เมียนมาร์รัฐประหาร….แล้วไง

เมียนมาร์รัฐประหาร….แล้วไง
ทหารประชาธิปไตย
ในที่สุดกองทัพเมียนมาร์ก็เข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อเช้าตรู่วันที่ 1 กุมภาพันธ์โดยเข้าทำการจับกุมและคุมขังนางอองซานซูจี และผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะแกนนำจากพรรค NLD หลายคนด้วยกัน
สำหรับเรื่องการยึดอำนาจของกองทัพพม่านี้ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ผิดคาดอะไร เพราะผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่าหลายท่านได้คาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่ครั้งที่พรรค NLD ของนางอองซานซูจี ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายพลิกความคาดหมายเมื่อปี ค.ศ 2015 แต่เหตุการณ์ก็ยังคงยืดเยื้อกันต่อมาท่ามกลางความพยายามยื้อยุดอำนาจของฝ่ายทหาร
แต่ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ยิ่งสร้างความหวั่นวิตกว่ากองทัพจะสูญเสียอำนาจมากขึ้น เพราะคราวนี้เธอและพรรค NLD ชนะอย่างท่วมท้น ขณะที่พรรค USDP ที่หนุนหลังโดยกองทัพแทบสูญพันธุ์

ดังนั้นการกำหนดเปิดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับรองรัฐบาลใหม่ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จึงเป็นเส้นตายที่ทหารต้องออกมายึดอำนาจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรที่รุนแรง และผู้นำเหล่าทัพก็ออกมายืนยันว่าจะเคารพรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รับรองว่าจะไม่มีการยึดอำนาจ
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ที่ฝ่ายทหารก็ออกข่าวว่ามีการโกงเลือกตั้งนับจำนวน 10 ล้านเสียง ซึ่งกกต. พม่าก็ออกมาปฏิเสธ และที่สำคัญทหารก็ยังมีอำนาจที่จะกำกับดูแลเรื่องการรักษากฎระเบียบและความมั่นคงอยู่

ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่พรรค NLD ประกาศออกมาชัดเจนว่าจะพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดทอนอำนาจของกองทัพในการควบคุมการบริหารของรัฐบาล แม้เรื่องแก้รัฐธรรมนูญนี้จะทำไม่ได้ง่ายนักเพราะจะต้องมีเสียงในสภาถึง 75% แต่ในสภามีทหารที่ได้รับการแต่งตั้ง 25% แล้วเมื่อบวกกับพรรคฝ่ายค้าน USDP ที่ทหารหนุนหลังก็น่าจะทำให้เสียงไม่พอกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรค NLD ปักธงไว้
แต่ก็มีกระแสข่าวที่ขัดแย้งกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ NLD ได้ที่นั่งถึง 83% ของที่นั่งทั้งหมดซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ยิ่งเป็นเหตุให้ทหารต้องทำรัฐประหารเพื่อไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่การโตวันโตคืนของพรรค NLD และความนิยมของนางอองซานซูจี ที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทำให้กองทัพกังวลใจ เกรงว่ายากจะควบคุมในอนาคต
นอกจากนี้การที่รัฐบาลภายใต้การนำของ NLD และอองซาน มีนโยบายที่จะเปิดกว้างให้ตะวันตกได้เข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าตะวันตกคือยุโรปและสหรัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน
ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูปฏิกิริยาและท่าทีของต่างประเทศประกอบกันในการวิเคราะห์ โดยเริ่มจากรัสเซียและจีน ซึ่งยังไม่แสดงออกถึงท่าทีใดๆต่อการรัฐประหารของพม่า แต่จีนหวังว่าพม่าจะรับมือกับความแตกต่างได้อย่างเหมาะสมภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายไปพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและสังคมเอาไว้

โดยผู้เชี่ยวชาญจีนกล่าวว่าการยึดอำนาจโดยกองทัพอาจเป็นการปรับสมดุลของอำนาจในประเทศ โดยจีนจะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทางรัฐบาลชุดปัจจุบันและกองทัพ และยังเตือนว่าพม่าควรระมัดระวังการแทรกแซงจากต่างชาติ
ประเด็นอยู่ที่ว่าจีนจะรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับรัฐบาลปัจจุบันได้อย่างไรในเมื่อคนสำคัญในรัฐบาลถูกทหารควบคุมตัวไปแล้ว หรือจีนจะหมายถึงรัฐบาลที่ตั้งใหม่โดยทหาร ที่สำคัญจีนเตือนว่าให้ระวังการแทรกแซงต่างชาติซึ่งนั่นย่อมหมายถึงยุโรป สหรัฐและ พันธมิตร
เพราะสหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลียและ EU ต่างประสานเสียงประณามการรัฐประหารที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยที่กำลังเบ่งบานในพม่า จึงมองได้ว่ากลุ่มตะวันตกและพันธมิตรอาจมีการแทรกแซงขึ้นในพม่าอีกรอบหนึ่ง และนั่นย่อมหมายความว่าเศรษฐกิจพม่าที่กำลังดีวันดีคืนอาจทรุดตัวลงอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้นการหวังพึ่งการช่วยเหลือหรือการลงทุนจากจีนก็มีแต่นำประเทศเข้าใกล้การเป็นเมืองขึ้นจีนในทางอ้อมเท่านั้น

เพราะจีนจะเข้ามาพร้อมเงินกู้ดอกเบี้ยสูง พร้อมกับการนำคนของตนเข้ามาทำงานจำนวนมากโดยจ้างคนพื้นเมืองน้อยที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วที่สปป.ลาว กัมพูชา ปากีสถาน ศรีลังกา และหลายประเทศในแอฟริกา
เหตุการณ์อาจเลวร้ายกับพม่ายิ่งไปกว่านั้น ถ้าชาติพันธมิตรตะวันตกหันไปให้ความช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยที่ยังคงต่อสู้กับรัฐบาลกลางอยู่ อาจทำให้กองทัพต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น อันเป็นภาระแก่ประเทศยามต้องการการลงทุนเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่จีนก็สนับสนุนกองกำลังว้า คะฉิ่น และโกกัง ในรัฐฉาน
คงจะไม่แปลกใจหากกองทัพจะจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นเพื่อสร้างภาพและอาจให้สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรอาจหลอกตีกินไปเรื่อยๆเพื่อสถาปนาอำนาจของตนเองให้มั่นคง

รัฐธรรมนูญอาจถูกแก้ไขเพื่อเป็นหลักประกันว่าทหารมีอำนาจเหนือพลเรือนแม้จะมีการเลือกตั้งในระยะต่อมา และคงมีการบังคับมิให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นระยะเวลานานเช่น 10 ปี เรื่องนี้ต้องติดตามดูครับ
ข้ออ้างของกองทัพก็เหมือนกันทั่วโลกคืออ้างเพื่อความมั่นคง โดยเกรงว่าจะถูกแทรกแซงจากต่างชาติอะไรทำนองนั้น แต่แท้จริงความมั่นคงที่ว่าคือความมั่นคงของคณะทหาร
ประเด็นนี้ก็สอดรับกับความเห็นของผู้เชี่ยววชาญจีนที่กล่าวว่าน่าจะมีการปรับสมดุลของอำนาจ เหมือนที่กองทัพพม่าได้ทำมาแล้วตั้งแต่สมัยเนวิน ซอหม่อง ตานฉ่วย และหม่องเอที่ขัดแย้งกับขิ่นยุ้น แต่ครั้งนี้หากนำเอาข่าวที่ไม่เป็นทางการบางแหล่งอ้างว่าทหารรุ่นใหม่เริ่มไม่พอใจที่ ทหารรุ่นเก่าครองอำนาจและผลประโยชน์มหาศาลมานาน จึงได้เป็นพลังผลักดันให้เกิดการรัฐประหารและเข้ามาขอมีส่วนแบ่งปันอำนาจมากขึ้นเพราะนั่นหมายถึงผลประโยชน์มากขึ้นและมินอ่องหล่าย อาจเป็นผู้ประสานประโยชน์
อนึ่งคงจะไม่แปลกใจเลยหากรัฐบาลที่กองทัพแต่งตั้งแล้วมีประเทศเพื่อนบ้านสองประเทศให้การรับรองในอันดับต้นๆ เพราะประเทศหนึ่งต้องการผลประโยชน์ที่จะออกทะเลอันดามันเพื่อฝ่าวงล้อม INDO-PACIFIC ของสหรัฐและพันธมิตร ส่วนอีกประเทศหนึ่งก็อาจเป็นเพราะมีความเห็นอกเห็นใจรัฐบาลที่กองทัพสนับสนุนของพม่าก็ได้
สำหรับประเทศในอาเซียนประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชาได้แสดงท่าทีเรื่องการรัฐประหารว่าเป็นเรื่องภายใน
ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์รัฐประหาร เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น
แต่บรูไน ลาว และเวียดนามยังไม่แสดงท่าทีอะไรโดยที่ตะวันตกคาดหวังว่าทั้งสามประเทศนี้จะสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตย
ส่วนเหตุการณ์ด้านประชาชนพม่าได้เกิดการประท้วงในหลายๆประเทศทั่วโลกโดยมีเป้าหมายที่สถานทูตพม่าในประเทศนั้นๆ
แต่เหตุการณ์ในประเทศยังคงสงบเรียบร้อยอยู่ อาจเป็นการช็อคหลังผู้นำถูกจับ และการติดต่อสื่อสารถูกจำกัด ซึ่งคาดว่าหลังจากปรับตัวกันได้ คงมีการประท้วงใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน
อนึ่งมีข่าวบางกระแสอ้างว่ากลุ่มทหารหนุ่มที่ร่วมในการรัฐประหารนั้นมีบางส่วนไม่พอใจที่นายทหารรุ่นเก่าโปรจีนมากไป เพราะเห็นว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่การจะไปเข้ากับตะวันตกแบบที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของนางอองซานซูจี บริหารอยู่ก็จะเป็นอันตรายเช่นกัน จึงพยายามจะหาสมดุลเพื่อหาพันธมิตรในการถ่วงดุลมากขึ้นเช่นการเป็นพันธมิตรกับอินเดียเพื่อต้านจีน
เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตาม แต่ฟันธงได้เลยว่าพม่าคงต้องผ่านจราจลและความวุ่นวายอย่างมาก ก่อนที่จะสามารถปรับสมดุลได้







