INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วันอาชูรออ์กับการรำลึกอิมามฮุเซน

 

 

วันอาชูรออ์กับการรำลึกอิมามฮุเซน

 ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

  ศูนย์อิสลามศึกษา วทส.

 

โดยทั่วไปผู้ที่บูชาวีรบุรุษหรือหลงใหลต่อนักต่อสู้นั้น เกิดมาจากจิตใต้สำนึกของความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่คนหนึ่งต้องการจะถ่ายทอดความเป็นวีรบุรุษนั้น เขาจะชื่นชมและนิยมต่อบุคคลที่เป็นวีรบุรุษนั้น โดยแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในตัวของเขาผู้นั้น โดยเฉพาะนักสู้ผู้กล้า ที่เป็นวีรบุรุษได้ยอมเสียชีพเพื่อปกป้องในเกียรติยศและศักดิ์ศรี ประชาชนจะนำเขาเหล่านั้นเป็นบุคคลต้นแบบและเป็นสื่อในการต่อสู้ของพวกเขา ไม่ว่าผู้ที่เป็นวีรบุรุษของเขานั้นจะอยู่ในฐานะใดและจะเป็นแรงบันดาลใจต่อการสู้และการยืนหยัดเพื่อคุณธรรมอยู่ตลอดเวลา

อิมามฮูเซน ประกาศการคัดค้านการให้สัตยาบันต่อยะซีดและได้ต่อสู้ต่อต้านผู้ปกครองในสมัยนั้นโดยยึดหลักการต่อสู้ตามคำสอนของอิสลาม ดังที่ท่านอิมามฮูเซน (อ.) ได้กล่าวไว้ในคำสั่งเสียต่อน้องชาย (ต่างมารดา) ของท่านคือ มุฮัมมัด บินฮะนีฟะฮ์ ว่า

“แท้จริง ฉันมิได้ออก(เดินทาง)ไปในฐานะผู้ก่อความเสียหายและผู้อธรรม หากแต่ฉันออกไปเพียงเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงในประชาชาติแห่งท่านตาของฉัน ฉันต้องการจะสั่งสอนในเรื่องคุณธรรม และยับยั้งห้ามปรามจากสิ่งชั่วร้าย และฉันจะเดินตามแนวทางของท่านตาของฉันและของบิดาของฉัน อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.)”

อิมามฮูเซน(อ)ในวันอาชูรออ์

ในวันที่ 10 มุฮัรรอมท่ามกลางความร้อนระอุในทะเลทรายแห่งแผ่นดินกัรบาลาห์ อิมามฮูเซน (อ.) ได้ตักเตือนประชาชน และเรียกร้องให้พวกเขาเกรงกลัวต่อบทลงโทษอันเกิดจากการกระทำของพวกเขา ดังนี้ว่า

                “ประชาชนทั้งหลาย พวกท่านจงสืบสาวดูซิว่าฉันคือใคร แล้วจงย้อนกลับไปตำหนิตัวพวกท่านเอง  จงตรึกตรองดูซิว่าการฆ่าฉันและการทำลายล้างเกียรติยศของฉัน เป็นที่ยินยอมแก่พวกท่านกระนั้นหรือ?  ฉันมิใช่บุตรของลูกสาวศาสดาของพวกท่านดอกหรือ? มิใช่บุตรของทายาทของท่านศาสดาและบุตรของลุงของท่านศาสดา ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเชื่อถือต่อศาสนทูตของพระองค์เป็นคนแรกดอกหรือ? หรือว่าฮัมซะฮ์ประมุขของบรรดาผู้พลีชีวิตมิได้เป็นท่านอาของบิดาของฉัน? หรือว่าญะอ์ฟัร อัฏ ฏ็อยยาร มิได้เป็นลุงของฉัน? คำสอนของท่านศาสดาในเรื่องของฉันและพี่ชายของฉันยังไม่เป็นที่ล่วงรู้สำหรับพวกท่านอีกหรือ ที่ว่าเราสองคนนี้คือประมุขของของชายหนุ่มชาวสวรรค์?”

พวกเขากล่าวแก่อิมามฮูเซน (อ.) ว่า

“จงให้สัตยาบันแก่ยะซีดเหมือนกับพี่พวกเขาให้สัตยาบันไปแล้วเถิด”

อิมามฮูเซน (อ.) ตอบอย่างแข็งกร้าวว่า “ไม่เด็ดขาด ขอสาบานต่ออัลลฮ์ฉันจะไม่ยื่นมือของฉันให้แก่พวกเขาด้วนการยื่นให้อย่างต่ำต้อย และฉันจะไม่วิ่งหนีเหมือนอย่างการวิ่งหนีของบ่าวไพร่”

อุมัร อิบนิ สะอัดแม่ทัพของทหารฝ่ายยะซีดได้ออกคำสั่งให้โจมตีค่ายของฮูเซน (อ.) และเกิดการปะทะกันขึ้น ทำให้มีผู้พลีชีพและล้มตายไปจำนวนมากและยังเหลืออยู่กับอิมามฮุเซน(อ)เพียงจำนวนน้อย ทั้งสหายธรรมและสมาชิกในครอบครัว ในที่สุดพวกเขาได้ก้าวออกไปสู่ความตายคนแล้วคนเล่า ด้วยความกล้าหาญและทรหดโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวเลย

เมื่อสหายและสมาชิกครอบครัวของฮูเซนพลีชีพไปหมดแล้ว ยังคงเหลือแต่อิมามฮูเซนเพียงผู้เดียว ท่านได้กล่าวอำลาครอบครัว และกำชับให้พวกเขาอดทนและหนักแน่นในหนทางของอัลลอฮ์ หลังจากนั้นท่านได้ขี่ม้ามุ่งหน้าออกไปต่อสู้กับทหารจำนวนหลายหมื่นคน โดยลำพังเพียงผู้เดียว จนกระทั่งในที่สุดท่านได้รับชะฮีดในสภาพที่นอนอยู่บนกองเลือดบนพื้นทรายอย่างโดดเดี่ยว โดยศรีษะถูกตัดออก เพื่อนำไปมอบให้ยะซีด “อิบนุ สะอัด” ไม่หยุดยั้งเพียงการสังหารอิมามฮูเซนเท่านั้น หากแต่เขายังได้สั่งให้ทหารบางคน เหยียบย่ำร่างกายของท่านอิมามฮุเซน(อ) โดยพวกเขาควบม้าจำนวนสิบตัวเข้าบดขยี้ร่างของอิมามฮูเซนจนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

หลังจากนั้น “อิบนุ สะอัด” ได้สั่งให้จุดไฟเผาค่ายที่พักของอิมามฮูเซนหลังจากได้บุกเข้าไปจับตัวเด็กๆและสตรีเป็นเชลย แล้วนำไปยังเมืองกูฟะฮ์ ในจำนวนคนเหล่านั้นมีท่านหญิงซัยนับบุตรของอิมามอะลี (อ.)(น้องสาวอิมามฮุเซน) และอิมามซัยนุลอาบิดีน บุตรชายของอิมามฮูเซน (อ.)

ท่านหญิงซัยนับได้เดินไปค้นหาศพของอิมามฮูเซนผู้เป็นพี่ชายอย่างกล้าหาญ ท่านได้วางมือลงใต้ร่างอันบริสุทธิ์แล้วแหงนหน้าขึ้นสู้ท้องฟ้า แล้วกล่าวด้วยความนบนอบว่า “โอ้ พระเจ้า โปรดรับการอุทิศพลี(ชีวิตของฮุเซน)เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดอันนี้จากเราด้วยเถิด”

ทำไมต้องรำลึกถึงอิมามฮูเซน(อ.) ?

อิมามฮูเซน มอบทุกสิ่งที่ท่านมีอยู่ในครอบครองเพื่อเกียรติยศของอิสลามและมุสลิม ท่านได้มอบบรรดาเด็กๆ สตรีและสหายธรรมของท่านเพื่อหนทางของพระเจ้า หลังจากนั้นก็มอบตัวเองไปในหนทางของอัลลอฮ์   อิมามฮูเซนได้สอนคนทั้งหลายให้เรียนรู้เรื่องการต่อสู้ ต่อต้านความอยุติธรรมและความเสียหายรวมถึงการกดขี่ทุกรูปแบบ ท่านได้ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายในชีวิตของท่านอ่านอัล กุรอาน และทำนมาซเพื่ออัลลอฮ์   แม้กระทั่งในเวลาที่อยู่กลางสมรภูมิ ท่านได้ขอเวลาพักรบจากศัตรูเพื่อนมาซ อิมามฮูเซนได้ทำนมาซกับสหายของท่าน ในขณะที่ดอกธนูพุ่งเข้าใส่พวกพ้องของฮุเซนประดุจห่าฝน

การต่อสู้ของอิมามฮูเซน มีขึ้นเพื่ออิสลามและอยู่ในหนทางของอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้มุสลิมจึงรำลึกถึงอิมามฮูเซนอยู่เสมอ พวกเขารำลึกถึงด้วยความเศร้าโศกกับวันอาชูรอของเหยื่อสังหารเหล่านั้น เพราะบนีอุมัยยะฮ์ได้ก่อการอาชญากรรมและเข่นฆ่าลูกหลานของท่านศาสดาและบุคคลผู้มีความเป็นเลิศในหมู่มุสลิม อิมามฮูเซนมีชีวิตอยู่ 57 ปี ได้ถูกสังหารในปีฮ.ศ.ที่61 ท่านได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้น ไปในการกระทำความดีและรับใช้มวลมนุษย์ การรำลึกถึงท่านอิมามฮุเซน คือการรำลึกถึงบุคคลแห่งพระเจ้า ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวถึงการรำลึกถึงเหตุการณ์และเรื่องราวที่เป็นอุทาหรณ์ คติสอนใจ เพื่อจะได้ข้อคิดและทางนำ ดังนี้

อัล-กุรอาน:

“จงเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเถิด เพื่อหวังว่าพวกเขาจะใช้ปัญญาไตร่ตรอง”(บทอัลอะร็อฟ โองการที่ 176)

“โดยแน่นอนยิ่ง ในเรื่องราวของพวกเขานั้น เป็นบทเรียนสำหรับผู้มีสติปัญญา มิได้เป็นเรื่องราวที่ถูกปั้นแต่งขึ้น แต่ว่าเป็นการยืนยันความจริงที่อยู่หน้าพวกเขา และเป็นการแจกแจงทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นการชี้ทางที่ถูกต้อง และเป็นความเมตตาแก่หมู่ชนผู้ศรัทธา”(บทยูซุฟ โองการที่ 111(  

อิม่ามฮุเซน อ. ในมุมมองของนักวิชาการต่างศาสนิก

 

มหาตมะคานธี กล่าวว่า..

 

ข้าพเจ้าได้อ่านชีวประวัติของนักบุญฮุเซน  (ผู้พลีชีพในหนทางของพระเจ้า) ผู้ยิ่งใหญ่อย่างละเอียด และข้าพเจ้าได้พิจารณาใคร่ครวญประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์แห่งกัรบาลาห์อย่างถี่ถ้วน จนเป็นสิ่งที่กระจ่างชัดสำหรับข้าพเจ้าแล้วว่า หากประเทศอินเดียต้องการที่จะเป็นผู้ชนะแล้ว จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามท่านนักบุญ(อิมาม)ฮุเซนผู้นี้เถิด

มหาตมะ คานธี เขียนไว้ว่า “ผมมีความศรัทธาว่าความเจริญก้าวหน้าของศาสนาอิสลามไม่ได้อาศัยการใช้ดาบของ ผู้นับถือศาสนาเลย แต่เป็นผลมาจากการสละพลีขั้นสูงสุดของฮุเซน อ. นักบุญผู้ยิ่งใหญ่”

เอ็ดเวิร์ด จี. บราวน์ (Edward G. Brown) ศาสตราจารย์ด้านภาษาอาหรับและตะวันออกศึกษา ที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ได้กล่าวยกย่องอิหม่ามฮุเซน อ. ไว้ดังนี้ :

“… สิ่งเตือนใจถึงสมรภูมิเลือดแห่งกัรบาลา ที่ซึ่งหลานชายของศาสดาแห่งพระเจ้าได้ทอดร่างลง ทุกข์ทรมานด้วยความกระหาย และรายล้อมไปด้วยร่างของญาติมิตรผู้ถูกสังหารของเขานั้น ไม่ว่าเวลาใดก็เพียงพอที่จะปลุกความรู้สึกส่วนลึกที่สุด ความเศร้าโศกอย่างถึงที่สุด ให้เกิดขึ้นได้แม้แต่กับคนที่ไม่รู้สึกรู้สาและไม่ใส่ใจที่สุดก็ตาม และเป็นความปลาบปลื้มยินดีทางจิตวิญญาณจนถึงขนาดที่ความเจ็บปวด อันตราย และความตายก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ถูกละเลยไป” (A Literary History of Persia, ลอนดอน, 1919, หน้า 227)

โธมัส คาร์ไลล์ (นักประวัติศาสตร์และนักเขียนชาวสก๊อต) อธิบายว่า : “บทเรียนที่ดีที่สุดที่เราได้รับจากโศกนาฏกรรมแห่งกัรบาลาก็คือ ฮุเซนและคณะของเขาคือผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้าอย่างแรงกล้า พวกเขาแสดงให้เห็นว่าจำนวนที่มากกว่าไม่มีความหมายเลยเมื่อเป็นเรื่องของ สัจธรรมและความเท็จ ชัยชนะของฮุเซนที่แม้จะมีจำนวนที่น้อยกว่า ทำให้ผมประหลาดใจมาก”

ขบวนการต่อสู้แห่งอาชูรอได้สอนบทเรียนแห่งความเชื่อมั่นต่อศาสนา การเสียสละ ความกล้าหาญ ความมั่นคงเด็ดเดี่ยว การญิฮาด (ต่อสู้) ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า การกำชับความดีและการห้ามปรามความชั่วจิตวิญญาณในการยืนหยัดเผชิญหน้าและการไม่ยอมก้มหัวให้กับบรรดาผู้ปกครองผู้กดขี่ ท่านอิมามฮุเซน(อ.)ได้ทำให้ผู้ถูกกดขี่ทั้งหลายตื่นตัวและแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางในหมู่มวลมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม และในความเป็นจริงแล้วอิมามฮุเซน(อ.)คือผู้ปลุกประชาชนให้ตื่นตัวขึ้นจากการหลับใหล

ดังนั้นปรัชญาของการรำลึกอาชูรอห์และการสำแดงออกการไว้อาลัยถึงโศกนาฎกรรมแห่งแผ่นดินกัรบาลาห์จะส่งผลบวกในเชิงวัฒนธรรมและการต่อสู้กับผู้กดขี่ได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว และวัฒนธรรมแห่งอาชูรอห์นี้ถือว่าเป็นอัตลักษณ์สำคัญหนึ่งของมุสลิมนิกายชีอะฮ์ ที่จะสานต่ออุดมการณ์แห่งการต่อสู้และการขัดเกลาจิตวิญญาณต่อไป และปรัชญาการรำลึกนี้เพื่อให้โลกประจักษ์ว่า แท้จริงแล้วอาชูรอห์คือพลานุภาพแห่งการสร้างแรงบันดาลใจแก่เหล่านักสู้และนักต่อสู้ทั้งผองในเวทีโลกและเวทีสากล อีกทั้งยังสร้างพลังบวกในการขับเคลื่อนสังคมจากสังคมแห่งอวิชชาสู่สังคมอารยะ และเข้าถึงจิตวิญญาณขั้นสูงและการยืนเคียงข้างกับสัจธรรมตลอดไป

 

บรรณานุกรม

 

เชคชะรีฟ อัลฮาดีย์ 2548 การกำเนิดสำนักต่างๆในอิสลาม กรุงเทพฯ :ศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัคร ราชทูต สาธารรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ

นายธีรนันท์ ช่วงพิชิต ,2551 พิธีเจ้าเซน(อาชูรอ) : อัตลักษณ์และการธำรงชาติพันธุ์ของมุสลิมนิกายชีอะห์ในสังคมไทย 

พีชวออี แปลโดย ไซม่า ซาร์ยิด ภาพลักษณ์ทางการเมืองของอิมาม ๑๒  พิมพ์ สถาบันศึกษาอัลกุรอานรอซูลอัลอะอ์ซอม.ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๑

อัลลามะฮ ฎอบะฎอบาอีย์ แปลโดย เชคชะรีฟ เกตุสมบูรณ์ 2548 ชีอะฮ์ในอิสลาม กรุงเทพฯ :สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

Ayatullah Misbah Yazdi.  Jami ah  wa Tareek.  Qom  Iran  : Sazman Tabliqat  1372

Ayatullah Javadi Amoli Falsafah Hukok Bashar. Qom Iran  : Isra Puplication Center

http://www.islamicwisdom.net

www.abnewstoday.com

www.sahibzaman.com

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com