วัฒนธรรมสมัยนิยมของอินเดีย ตอนที่6

วัฒนธรรมสมัยนิยมของอินเดีย ตอนที่6
จรัญ มะลูลีม
วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของชาวอินเดีย
ปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว โลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ในอินเดีย และประชาชนอินเดีย
จากนิสัย อาหารการกิน การแต่งกายไปจนถึงการใช้เวลาว่าง รวมทั้งสิ่งที่ได้มาจากสังคมโลกที่เห็นได้ในอินเดีย
เด็กๆ ในอินเดียจะมีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมากกว่าชีวิตแบบถือจารีต
อาหารที่ปรุงในบ้านได้รับความนิยมน้อยลงตามลำดับและถูกแทนที่โดยอาหารที่ขายอยู่รายทางและภัตตาคาร
ผู้หญิงอินเดียได้เปลี่ยนแปลงตัวเองสู่สมัยนิยมมากขึ้น
ผู้คนมีอิสระมากขึ้นในการตอบรับความเปลี่ยนแปลง
ภาพยนตร์อินเดียมีความสามารถที่จะผสมผสานความบันเทิงกับการสื่อสารความคิดออกไปสู่คนดูได้เป็นอย่างดี และมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้ผู้ดูติดตามอย่างใจจดใจจ่อ
ภาพยนตร์อินเดียจะนำเสนอภาพลักษณ์ของสังคมที่พวกเขาถือกำเนิดและความหวังของชีวิต แรงบันดาลใจ ความเบื่อหน่ายและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระเบียบทางสังคมขึ้นมา
กระแสธารของภาพยนตร์อินเดีย
ภาพยนตร์อินเดียมีอยู่สองกระแสธารได้แก่
- ภาพยนตร์ที่กลายมาเป็นการพาณิชย์ซึ่งมีจุดประสงค์สำคัญอยู่ที่การให้ความบันเทิงและการทำเงินจากรายได้ของภาพยนตร์ดังกล่าวไปพร้อมๆ กัน
- ภาพยนตร์ที่เน้นศิลปะการนำเสนอ ซึ่งผู้สร้างมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ชมให้สนใจประเด็นปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้น
ภาพยนตร์ที่เน้นไปในเชิงการพาณิชย์จะได้รับความสนใจจากคนทุกชนชั้นในสังคม ส่วนภาพยนตร์ที่เน้นศิลปะการดำรงชีวิตส่วนใหญ่จะได้รับการตอบรับจากชนชั้นเป็นปัญญาชน
อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์แนวศิลปะเพื่อชีวิตในปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยมและความประทับใจมากขึ้นจากประชาชนทั่วไปเช่นกัน
คณะกรรมการตรวจสอบภาพยนตร์
คณะกรรมการที่ดูแลการผลิตภาพยนตร์ของอินเดียมีชื่อย่อว่า CBFC อยู่ภายใต้กระทรวงประชาสัมพันธ์และการกระจายเสียง (Ministry of Information and Broadcasting) มีภารกิจสำคัญคือการจัดนิทรรศการภาพยนตร์ภายใต้กฎหมายการสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์แห่งปี 1952
ในอินเดีย การจัดนิทรรศการภาพยนตร์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบภาพยนตร์ (The Central Board of Film Certification) หรือ CBFC เสียก่อน
สถาบันภาพยนตร์และโทรทัศน์ของอินเดีย
สถาบันภาพยนตร์และโทรทัศน์ของอินเดีย (The Film and Television Institute of India) หรือ FTI อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการสื่อสารและการกระจายเสียงแห่งรัฐบาลกลางของอินเดีย และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางเช่นกัน
สถาบันภาพยนตร์และโทรทัศน์ของอินเดียก่อตั้งขึ้นในปี 1960 ที่ปูเน (Pune) และเริ่มปฏิบัติงานในปี 1961
ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์อินเดีย
ประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์อินเดียสามารถย้อนกลับไปที่ศตวรรษที่ 19 ในปี 1896 ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายทำโดย Lumiere Brothers ถูกนำมาฉายครั้งแรกที่มุมใบหรือบอมเบย์ในเวลานั้น
ปฐมบทของบอลลีวู้ด
ดาดาซาฮิบ พัลเก (Dadasaheb Phalke) เจ้าพ่อของภาพยนตร์อินเดียเปิดตัวด้วยภาพยนตร์ขนาดยาวในชื่อ ราชา หริชจันทรา (Raja Harischandra)
เป็นภาพยนตร์เสียงเงียบที่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้
ปฐมบทของภาพยนตร์พูด
ภาพยนตร์เสียงเงียบจบสิ้นลงเมื่อ อเดชิร อีรานี (Ardeshir Irani) สร้างภาพยนตร์ใช้เสียงเรื่อง อลัม อรา (Alam Ara – ชาย – หญิง) ขึ้นในปี 1931
อีรานีจึงรู้จักกันในชื่อเจ้าพ่อภาพยนตร์ที่ใช้เสียงพูด (Talkies) ภาพยนตร์ที่ใช้เสียงพูดได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าภาพยนตร์เสียงเงียบของอินเดียไปตลอดกาล
ปฐมบทของภาพยนตร์สมัยใหม่
บทเริ่มต้นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียสมัยใหม่เกิดขึ้นราวปี 1947
โดยช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่สามารถแลเห็นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียได้เป็นอย่างดี
นักสร้างภาพยนตร์ชาวอินเดียที่เป็นที่รู้จักกันอย่างมากคือสัตยาจิต เรย์ (Satyajit Ray) พิมาล รอย (Bimal Roy) ที่มุ่งผลิตภาพยนตร์สะท้อนความอยู่รอดและความทุกข์โศรกแห่งชีวิตของชนชั้นล่างในอินเดีย
ภาพยนตร์เหล่านี้จะนำเสนอประเด็นปัญหาที่เกาะกินสังคมอินเดียอยู่ในเวลานั้นอย่างเช่น เงินสินสอด การมีภรรยาหลายคน และปฏิบัติการที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ขยายตัวอยู่ในอินเดียเวลานั้น ปัญหาเหล่านี้ยังดำรงอยู่ในอินเดียต่อไป แม้แต่ในปัจจุบัน
โชเล่
โชเล่ (Sholay – ความเร่าร้อน) เป็นภาพยนตร์อินเดียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สมัยที่ผมยังศึกษาอยู่ในอินเดีย เมื่อมีการเปิดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพที่ปรากฏอยู่ที่หน้าโรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่คือภาพของผู้ซื้อตั๋วที่มายืนรอซื้อตั๋วเรื่องนี้กันเป็นทิวแถวสุดลูกหูลูกตา
ตำรวจอินเดียต้องถือกระบองคอยกำกับมิให้มีการแย่งซื้อตั๋วหรือแซงคิว อย่างไรก็ตามวิธีซื้อตั๋วที่เร็วขึ้นคือฝากผู้หญิงอินเดียซื้อให้ เพราะจะมีการให้เกียรติผู้หญิงก่อนเสมอในอินเดีย
รถไฟอินเดียจะมีที่นั่งสำหรับผู้หญิงแยกเฉพาะ หรือการซื้อตั๋วภาพยนตร์ในเวลานั้นก็ให้ผู้หญิงซื้อได้ก่อน ทั้งนี้ต้องรู้จักพวกเธอด้วยจึงจะกล้าฝากซื้อได้
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ จำได้ว่านักศึกษาอินเดียส่วนใหญ่จะดูซ้ำไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง เนื่องจากเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงถึงความเสียสละในความเป็นเพื่อนที่ยอมอุทิศชีวิตให้แก่กันได้ เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึง ความรัก การพลัดพราก มหาโจรใจทมิฬ ศิลปะการต่อสู้และบทเพลงสะท้อนชีวิต
โชเล่กำกับโดยราเมศ ซิปปี (Ramesh Sippy) เป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังไปทั่วโลกและมีส่วนสำคัญทำให้อมิตาบ บัชจัน (Amitabh Bacchchan) กลายเป็น Superstar มายาวนานจนถึงปัจจุบันและเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในบางสมัย เท่าที่ทราบอมิตาบ บัชจัน ได้รับการสนับสนุนให้เข้าสู่เวทีการเมืองโดยอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอินเดีย ซึ่งในเวลาต่อมาเธอถูกปลิดชีวิตโดยชาวซิกข์ที่เป็นผู้คุ้มกันเธอเอง
ทั้งนี้มีดาราภาพยนตร์อินเดียหลายคน โดยเฉพาะที่รับบทเป็นพระเอก อย่างเช่นสุนิล ดัต (Sunil Dutt) จากภาพยนตร์อินเดียเรื่องฮัมราซ (Humraz – รอยรักรอยมลทิน) ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. และเป็นรัฐมนตรี หรือบุคคลสำคัญในมหากาพย์รามายณะที่ต่อมาได้รับเลือกเป็น สส. ของประเทศอินเดีย ต่างยุคต่างสมัย สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของภาพยนตร์อินเดียที่มีต่อประชาชนอินเดียอย่างแท้จริง







