่งที่เคยถูกเรียกว่าเป็นคนป่วยของยุโรป (sick man of Europe) เวลานี้ตุรกีได้ขยายอิทธิพลของตนเองข้ามภูมิภาคและไปไกลกว่านั้นและถูกมองว่าเป็นทางเลือกของความเป็นผู้นำในโลกมุสลิม
ไม่มีอิทธิพลใดๆ ของตุรกีที่จะเห็นได้ชัดเจนเท่าอิทธิพลที่มีอยู่เหนือประเทศที่พูดภาษาเตอร์กิก (Turkic) แห่งเอเชียกลาง (Central Asia) และอะเซอร์บัยญาณ
ความเจริญเติบโตในการใช้ soft power ของตุรกีนั้นมิได้หยุดลงที่อะเซอร์บัญญาณเท่านั้นแต่ได้ขยายตัวออกไปจากดูใบไปจนถึงไคโร จากดามัสกัสไปจนถึงเบรุต อิสลามาบัดไปจนถึงบอสเนีย ละครตุรกีได้รับความนิยมใน 76 ประเทศมาตั้งแต่ปี 2005
บางทีอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่มีความสำคัญกว่าก็คือการที่โรงเรียนของตุรกีมากกว่า 1,000 แห่งมีความเชื่อมโยงกับนักเผยแพร่ศาสนาอย่างกุลเลน (Fetullah Gulen) แห่งตุกรีใน 130 ประเทศ
อำนาจความเจริญเติบโตของตุรกีนั้นยากที่จะเพิกเฉยได้ ด้วยความเจริญเติบโตร้อยละ 8.5 และร้อยละ 9 เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ตุรกียังคงนำอยู่ในตารางของ OECD บริษัทของตุรกียังขยายข้ามผ่านประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ บริษัท TAV ของตุรกีเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลกและมีการขยายตัวอย่างก้าวหน้า
บริษัทก่อสร้างของตุรกีในเวลานี้ปฏิบัติการณ์อยู่ใน 94 ประเทศและการลงทุนของตุรกี 25 พันล้านเหรียญสหรัฐในเวลานี้ได้เข้าไปใน 109 ประเทศทั่วโลก
ISBC คาดหมายว่าตุรกีจะกระโดดขึ้นไปอีก 9 จุดที่จะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลกภายในปี 2050 อำนาจทางเศรษฐกิจของตุรกีจะคงขยายตัวได้เป็นอย่างดีในทศวรรษนี้
ตุรกีได้กลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนและสร้างความตื่นตัวขึ้นในโซมาเลีย ประธานาธิบดีเออร์ดูอันได้กลายมาเป็นผู้นำคนแรกที่มิได้เป็นชาวแอฟริกาที่มาเยือนโซมาเลีย เรื่องราวเดียวกันนี้ สามารถพูดถึงได้เช่นเดียวกันในเยเมนสำหรับชาติมุสลิม เป็นเรื่องใหม่สำหรับเยเมนที่ได้รับการช่วยเหลือจากประเทศมุสลิมอย่างตุรกี นอกจากนี้ข่าวการช่วยเหลือของตุรกีจะอยู่ในสื่อของประเทศมุสลิม และยังถูกมองว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่มีเกียรติทั่วโลกมุสลิมในปัจจุบันอีกด้วย
จากการสำรวจของสำนัก Pew ในเดือนมิถุนายนปี 2012 พบว่าเออร์ดูอันเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกมุสลิม ยิ่งไปกว่านั้นชาวมุสลิมส่วนใหญ่เชื่อว่าตุรกีเป็นประเทศที่กำลังสนับสนุนให้เกิดประชาธิปไตยทั้งในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
ร้อยละ 78 ของชาวอียิปต์เชื่อว่าตุรกีสนับสนุนประชาธิปไตยในภูมิภาค ในทางตรงกันข้ามเงินช่วยเหลือของสหรัฐนับพันล้านได้หลั่งไหลเข้าสู่อียิปต์มาเป็นทศวรรษ แต่ประชาชนของอียิปต์ร้อยละ 37 เท่านั้นที่ยอมรับว่าสหรัฐฯ สนับสนุนประชาธิปไตยในตะวันออกกลาง
ความคิดในทางบวกที่คู่ขนานกันไปในหมู่ชาวมุสลิมและบรรดาผู้นำ รวมทั้งการช่วยเหลือของตุรกีต่อภูมิภาคทำให้ตุรกีมีพลังอำนาจสำคัญที่สามารถก่อให้เกิดอนาคตของโลกมุสลิมที่มีความเป็นสถาบันขึ้นมา ไม่ว่าเราจะมองคุณภาพของประชาธิปไตยในตุรกีอย่างไร ตุรกีก็อยู่ในแนวหน้าของโลกมุสลิมส่วนใหญ่ไปหลายไมล์แล้ว และดูเหมือนว่าคนมุสลิมส่วนใหญ่จะให้การยอมรับอย่างท่วมท้นดังที่เออร์ดูอันได้ประกาศว่า
“เราเรียกตัวเราเองว่าเดโมแดรตที่อนุรักษ์นิยมเรามุ่งตัวเราเองไปสู่ความเปลี่ยนแปลงบนพื้นฐานของสิทธิและเสรีภาพ จุดยืนนี้ได้ก้าวข้ามเขตแดนประเทศของเราไปแล้วและได้กลายเป็นตัวอย่างของประเทศมุสลิมทั้งมวล”
ตามความคิดของผู้นำฮามาสที่ไปอยู่ในตุรกีเห็นว่ารัฐบาลตุรกีได้แสดงให้เห็น “โฉมหน้าที่สดใสของอิสลาม” เออร์ดูอันนั้นไม่ได้เป็นแค่เพียงผู้นำของตุรกี แต่เป็นผู้นำของโลกมุสลิม นายกรัฐมนตรีของตุรกีนั้นได้รับการยอมรับไม่ว่าเขาจะไปเยือนเมืองหลวงของประเทศใดของตะวันออกกลางหรือแอฟริกาเหนือ
ดังนั้นใครที่ทำงานอยู่ในโลกมุสลิมจึงไม่อาจละเลยอิทธิพลของตุรกีได้
ตุรกีสามารถนำโลกมุสลิมและเป็นพันธมิตรตะวันตกไปพร้อมกันได้หรือไม่?
พรรคยุติธรรมและพัฒนา (Justice and Development Party) ซึ่งอยู่ในอำนาจมา 14 ปี ได้รับชัยชนะอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปของปี 2015
ในช่วงที่มีการรณรงค์เลือกตั้งที่อนาโตเลีย (Anatolia) นายกรัฐมนตรีดาโวโตกลูได้เข้าร่วมงานของพรรคในบ้านเกิดของเขาคือเมืองคอนย่า (Konya) ซึ่งเป็นที่รวมของการเมืองอิสลาม (Political Islam) มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970
ในเวลานั้นพรรค AISP ได้มีรายการสดทางโทรทัศน์ทุกช่องเพื่อให้ผู้ชมทางบ้านพบกับแขกรับเชิญและที่เป็นที่ประหลาดใจคือการปรากฎตัวของคอลิด มิชอัล (Khalid Misal) ผู้นำปาเลสไตน์ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากฝูงชนนับพันที่ออกมาตะโกนคำขวัญ” เราตายเพื่อท่านฮามาส” และมิชอัลผู้อุทิศตนในแนวทางแห่งศาสนา (มุญาฮิดมิชอัล) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตุรกีนั้น “เป็นแหล่งของความเข้มแข็งสำหรับมุสลิมทั้งหมด” ในขณะที่สัญญาว่า “จะนำเอานครเยรูซาเล็มและปาเลสไตน์คืนกลับมา” จากการยึดครองของอิสราเอล
สำหรับผู้ที่ปรากฏตัวอยู่ในเวลานั้นจะพบว่าการมาเยือนเมืองคอนยาเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับดาโวโตกลู และเพื่อนที่เป็นผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับแนวทางอิสลาม
กล่าวกันว่าใครก็ตามที่ทำงานในโลกมุสลิมหรือในแอฟริกาย่อมไม่อาจละเลยตุรกีได้ ธุรกิจของตุรกีนั้นอยู่ในเขตแดนแห่งการพัฒนาการค้าของตุรกีเอง ธุรกิจของตุรกีที่ซับซาฮาร่าของแอฟริกาได้พุ่งขึ้นสูงสุดมาแล้วเมื่อหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา จาก 750 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2000 ไปจนถึง 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2011
การลงทุนของตุรกีก็เข้ามาถึงทุกซอกมุมของทวีปแล้ว โคลินซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างของตุรกี ได้เริ่มต้นโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีราคา 140 ล้านเหรียญขึ้นไปในยูกันดาและหาโอกาสการลงทุนในแอฟริกาใต้และเคนยา
Conglomerate Koc Holding ของตุรกี (ซึ่งรวมทั้งบริษัท BEKO appliances) กำลังทำธุรกิจด้านการบริการในแอฟริกาซึ่งมีมูลค่า 324 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2011
ตุรกีเป็นผู้ให้เงินช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ที่น่าสนใจคือในฐานะที่เป็นสมาชิก OECD ตุรกีมีความสามารถที่จะเพิ่มการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในปี 2011 ตุรกีใช้เงินถึง 1.3 พันล้านในการช่วยเหลือประเทศต่างๆ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่สำคัญ การช่วยเหลือของตุรกีได้ถูกจัดอยู่ในลำดับเดียวกันกับออสเตรเลียและฟินแลนด์
อย่างไรก็ตามขนาดของความช่วยเหลือเป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะความช่วยเหลือของตุรกีนั้นจะเข้าไปในที่ๆ ตุรกีสามารถนำเอา soft power ของตนเองเข้าไปด้วยและเพิ่มอิทธิพลของตนเข้าไปด้วยเช่นกัน
จนถึงปัจจุบันเงินช่วยเหลือของตุรกีส่วนใหญ่จะเข้าไปในเอเชียกลางและบอลข่านไปยังอดีตดินแดนที่อาณาจักรออตโตมานมีอิทธิพลและประเทศที่พูดภาษาเตอร์กิก อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือของตุรกีไปยังแอฟริกาและตะวันออกกลางได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในปี 2012 พรรค AKP ได้รับการมาเยือนโดยมิชอัลและผู้ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ที่เป็นรัฐบุรูษของตะวันออกกลาง อย่างเช่น มุฮัมมัด มุรซี (Muhammad Mursi) แห่งขบวนการภราดรภาพมุสลิม ซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของอียิปต์ ก่อนจะถูกโค่นโดยเผด็จการทหาร
รอชีด อัล-กอนนูชี (Rashid al-Ghannushi) ซึ่งพรรคอัล-นะเฎาะฮ์ (al Nahda) ของเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ตูนีเซีย
ฏอริก อัล-ฮาชิมี (Tariq al-Hashimi) ผู้นำอิรักซุนนี ทั้งนี้เราจะพบว่าอิสลามการเมืองได้มุ่งเข้าไปทุกที่จากตูนีเซียไปถึงตุรกี
สำหรับกรณีของซีเรียนั้นเออร์ดูอันถึงกับปฏิญาณว่าตัวเขาจะเข้าไปละหมาดในมัสญิดอุมัยยะฮ์ (umayyah Mosque) ในกรุงดามัสกัสให้จงได้
มิชอัล ได้ให้การยกย่องนายกรัฐมนตรีตุรกีว่าเป็นดัง “ผู้นำโลกอิสลาม”
ดาโวโตกลูและเออร์ดูอันเชื่อว่าในที่สุดตุรกีได้กลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้ง เป็นเวลาเกือบหนึ่งร้อยปี หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมาน (Ottoman Empire) ในปี 1918 และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่จะทำให้ความฝันในการผนึกกำลังของอิสลามให้เป็นความจริงอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามสองปีต่อมาความหวังของ AKP ได้มลายหายไปเมื่อขบวนการภราดรมุสลิมถูกโค่น และเวลานี้มุรซีก็กำลังถูกไต่สวน อัล-นะเฎาะฮ์ ประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง อัล-ฮาชิมี (Al-Hashimi) พันธมิตรหลักในอิรักลี้ภัยอยู่ในอิสตันบูล
อาจกล่าวได้ว่าในสายของขบวนการภราดรภาพมุสลิมซึ่งได้รับการส่งเสริมโดยดาโวโตกลูและเออร์ดูอันนั้นยังมีผู้เล่นที่ใช้อิสลามการเมืองที่ประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบันเหลืออยู่แค่สองกลุ่มคือ AKP และขวนการฮามาส
หลักการเลือกตั้งซึ่งฮามาสได้ชัยชนะในปี 2006 ที่กาซ่าแล้วตุรกีได้ใช้ความพยายามทุกอย่างที่จะทำให้พรรคของมิชอัล ซึ่งถูกตะวันตกเรียกว่ากลุ่มก่อการร้ายได้รับการยอมรับโดยชุมชนระหว่างประเทศ เออร์ดูอันถือว่าฮามาสเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประชาชนกาซ่า
อย่างไรก็ตามปัจจุบัน AKP มิได้เป็นผู้ประสานงานสำหรับขบวนการฮามาสเท่านั้น แต่ยังเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของขบวนการฮามาสอีกด้วย
อย่างไรก็ตามในลิเบียนโยบายต่างประเทศที่เน้นการผนึกกำลังอิสลามในปัจจุบันของตุรกีต้องเผชิญกับความยากลำบาก เมื่อสายการบินตุรกี (Turkish Airlines) ต้องเลิกเที่ยวบินไปลิเบียหลังจากรัฐบาลในเมืองโตบรู๊ก (Tobruk) ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของลิเบียขู่ว่าจะยิงเครื่องบินของตุรกี
ปัจจุบันตุรกีมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับอียิปต์และอิสราเอล ในขณะที่มีชายแดนร่วมกับรัฐอิสลามในซีเรีย อันเป็นชายแดนซึ่งกลายเป็นจุดพักสำหรับนักต่อสู้ตามแนวทางอิสลามจำนวนนับพันคนจากทั่วโลก
แทนที่จะละหมาดในมัสญิดอุมัยยะฮ์พรรค AKP มีความกังวลว่าจะจัดการกับผู้อพยพชาวซีเรียราวสองล้านคนในตุรกีอย่างไร
ในความคิดของดาโวโตกลูปัญหาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศที่เน้นในเรื่อง “ความต่างของสำนักคิด” (Sectarian) ของอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียและตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของสงครามกลางเมืองในอิรักและซีเรีย
เขากล่าวว่าซาอุดีอาระเบียมีความผิดพลาดในความพยายามที่จะละเลย รัฐบาลของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brothrhood) ซึ่งถูกมองว่าเป็นรัฐบาลที่อาจจะคุกคามรัฐบาลกษัตริย์ของซาอุดีอาระเบีย แต่เขาก็ละเว้นที่จะเอากาตาร์มารวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ท้ายที่สุดดาโวโตกลู ก็วิพากษ์ความหน้าไหว้หลังหลอกของตะวันตกที่สนับสนุนการรัฐประหารในอียิปต์ในขณะที่ละเลยการใช้กองกำลังทางทหารเพื่อโค่นล้มอัล-อะสัดในซีเรีย
ในความเห็นของเขา เขาบอกว่าในบรรดาตัวแสดงในดะลันออกกลางนั้นมีเพียงตุรกี กาตาร์และขบวนการฮามาสเท่านั้นที่ปฏิบัติตามหลักการที่ถูกต้อง
พรรค AKP ต้องการกล่าวถึง 13-14 ปีในอำนาจว่าเป็นเวลาที่ตุรกีได้กลายมาเป็นประเทศที่ “ประชาธิปไตยมีความก้าวหน้า”
ปัจจุบันตุรกีถูกจัดลำดับโดย Press Freedon Index ให้อยู่ในอันดับที่ 15 ของโลกจาก 180 ประเทศ
อย่างไรก็ตามตุรกีก็หนีไม่พ้นการถูกวิจารณ์ ในการใช้หลักนิติธรรมในประเทศและถูกกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นอยู่ทั่วไปที่สำคัญตุรกีกำลังหันกลับไปสู่รัฐบาลรวบอำนาจ โดยมีการใช้สายลับเข้าไปล้วงความลับฝ่ายค้าน
เออร์ดูอันเองก็สร้างพาดหัวข่าวที่ได้รับการพูดถึงและวิพากษ์ไปในเวลาเดียวกัน เมื่อเขากล่าวว่ามุสลิมคนพบโลกใหม่ก่อนโคลัมบัส และออกมาต้อนรับประธานาธิบดีอับบาส มะห์มูดของปาเลสไตน์ด้วยชุดทหาร
สำหรับสหรัฐ การที่สหรัฐสนับสนุนพรรค APK ก็ด้วยความหวังที่ว่าแนวคิดสายกลางของอิสลามจะหันมาโต้กับลัทธิของบินลาเด็น “Bin Ladenism” ได้ในที่สุด
ก่อนหน้านี้หลายประเทศในสหภาพยุโรปเชื่อว่าตุรกีจะปฏิบัติตามมาตรฐานสากลว่าด้วยประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
พรรค AKP มิได้มีความปรารถนาที่จะเป็นตัวแบบของโลกอิสลามเท่านั้น แต่มีความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำของโลกอิสลามอีกด้วย เป็นหน้าที่ของตุรกีที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการรักษาผลประโยชน์ของชาวมุสลิมที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในยุโรปรวมกันถึง 20 ล้านคน ในทรรศนะของเออร์ดูอันในศตวรรษที่ 20 EU จะต้องปรับตัวเองเข้าหาตุรกี มิใช่ตุรกีต้องปรับเข้าหา EU
ทั้งสองฝ่ายต้องประสบความผิดหวังเนื่องจากตุรกีมีความใฝ่ฝันถืง Pan Islam หรือการผนึกกำลังอิสลาม ในขณะที่ประเทศตะวันตกมองว่าตุรกียังไม่ประสบความสำเร็จในการรับรู้ถึงศักยภาพของประชาธิปไตยของตน
ทั้งนี้ตะวันตกและตุรกียังมีความต้องการของกันและกัน ทั้งนี้ก็เพราะ NATO ตั้งอยู่ตรงกลางความโกลาหลในตะวันออกกลาง ตุรกีจึงเป็นส่วนที่มีค่าสำหรับโลกตะวันตก และตุรกีก็ไม่อาจอยู่ห่างจากตะวันตกในการพัฒนาประเทศของตนได้
หากพิจารณาจากซาลาซาร์แห่งปอร์ตุเกส ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโต้หรือชาฮ์แห่งอิหร่าน อดีตพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ
เออร์ดูอันต้องการพันธมิตรที่มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์ของตุรกี มิใช่อุดมการณ์ประชาธิปไตย
เออร์ดูอันได้กล่าวกับประเทศตะวันตกว่าถ้าทางต้องการการช่วยเหลือจากตุรกีในตะวันออก ตุรกีก็จะเล่นไปตามกฎเกณฑ์ของตุรกีเอง







