เพลง กับชีวิตที่ผ่านมา “ผมร้องเพลงไม่เป็นครับ อยากขอเล่านิทานแทน”

เพลง กับชีวิตที่ผ่านมา
“ผมร้องเพลงไม่เป็นครับ อยากขอเล่านิทานแทน”
เมื่อสมัย ปึ ๒๕๐๗- ๒๕๑๑ ที่หอพักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะมีการรับน้องหอ ซึ่งเป็นกิจกรรมใกล้ๆกับพิธีรับ น้องใหม่ในช่วงต้นปี แต่การสังสรรค์หอจะมีภายหลังวันปีใหม่ ซึ่งในวันปีใหม่ นิสิตปี ๑ ชายได้เข้าพิธีถอดหมวกเขียว และนิสิตหญิง ถอดโบว์เขียวที่เข็มติดหน้าอก ซึ่งใส่มาตั้งแต่พิธีรับน้องใหม่เป็นเวลาหลายเดือน เมื่อถอดหมวกและโบว์แล้วนิสิตปี ๑ จะเป็นนิสิตเกษตรสมบูรณ์ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ เหมือนรุ่นพี่ๆ จึงจะเริ่มมีงานสังสรรค์กัน
สำหรับหอที่ผมพักอยู่ คือ ตึก ๓ ทำการรับน้องหอเหมือนกับทุกๆหอ เป็นกิจกรรมตอนค่ำที่นิสิตปี ๑ ไม่รู้ตัวมาก่อน อยู่ดีๆก็มีเสียงเอะอะตะโกนเรียกนิสิตปีหนี่งมาหน้าห้อง แล้วดำเนินกิจกรรมตามประเพณีมาทุกๆปี เมื่อเสร็จจากกิจกรรมแล้ว ก็ให้ปีหนึ่งไปนั่งรวมกันที่บันใดหน้าหอ แล้วรุ่นพี่ก็ห้อมล้อม ให้ ปี ๑ ออกมาแสดงความสามารถทีละคน ซึ่งแต่ละคนจะร้องเพลงคนละเพลง แต่ผมร้องเพลงไม่เป็นขอเล่านิทานแทน
นิทานที่เล่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ นิทานพวกนี้ก็เล่าซ้ำไปซ้ำมา เล่าจบแล้ว คนฟังก็อุตส่าห์ขำและตะโกนว่า “เอาอีก” เป็นการให้กำลังใจ เรื่องแมลงหวี่และพี่ช้าง hit มากในสมัยนั้น เรื่องมีอยู่ว่า แมลงหวี่ตัวผู้ เจอพี่ช้างตัวเมีย มันไม่รู้จักเจียมตัว โม้กับเพื่อนๆแมลงหวี่ว่า จะจีบพี่ช้างมาเป็นคู่เชยชม แล้วก็บินไปที่หูพี่ช้าง กระซิบเบาๆ พอดี พี่ช้างยืนอยู่ใต้ต้นมะพร้าว ลูกมะพร้าวหล่นมาโดนหัว พี่ช้างสะดุ้ง แมลงหวี่จึงปลอบว่า พี่ช้าง ไม่ต้องตื่นเต้น หวี่ จะเลี้ยงดูพี่ช้างอย่างดี
จนกระทั่งจบการศึกษา ไปทำงาน ผมก็หลีกเลี่ยงการร้องเพลงมาโดยตลอด นอกจากจำเป็นจริงๆ เช่น ตอนไปโครงการแลกเปลี่ยนยุวเกษตรกรฯ อยู่กับครอบครัวอเมริกัน เขาอยากให้ร้องเพลงไทยให้ฟัง ผมก็ยินดี ร้องเพลงลอยกระทง ทั้งร้องทั้งรำ ที่โน่นตัวคนเดียว ทำหน้าด้านๆหน่อย ไม่มีใครรู้จักอยู่แล้ว
สิ่งที่กลัวมากๆ เวลาไปชายแดน แล้วขับรถผ่านด่าน เกรงว่า เขาจะให้ร้องเพลงชาติ ซึ่งถ้าร้องเดี่ยว เดี๋ยวเขาหาว่าผมเป็นต่างชาติแอบข้ามชายแดนมา เพราะร้องเสียงหลง ฉะนั้น เวลาเดินทางไกล ต้องพยายามหลบตาเจ้าหน้าที่ที่ยืนประจำด่านทุกครั้ง
จนมาถึงช่วงที่ชีวิตการทำงานก้าวหน้าขึ้น มีพี่ๆน้องๆเข้ามาร่วมทำงานเป็นทีมใหญ่ น้องๆก็พยายามหัดให้ผมร้องเพลง ก็ได้ร้องเป็นบางครั้ง แต่พอร้องเพลงแรกจบแล้ว ก็ไม่มีใครคะยั้นคะยอให้ต่อเพลงที่ ๒ ฟังครั้งเดียว ทุกคนก็เพียงพอแล้ว
ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มีโอกาสย้ายไปทำงานที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงเดียวกัน ก่อนจะไปรายงานตัวทางกรมใหม่ที่ผมจะไปทำงานด้วย เขามีงานเลี้ยงที่เชียงใหม่ และพอดีเป็นช่วงที่ผมอยู่เชียงใหม่พอดี จึงได้ไปร่วมงานเลี้ยงกับเขาโดยไปลำพังเพียงคนเดียว ได้รับการต้อนรับจาก พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆอย่างอบอุ่น เชิญผมขึ้นร้องเพลงในงานนั้น วันนั้น ไม่ได้ขอเล่านิทานอะไรทดแทน ผมขึ้นเวทีเลย คนฟังก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทั้งนี้ เมื่อเขารู้ว่าผมร้องเป็นยังไง คราวต่อไป ไม่ได้ถูกเรียกอีก
ผมได้มีโอกาสเข้าฝึกอบรมนักบริหารระดับสูง คือ นบส. ๑๒ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นบส. ๒๕ ที่สำนักงาน กพ. และ เข้าศึกษาในหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๑-๑๑ ) โชคดีที่ได้พบเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้องอีกหลายๆคน และคิดว่า ทุกๆคนเป็นเพื่อนจนวันตาย มักจะมีกิจกรรมนอกหลักสูตรเสมอๆ มีการพบปะสังสรรค์กันบ่อยๆ และแน่นอนที่สุด การขึ้นเวทีร้องเพลงเป็นกิจกรรมหลัก เป็นที่น่าเสียดาย ที่ผมไม่ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงด้วย ถ้าเกิดได้ขึ้นเมื่อไหร่ ผมคิดว่ากิจกรรมสนุกๆในวันนั้น คงจะเลิกเร็วกว่าปกติแน่นอน
เมื่อมีอายุ ๖๐ ปี ครบกำหนดเกษียณอายุราชการ ทางชมรมแม่บ้านข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานเลี้ยงผู้เกษียณอายุ และให้ผู้ที่เกษียณขึ้นกล่าวอำลาทีละคน ซึ่งผมได้ขึ้นด้วย แต่ไม่ใช่คนแรก พอถึงคราวผมขึ้นเวที ผมขอไม่พูดอะไร ถึงพูดไป ฟังๆแล้วก็ลืม จึงประกาศชวนภรรยาที่ไปร่วมงานวันนั้น ขึ้นไปร้องเพลงด้วยกัน โดย เขาไม่รู้ตัวมาก่อน เล่นสนุกๆแบบกันเอง เพลงชื่อ“บ้านของเรา” ที่แอบซ้อมกับรุ่นน้องที่ทำงานมาแล้วหลายวัน เพราะบ้านกำลังจะเป็นสถานที่สิงสู่แห่งเดียวที่เหลืออยู่ ต่อจากนั้น เพื่อนๆเกษียณอายุ ที่ขึ้นไปพูดต่อจากผม ร้องเพลงกันทุกคน
หลังจากเกษียณอายุแล้ว อยู่บ้านมีเวลา ก็เปิดคาราโอเกะ ตะเบ็งเสียงเต็มที่ แต่ก็ได้แค่ร้องอยู่หน้าจอทีวีอยู่คนเดียว ไม่ได้พัฒนาขึ้น จนกระทั่งมีน้องๆจากที่ทำงาน ร้องเพลงเก่งๆ มาร้องเพลงที่บ้าน แล้วก็พยายามให้ผมร้องด้วย น้องๆบางคนให้กำลังใจ แกล้งชมจนผมบ้ายอ เลยร้องกับเขาไปได้บ้าง แต่พอเขากลับกันแล้ว ทุกอย่างก็กลับคืนเหมือนเดิม
แต่ถ้า มีการดื่ม แอลกอฮอล์ เข้าไปในสายเลือด ลักษณะนี้ไม่ต้องเชิญ ขึ้นร้องเพลงเองเลย ใครจะฟัง หรือไม่ฟัง ก็ไม่สนใจ โดยเฉพาะในร้านอาหารคาราโอเกะ ซึ่งทุกๆโต๊ะผลัดเปลี่ยนขึ้นไปร้องเพลงกัน เมื่อผมร้องเพลงแรก ทุกโต๊ะก็ฟังกันดี จนกระทั่งมา รอบ ๒ ผมขยับจะขึ้นร้อง ปรากฏว่าทุกโต๊ะ จ่ายเงิน กลับบ้านกันหมด นักร้องประจำวงมาขอร้องผมว่า ถ้าจะมาคราวหน้า ขออย่าขึ้นร้องเลย จะทำให้ อาหารเครื่องดื่มเขาขายไม่ออก
ย้อนกลับมาที่หอพักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ ในเทอมปลาย มีการจัดงานสังสรรค์หอ ซึ่งไม่ต้องให้ใครมาร้องเพลง เพราะเขาสรรหาวงดนตรีที่เก่งๆมาบรรเลง พร้อมการแสดงโชว์ที่สมัยนั้นโด่งดังมาก คือการเต้นโชว์ของสาวๆนุ่งน้อยห่มน้อย ที่ช่วงท้ายของการเต้น น้องๆวัยรุ่นคงเต้นเร็วและแรงไปหน่อย ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย เหลือแต่ตัวล่อนจ้อน และด้วยสปิริต เขาก็ยังเต้นกันต่อจนจบเพลง งานสังสรรค์หอนี้ เชิญนิสิตหญิงจากหอหญิงมาร่วมด้วย สนุกสนานกันมาก แต่ตอนมีโชว์เด็ดๆ จำไม่ได้ว่าชาวหอหญิงยังอยู่หรือกลับกันแล้ว จำได้ว่า ทุกคนที่อยู่ในงานสังสรรค์ทุกๆครั้ง สุภาพกันมาก เพราะเกรงใจและดีใจที่นิสิตหญิงให้เกียรติไปร่วมงาน
ไวน์สับปะรดที่แต่ละหอทำกินกัน เป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงในงานสังสรรค์หอนี้ วิธีการง่ายๆ คือคั้นน้ำสับปะรดใส่ในตุ่มที่ล้างสะอาด และฆ่าเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆโดยอาศัยน้ำร้อนๆ เสร็จแล้วเอา เชื้อ ยีสต์ที่ ตึกโรคพืช มาทำ สตาร์ตเตอร์ คือต้มน้ำตาลปี๊บที่เป็นก้อนๆกลมๆแบนๆใส่หม้อไว้ ทิ้งให้เย็น เขี่ยเชื้อยีสต์ลงไป เอาผ้าขาวบางปิดหม้อให้สนิท ทิ้งไว้ ๓ วัน ก็เอา สตาร์ตเตอร์นั้น ไปใส่ในตุ่มน้ำสับปะรดคั้น ประมาณ ๗ วัน ก็เอามาชิม และแจกจ่ายในวันสังสรรค์หอได้ ทั้งนี้ เป็นประสบการณ์หลายปีมาแล้ว คิดว่าความจำคงจะไม่คลาดเคลื่อนไปมากนัก
ตอนนี้ยังไงก็ยิ่งร้องเพลงไม่ได้เลย เพราะเสมหะกลั้วอยู่ในคอตลอดเวลา เนื่องจากชอบกินน้ำแข็ง และเครื่องดื่มที่เย็นๆ ฟังอย่างเดียวก็มีความสุขแล้วครับ
บู๊ (คนเคยหนุ่ม )
เชียงใหม่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๔







