ยุทธศาสตร์ และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศกับ การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ยุทธศาสตร์ และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศกับ
การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้
ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น มีความเป็นมาที่ยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งการจะเข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้ต้องมีความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้ โดยไม่มีอคติ เช่น ปัญหากบฏดุซงญอ ปัญหาการอุ้มหายหะยีสุหลง ตลอดจนข้อเสนอของท่านตามแนวสันติวิธี

หรือปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ กับการพัฒนาจากนครรัฐไปสู่ความเป็นรัฐชาติ การเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคของอังกฤษ และลัทธิล่าอาณานิคม ทั้งจากตะวันตก อยุธยา ธนบุรี ถึง รัตนโกสินทร์
หากปราศจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ตลอดจนไม่เข้าใจถึงพื้นเพรากเหง้า และวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายในรัฐไทย ชุดความคิดที่จะแก้ปัญหาก็จะบิดเบี้ยว โดยแทนที่จะแก้ปัญหากลับจะเป็นการสร้างปัญหายิ่งขึ้นไปอีก
แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก หากระบบราชการและข้าราชการยังไม่เปลี่ยนแปลงวิธีคิด ตลอดจนระบบการข่าวที่ยังคงมีความเบี่ยงเบนอยู่มาก ประกอบกับนโยบายจากส่วนกลางที่ห่างไกลจากพื้นที่ก็จะทำให้นโบายเป็นไปอย่างคลาดเคลื่อนเบี่ยงเบนและไม่อาจแก้ปัญหาได้
ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ มีหน่วยงานที่น่าจะเข้าถึงปัญหาในพื้นที่ และมีหน้าที่โดยตรงในการคลี่คลายปัญหานั่นคือ ศอ.บต. หรือจะเรียกชื่อเป็นทางการว่า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้จัดทำยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการบริหารด้วยการมีส่วนร่วม และบูรณาการแก้ปัญหาพื้นที่พิเศษ ทั้งนี้โดยน้อมนำเอายุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 และแนวทางตามพระราชดำริของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ข้อที่ 1 ที่ได้ทรงวางไว้ว่า “วิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นทางให้พลเมืองรู้สึกเห็นไปว่าเป็นการเบียดเบียน กดขี่ ศาสนาอิสลาม ต้องยกเลิกหรือแก้ไขเสียทันที
การใดจะจัดขึ้นใหม่ต้องอย่าให้ขัดกับลัทธิของศาสนาอิสลาม หรือยิ่งทำให้เห็นเป็นการอุดหนุนศาสนามหมัดได้ยิ่งดี”
ทั้งนี้ทำให้เห็นว่าล้นเกล้าทั้ง 2 พระองค์ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล และมีแนวนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม
แต่ทว่าด้วยชุดความคิดที่ปกคลุมไปด้วยอคติไม่ว่าจะเป็นอคติทางศาสนา หรือเชื้อชาติ ด้วยความเชื่อที่ฝังรากลึกว่า ความเป็นชาติที่มั่นคงต้องเปลี่ยนแปลงให้คนในชาติมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และแม้แต่ศาสนาให้อยู่ในหลักนิยมเดียวกัน จึงทำให้การแก้ปัญหาภาคใต้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น ทั้งๆที่หากทำตามพระราโชบายของล้นเกล้า รัชกาลที่ 9 คือ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” แล้วปัญหาทั้งหลายย่อมจะแก้ไขได้อย่างง่ายดาย

อนึ่งแม้ว่าบางหน่วยงาน หรือข้าราชการบางท่านจะน้อมนำเอาพระราโชบายของล้นเกล้ามาปฏิบัติ แต่หากทำผิดขั้นตอน นั่นคือไม่เริ่มจากการเข้าใจ ซึ่งต้องศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ตลอดจนภาษาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็ไม่อาจเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาอิสลามได้ ดังนั้นจึงก้าวกระโดดไปสู่ขั้นตอนการพัฒนา เพราะมันเป็นรูปธรรมที่จับต้อง และวัดผลงานได้ง่าย ทำให้เกิดมายาคติว่าได้ทำการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ฝังรากลึกได้แล้ว นั่นย่อมก่อให้เกิดอันตรายเมื่อเกิดปัญหาบานปลายภายหลัง
ดังนั้นยุทธศาสตร์ข้อที่ 1 ของศอ.บต. จึงมีความสำคัญมาก ส่วนข้ออื่นๆในลำดับต่อไปถือเป็นรอง ดังจะกล่าวต่อไปดังนี้
ยุทธศาสตร์ข้อที่ 2 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้าน ชุมชน ในการร่วมสร้างสันติสุข
ยุทธศาสตร์ข้อที่ 3 การสร้างพื้นที่และสภาพแวดล้อม เพื่อแสวงหาทางออก จากความขัดแย้งโดยสันติวิธี
ยุทธศาสตร์ข้อที่ 4 การส่งเสริมการศึกษา ศาสนาภาษาศิลปะ พหุวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ยุทธศาสตร์ข้อที่ 5 การเพิ่มประสิทธิภาพ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยธรรม การอำนวยความเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมาย และส่งเสริมนำหลักศาสนา หรือยุติธรรมชุมชน เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งการเยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรง
ยุทธศาสตร์ที่ 6 การเสริมสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ วิถีชีวิตและความต้องการของประชาชน
ยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต การท่องเที่ยวกีฬาและผู้ด้อยโอกาส
ยุทธศาสตร์ที่ 8 การสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน
ยุทธศาสตร์ที่ 9 การเสริมสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
เมื่อได้พิจารณาถึงยุทธศาสตร์โดยรวมแล้ว ผู้เขียนมองว่ามิใช่ยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นแนวทางปฏิบัติ และที่สำคัญ ศอ.บต.ยังอยู่ภายใต้การครอบงำของหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น กองทัพ กอ.รมน และตำรวจ ซึ่งในระยะต่อมาก็ยิ่งชัดเจนภายหลังการยึดอนาจของคสช. ที่ให้กอ.รมน เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญาภาคใต้ โดยแนวคิดและหลักนิยมของทหารย่อมเน้นในการใช้กำลังเป็นหลัก แม้จะมีหน่วยกิจการพลเรือนคอยดำเนินงานด้านสันทนาการ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ และเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาก็ตาม

ที่สำคัญการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตกอยู่ภายใต้การใช้กฎอัยการศึก หรือภาวะฉุกเฉินต่อเนื่องกันมานับ 10 ปี จึงเห็นได้ชัดว่าการแก้ปัญหาไม่น่าจะประสบความสำเร็จ และไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่สูญเสียไปหลายแสนล้านบาท ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาไม่ว่าจะโดยหน่วยงานอะไร ย่อมไม่อาจทำให้เกิดการทุเลาในการแก้ปัญหาได้ถ้าไม่เข้าใจเป็นเบื้องต้น แม้หน่วยงาน ศอ.บต.ดูว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าหน่วยงานอื่นก็ตาม ก็ยังมีโครงสร้างที่ครอบงำการปฏิบัติงานของ ศอ.บต. อีกชั้นจึงเป็นอุปสรรคในการดำเนินการอยู่ดี
ในความเป็นจริงหากเราใช้แนวทางในการแก้ปัญหาด้วยลัทธิประชาธิปไตย นั่นคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยมีรัฐบาลและส่วนกลางเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งหากจะกล่าวเป็นรูปธรรมคือ จัดให้มีการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร หรือพัทยา
นอกจากนี้ควรยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นอุปสรรคและเป็นเครื่องแสดงว่าเรา ไม่อาจคลี่คลายปัญหาไปสู่สภาพปกติได้ เพราะยังต้องใช้กฎหมายพิเศษอยู่
ในด้านยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศนั้น การที่นายกรัฐมนตรีได้ไปเปิดความสัมพันธ์ปกติกับซาอุดีอารเบีย ย่อมเป็นการดีในการช่วยแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ โดยเฉพาะในโลกยุคไร้พรมแดน ย่อมไม่พ้นที่จะเกี่ยวกันกับนานาประเทศ ซาอุดีอารเบีย จะได้ช่วยสนับสนุนไทยให้มีบทบาทในองค์การความร่วมมือประเทศอิสลาม OIC ที่ไทยเป็นสมาชิกสังเกตการณ์ เพื่อให้ OIC เป็นเจ้าภาพในการเจรจาแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ โดยสันติวิธี
อย่างไรก็ตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และประเทศใกล้เคียง อย่างอินโดนีเซีย ก็คงหนีไม่พ้นที่เราจะต้องสร้างความเข้าใจและใช้ประโยชน์ในการช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วย อย่าคิดว่านี่เป็นปัญหาภายในเท่านั้น ประเทศอื่นที่มีความขัดแย้งภายในอย่างเมียนมา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในกรณีอาเจะ ก็หลีกหนีไม่พ้นกับการเกี่ยวกันกับต่างประเทศทั้งสิ้น
ยิ่งไทยกำลังมีแผนจะสร้าง LAND BRIDGEหรือขุดคลองเชื่อม 2 มหาสมุทร ไทยก็จะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจคือจีน-สหรัฐฯ เรายิ่งจะต้องสร้างหลักประกันความเสี่ยงของเราด้วยการหาเจ้าภาพร่วมมาช่วยแก้ปัญหาภายใน มิฉะนั้นเราอาจตกอยู่ในอันตรายที่อาจบานปลายจนมีสภาพเหมือนเมียนมาได้







