วลาดิเมียร์ เลนิน : เทวดา หรือ ซาตาน ตอนที่ 1

วลาดิเมียร์ เลนิน : เทวดา หรือ ซาตาน
ตอนที่ 1
ทหารประชาธิปไตย
ต่างเป็นที่ยอมรับกันว่าเลนิน เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่ง ในช่วงศตวรรษที่ 20 นอกจากจะมีอำนาจในฐานะผู้ปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างสหภาพโซเวียต ซึ่งถือกำเนิดมาภายหลังการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียแล้ว เลนินยังมีอิทธิพลต่อแนวคิดที่ก่อให้เกิดขบวนการปฏิวัติในประเทศต่างๆทั่วโลก
การทำความรู้จักกับชีวิตและแนวคิดของเลนินในรูปแบบการวิพากษ์จึงน่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้สนใจใฝ่รู้การปรวนแปรและการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองตามแนวทางการปฏิวัติที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง
ด้วยสภาวะที่เป็นไปโดยธรรมชาติทุกสรรพสิ่งย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งหากพิจารณา ในมุมมองทางสังคมวิทยา จะพบว่าเมื่อใดที่โครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองไม่อาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามพลวัตรของโลกก็จะเกิดกระแสที่ทรงพลังอันนำไปสู่การปฏิวัติ เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่โครงสร้างใหม่ที่จะตอบสนองต่อความต้องการทางสังคมในที่สุด ส่วนจะเกิดที่ไหนเมื่อไรย่อมเกิดกับการมาบรรจบของเงื่อนไขต่างๆที่สอดรับกัน
ในตอนที่ 1 นี้จึงขอนำไปสู่เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจักรวรรดิรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ 1917 หรือที่เรียกว่าการปฏิวัติสังคมนิยม ซึ่งก่อกำเนิดตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์ ค.ศ 1917 และเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 1917 ท่ามกลางความวุ่นวายและการเข่นฆ่าที่ตามมา จนเกิดการก่อตัวเป็นสหภาพโซเวียตในที่สุด
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซียนั้น เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่ก่อให้เกิดเงื่อนไขที่สุกงอมจนนำไปสู่การปฏิวัติที่เริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ 1917
ประการแรกเกิดการคอรัปชั่นแพร่ระบาดไปทั่วในระบบของรัฐบาลของพระเจ้าซาร์
ประการต่อมาเกิดปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ยากแก่ประชาชน
ประการที่3 เกิดการกดขี่ขูดรีดประชากรกลุ่มน้อยที่อยู่ในจักรวรรดิและต่างก็พยายามหลบหนีไปอยู่ที่อื่นหรือกลับถิ่นฐานของตน
ประการที่4 ชาวไร่ชาวนาและกรรมกรถูกกดขี่ขูดรีดทั้งค่าแรงงานและราคาผลิตผล นอกจากนี้ยังสร้างความไม่เป็นธรรมในการเก็บภาษีโดยเฉพาะชาวไร่ชาวนาที่ประสบกับภัย แต่ยังถูกซ้ำเติมด้วยการขึ้นภาษี เพื่อนำไปบำรุงบำเรอการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของ ซาร์นิโครัสที่2 เชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพาร
ประการที่5 การเกิดสงครามโลกครั้งที่1 (1914-1918) ที่รัสเซียต้องเผชิญกับการรุกรานจากเยอรมันและพันธมิตรได้ทำลายระบบเศรษฐกิจรัสเซียอย่างย่อยยับประชาชนอดหยากยากแค้น ทหารจำนวนนับล้านที่ไปรบในสงครามต้องเผชิญกับปัญหาการดำรงชีวิตภายหลังกลับมายังมาตุภูมิ การไม่แยแสดูแลบรรดาทหารที่ไปรบ กับความแตกต่างของกองทัพที่อารักขาซาร์ที่มีความเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยหรูหราเพราะอยู่ใกล้ขั้วอำนาจ นอกจากนี้ชาวรัสเซียยังรู้สึกสูญเสียความภาคภูมิใจในความเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ลงอย่างสิ้นเชิง
จากประเด็นที่เป็นเงื่อนไขทั้ง5 ประการและสถาณการณ์อื่นๆที่ประกอบกันเข้านำไปสู่ความเจ็บแค้นและแรงผลักดันที่จะล้มล้างรัฐบาลตลอดจนระบอบกษัตริย์ของพระเจ้าซาร์นิโครัสที่ 2
แต่การเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิวัติจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการชี้นำ และการปลุกระดมของกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมือง 2 พรรคด้วยกันคือ พรรคมานเชวิดและพรรคบอลเชวิด ที่มีอุดมการณ์สังคมนิยม
การปฏิวัติครั้งแรก ค.ศ 1905
อย่างไรก็ตามมันมีเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นกว่าสิบปีที่เป็นตัวนำร่องไปสู่การปฏิวัติใหญ่นั้นคือการลุกฮือของประชาชน หลังเกิดเหตุการณ์วันอาทิตย์เลือด เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ 1905 เมื่อปราชาชนที่ประท้วงอย่างสงบจำนวนประมาณ 500 คน ถูกสังหารโหดที่บริเวณหน้าพระราชวัง ฤดูหนาว ทั้งๆที่ประชาชนทำการประท้วงอย่างสงบเพื่อขอให้พระเจ้าซาร์ทรงเมตตาช่วยเหลือประชาชนที่กำลังอดอยาก ผู้นำคือนักบวชชื่อ คุณพ่อกาปอง(GAPON)
จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชน นักศึกษาและกลุ่มหัวรุนแรงที่ผิดหวังต่อการปกครองทีอ่อนแอ แม้แต่การทำสงครามกับญี่ปุ่นที่รัสเซียถือว่าต่ำต้อยกว่า ก็ยังพ่ายแพ้ (1904 – 1905) การลุกฮือในครั้งนั้นกดดันให้ซาร์นิโคลัสที่ 2 ให้ปรับเปลี่ยนการปกครองจากการเป็นสมบูรณ์ญาสิทธิราช ไปสู่การปกครองของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญทั้งนี้แรงกดดันอีกด้านก็คือการก่อกบฏของบรรดาทหารเรือที่ประท้วงความไม่เอาไหนในการบริหารจัดการรบกับญี่ปุ่นจนประสบความพ่ายแพ้
ด้วยความร่วมมือของประชาชนหลากหลายอาชีพ นักศึกษา และการนัดหยุดงานของสหภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์กและเมืองอุตสาหกรรมอื่นๆที่เรียกว่าการนัดหยุดงานทั่วไป (GENERAL STRIKE) ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหยุดชะงัก ทำให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้องทรงยอมให้เปลี่ยนระบบการปกครองและปล่อยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้คำปรึกษาต่อรัฐบาลของพระองค์ แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนซึ่งในตอนนั้นการประท้วงได้ขยายวงไปถึงกลุ่มชาวไร่ชาวนา และการปกครองท้องถิ่น ทั้งหลายด้วย
เท่านั้นยังไม่พอ การประท้วงยังขยายวงกว้างออกไปสู่กลุ่มชนที่มิใช่ชาวรัสเซียที่ถูกกดขี่ขูดรีดและหยามเหยียดที่ต้องคับแค้นใจจากการถูกดูหมิ่นหยามเหยียดโดยเฉพาะในโปแลนด์ฟินแลนด์ และจังหวัดต่างๆแถบทะเลบอลติคและจอร์เจียซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยขบวนการชาตินิยม
กระนั้นก็ตามในบางพื้นที่การลุกฮือของประชาชนก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากพวกที่ต่อต้านแนวคิดสังคมนิยม แต่กองกำลังทหารหลายส่วนได้ให้การสนับสนุนการปฏิวัติ โดยเฉพาะกองทหารตามแนวทางรถไฟทรานไซบีเรียและการก่อกบฎของทหารเรือในเรือรบโปเต็มกิ้นที่จอดอยู่ที่อ่าวโอเดสซ่า
รัฐบาลของพระเจ้าซาร์พยายามแก้ไขสถาณะการณ์ด้วยการประกาศให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร เพื่อมาทำหน้าที่ที่ปรึกษารัฐบาล แต่การกระทำดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจมากยิ่งขึ้นกับผู้ที่ลุกฮือขึ้นมาประท้วง และยิ่งมาประท้วงมากขึ้น จนถึงเดือนตุลา-พฤศจิกา การประท้วงถึงจุดสูงสุด มีการลุกฮือทั่วไปในเมืองสำคัญและการนัดหยุดงาน
ในการประท้วงครั้งนี้มีการนำภายใต้องค์การกรรมกร นี้เรียกว่าโซเวียตทำหน้าที่เป็นแกนประสานงานที่ IVANAVA-VOSNESENSK แต่อีกจุดที่สำคัญคือที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก สหภาพกรรมกรที่นั้นเป็นแกนนำในการประท้วงหยุดงานทั่วไปในนามสังคมประชาธิปไตย ที่สนับสนุนโดยพรรคมานเชวิค และการนัดหยุดงานที่นำโดยสหภาพกรรมกรก็ขยายตัวไปยังเมืองอื่นๆเช่น มอสโคว์ โอเดสซ่า และเมืองอื่นๆ
การประท้วงและนัดหยุดงานที่ขยายวงกว้างออกไปนี้ทำให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้องยอบผ่อนปรนโดยคำแนะนำของ เซอร์เก ยูเยวิช วิทท์ได้ออกคำประกาศ OCTOBER MANIFESTO ที่จะให้มีรัฐธรรมนูญและให้มีสภาผู้แทนราษฎร(DUMA) ในการออกกฎหมาย ในขณะเดียวกันซาร์ก็ได้แต่งตั้งวิทท์เป็นนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตามแม้พระเจ้าซาร์จะยอมผ่อนปรนแล้ว แต่กระแสการต่อต้านพระองค์ที่ยังคุกรุ่นเป็นอย่างมาก กลุ่มผู้ต่อต้านหัวรุนแรงได้เรียกร้องในจัดตั้งสาธารณรัฐโดยกลุ่มผู้ปฏิวิติไม่ยอมร่วมมือด้วยแม้แต่พวกเสรีนิยมก็ยังลังเลที่จะร่วมกับรัฐบาลของวิทท์
แต่กลุ่มพวกสายกลางพึงพอใจและถือว่าเป็นชัยชนะจึงยอมกลับเข้าทำงาน ทำให้กำลังของฝ่ายค้านอ่อนแอลง โดยเฉพาะฐานหลักที่อยู่ภายใต้การนำของสหภาพกรรมกรเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ที่นำโดยพรรคมานเชวิค ดังนั้นในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจึงเข้าจับกุมประธานสหภาพกรรมกร ซึ่งเป็นเลขาธิการของพรรคมานเชวิค ครุสตาเวฟ-โนซาและเข้ายึดตึกบัญชาการเมื่อวันที 3 ธันวาคม จับกุมลีออน ทรอทสกี้
แต่ในมอสโคว์กลุ่มผู้ประท้วงยังคงปักหลักมั่นและเรียกร้องให้มีการประกาศนัดหยุดงานเป็นการทั่วไป พร้อมกับตั้งสิ่งกีดขวางใหม่ตามถนนหนทางนอกจากนี้ก็เกิดการต่อสู่กันตามถนน กับทหารของรัฐบาล จนในที่สุดการปฏิวัติก็ถูกทำให้ยุติลง
การดำเนิดการปราบปรามของรัฐบาลยังการดำเนินการต่อไปด้วยการส่งหน่วยทหารพิเศษออกไปปราบปรามเช่นใน โปแลนด์และจอร์เจียกับจังหวัดต่างๆแถบทะเลบอลลิค มีการนองเลือดทั่วไป ที่ดีหน่อยคือฟินแลนด์ที่มีการย่องปรนด้วยการยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ประชาชนอึดอัด
สุดท้ายรัฐบาลก็เข้าควบคุมการลุกฮือตามแนวเส้นทางรถไฟทรานไซบีเรียไว้ได้หมด การปฏิวัติจึงยุติลง
ความล้มเหลวการปฏิวัติ ทำให้ความหวังในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประชาชนต้องพลอยยุติลงด้วย และผู้นำการประท้วงทั้งหลายต่างก็ถูกจับกุม แต่ก็มีผลทำให้รัฐบาลของจักรวรรดิต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ที่สำคัญคือมีการออกกฎหมายพื้นฐาน (FUNDAMENTAL LAWS-1906) ซึ่งมีลักษณะคล้ายรัฐธรรมรูญ และก่อให้เกิดสภา DUMA ซึ่งนำไปสู่การพัฒนากระบวนการทางการเมืองและพรรคการเมืองที่เป็นที่ยอมรับตามกฎหมาย







