INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อัลวิน ทอฟฟ์เล่อร์ “กระท่อมอิเล็คโทรนิค”

อัลวิน ทอฟฟ์เล่อร์ “กระท่อมอิเล็คโทรนิค”

สตีฟ เคส กล่าวว่า คลื่นลูกที่สามของอินเตอร์เนตจะนำการลบล้างมาสู่ภาคอาหาร สุขภาพ และการศึกษา ตามมาด้วยการเป็นหุ้นส่วนของรัฐบาลเพิ่มขึ้น
และการลงทุนเกิดขึ้นอย่างหนาแน่น ภายในคลื่นลูกที่หนึ่ง การสื่อสารถูกกระทบอย่างมาก จากนั้นคลื่นลูกที่สองกระทบต่อสื่อและการค้า เขากล่าว คลื่นลูกที่สามจะลบล้างส่วนที่เหลือของเศรษฐกิจ – การศึกษา การขนส่ง การดูแลสุขภาพ อาหาร และพลังงาน อัตราของการลบล้้างจะเร่งขึ้นอย่างมาก
มันใช้สิบปีที่เอโอแอลจะเข้าถึงผู้ใช้หนึ่งล้านคน มันใช้สิบเดือนต่อเฟชบุค
สแนปชาทประมาณสิบสัปดาห์ มันจะเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นเท่านั้น
คลื่นลูกที่สามของนวัตกรรมอินเตอร์เนตกำลังดำเนินการ
สตีฟ เคส คาดคะนว่า เราอยู่ ณ รุ่งอรุณของการปฏิรูปทางเทคโนโลยีต่อไป ไม่เหมือนอะไรก็ตามที่เราเคยเห็นมาก่อน คลื่นลูกที่สามของอินเตอร์เนตที่
ปฏิรูปเศรษฐกิจเเละวิถีทางการดำรงชีวิตของเรา หนังสือ Third Wave ของ
เขา ได้อธิบายยุคใหม่ที่เราเข้้าไปสู่ของการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่
การปฏิรูปทุกภาคของเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ดิจิตอล เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ และอาหาร เขาเชื่อว่านวัตกรรมการปฏิรูปภายในคลื่นลูกที่สามจะ
มาจากภูมิภาคที่หบากหลายภายนอกซิลิคอน แวลลี่ย์ เศรษฐกิจใหม่จะเกิด
ขึ้นทั่วอเมริกาภายในเมืองโดยทั่วไปที่ไม่ดึงดูดเงินร่วมลงทุน แบบแผนของการกระจายเงินลงทุนน่าจะเปลี่ยนแปลง ดังที่ได้คาดคะเนว่ารุ่นต่อไป
ของนวัตกรรมเทคจะต้องเกิดขึ้นใกล้กับลูกค้าเเละอุตสาหกรรมเป้าหมาย
แต่ถ้าอเมริกาจะนำและนำหน้าจีนอยู่ต่อไป การเป็นผู้ประกอบการต้อง
เข้มแข็งภายในเมืองและภูมิภาคภายนอกซิลิคอน แวลลี่ย์ ประเทศต้องการเงินร่วมลงทุนมากขึ้น กระจายไปทั่วประเทศ และนโยบายที่ดีสนับสนุนสตาร์ทอัพ
สตีฟ เคส ต้องการสนามที่เท่ากันเพื่อผู้ประกอบการทั่วประเทศ เกือบ 75% ของเงินร่วมลงทุนแก่สตาร์ทอัพไปสู่ซิลิคอน เเวลลี่ย์ นิวยอร์ค และเเมสซาชูเสตต์
ผู้ประกอบการมักจะรู้สึกว่าพวกเขาต้องอยู่ภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ที่จะได้เงินทุน การสร้างสมองไหลจากภูมิภาคอื่นต้องหยุดลง บริษัทเทคโนโลยีใหม่
จะไม่มีรากฐานภายในซิลิคอน เเวลลี่ย์ พวกเขาต้องคิดใหม่ความสัมพันธ์
ของพวกเขากับลูกค้า คู่แข่งขัน และรัฐบาล
สองปีภายหลังจากการเปิดตัวเงินทุนที่จะลงทุนสตาร์ทอัพภายในพื้นที่ด้อยโอกาสของอเมริกา สตีฟ เคส ได้เพิ่มเป็นสองเท่า เขาและบริษัทลงทุนของเขา
เรฟโวลูชั่น ได้ประกาศ ไรซ์ ออฟ เดอะ เรสต์ ซีด ฟันด์ เงินทุน 150 ล้านเหรียญได้ถูกสนับสนุนโดย เช่น ผู้ก่อตั้งอเมซอน เจฟฟ์ บีซอส เงินทุนของเดอะ ไรซ์ ออฟ เดอะ เรสตฺ
ได้ลงทุน 150 ล้านเหรียญของมันอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดคะเนไว้ มันได้ลงทุน
กับมากกว่า 130 สตาร์ทอัพภายในมากกว่า 70 เมืองของอเมริกา
สตีฟ เคส เป็น
ผู้มีอำนาจ ณ เรฟโวลูชั่น บริษัทลงทุนภายในวอชิงตัน ดีซี เทเงินเข้าไปสู่
สตาร์ทอัพจากชายฝั่งหนึ่งไปชายฝั่งหนึ่ง นับตั้งแต่ ค.ศ 2014 เขานั่งรถโดยสารไรซ์ ออฟ เดอะ เรสต์ ของเขาเดินทางไปยังเมืองทั่วประเทศ
หนังสือ The Third Wave ของสตีฟ เคส เป็นการยืมชื่อหนังสือของอัลวิน ทอฟฟเลอร์ 1970 เมื่อเขาอ่านในขณะอยู่ภายในมหาวิทยาลัย อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์
มองล่วงหน้ายุคของข้อมูล สตีฟ เคส มองล่วงหน้าอินเตอร์เนตของทุกสิ่งทุกอย่าง ภายในคลื่นลูกที่สามนี้ อินเตอร์เนตหยุดเป็นของบริษัทอินเตอร์เนต ผลิตภัณฑ์จะต้องการอินเตอร์เนต แม้ว่าอินเตอร์เนตไม่ได้กำหนดมัน
สตีฟ เคส ได้ทวิตต์ไปยังปีเดอร์ ทีล ว่า การผูกขาดของซิลิคอน เเวลลี่ย์ ต่อบริษัทเจริญเติบโตอย่างยิ่งใหญ่สิ้นสุดลงแล้ว ผมได้วางเดิมพันบนสถานที่อื่น
ครั้งหนึ่งเรามีการโต้เเย้งความคิดเห็นระหว่างสตีฟ เคส และปีเตอร์ ธีล ปีเตอร์ ์ธีล ยืนยันว่าซิลิคอน เเวลลี่ย์ และนิวยอร์ค เป็นสองทางเลือกเท่านั้นต่อ
ผู้ประกอบการเทคที่ทะเยอทะยาน สตีฟ เคส ได้นำเสนอมุมมองขัดแย้งที่ศูนย์กลางใหม่ของนวัตกรรมกำลังสร้างขึ้นภายนอกตลาดเหล่านี้ เขาได้
สร้างถ้อยคำ เดอะ ไรซ ออฟ เดอะ เรสท์ ขึ้นมา
ตามวารสารวอลล์ สตรีท ปีเตอร์ ธีล ผู้ก่อตั้งเพล์พาล กำลังวางแผนที่จะย้ายบ้านและการลงทุนส่วนบุคคลของเขาจากซานฟรานซิสโก ไปลอสแอนเจลิส เขาจะลดการมีส่วนร่วมภายในอุตสาหกรรมเทครวมทั้งการลาออกจากคณะกรรมการบริษัทของเฟซบุค เหตุผลต่อสิ่งนี้เป็นรากฐานทางการเมือง ปีเตอร์ เป็นผู้บริหารเทคที่เด่นชัดสนับสนุนการรณรงค์การเลือกตั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเขายังคงเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดระหว่างช่วงเวลาภายในห้องทำงานรูปไข่ของทรัมป์
ดังนั้นเขาได้ย้ายธีล แคปปิตอล และธีล ฟาวเดชั่น สองบริษัทที่ดูแลการลงทุนของเขาไปลอสแอนเจลิส ปีเตอร์ ธีล ได้เรียกซิลิคอน แวลลี่ย์ รัฐพรรคเดียว
ระหว่างการโต้เถึยงกัน ณ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
ปีเตอร์ ธีล นักลงทุนและผู้ประกอบการเทคที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุด
คนหนึ่งของซิลิคอน แวลลีย์ ล่าสุดประกาศการจบลงของหุบเขา เขาคิดว่าความเป็นผู้นำของซิลิคอน แวลลี่ย์ ของนวัตกรรมภายในเทคใกล้จะสิ้นสุด ฉากของเทคแสดงโดยความเครียดอย่างรุนแรงของการมองโลกอย่างคับแคบ
และเป็นสถานที่ที่บุคคลทำดีเกินธรรมดาเพื่อตัวพวกเขาเอง ในขณะที่บุคคลอื่นเสียหาย
ปีเตอร์ ธิล ได้กล่าวว่าซิลิคอน แวลลี่ย์ ได้ตกเป็นเหยื่อต่อการคิดคล้อยตามกลุ่ม และวัฒนธรรมที่แข็งกระด้าง การอ้างถึงมุมมองแคบทางการเมืองต่อการย้ายของเขาไปที่ลอสแอนเจลิส เรามีความรู้สึกว่าผลกระทบของสิ่งที่ทำให้ซิลิคอน แวลลี่ย์ วุ่นวาย
มันไม่ได้เป็นภูมิปัญาของมวลชน มันเป็นความบ้าของมวลชนไปแล้ว
ปีเตอร์ ธีล เป็นกรรมการของเฟซบุค และผู้สนับสนุนเปิดเผยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาไม่คิดว่าการให้ข้อมูลเท็จของรัสเซียบนเครือข่ายสังคมสร้างความแตกต่างที่มีตัวตนภายในการเลือกตั้ง 2016 เขาได้คาดคะเนโดนัลด์ ทรัมป์จะชนะการการเลือกตั้งใหม่ภายใน ค.ศ 2020 ตราบเท่าที่เศรษฐกิจกำลังดี คำถามจะเป็น เศรษฐกิจจะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ ถ้าใช่ โดนัลด์ ทรัมป์จะได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ เขาจะกลายเป็นผู้ท้าชิง
ปีเตอร์ ธีล ได้เลิกบ้านเช่าซาน ฟรานซิสโกของเขา และย้ายไปบ้านภายในฮอลลีวูดที่เขาได้ซื้อไว้เวลาหนึ่งที่ผ่านมา บริษัทลงทุนส่วนบุคคลของเขาจะเดินทางตามไปด้วย
เมื่อ ค.ศ 2005 ปีเตอร์ ธีล ได้อธิบาย เขาเป็นคณะกรรมการ ณ สแตนฟอร์ด คำถามเพื่อการอภิปรายคือ เราจะพบกูเกิ้ลครั้งต่อไปที่ไหน เขากล่าว คำตอบที่ผมให้คือ มีโอกาส 50% ที่เราจะพบมันภายในรัศมีห้าไมล์ของห้องที่เราอยู่

จาง รุยหมิ่น ซีอีโอของไฮเออร์ ได้กล่าวว่า ผมได้ตระหนักแรงกดดันที่
อินเตอร์เนตมีต่อโมเดลธุรกิจของบริษัทใหญ่ นับตั้งแต่อย่างน้อยที่สุด ค.ศ 2000 ผมได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลกภายใน
ดาวอส หัวข้อที่สำคัญของการอภิปรายเป็นเศรษฐกิจใหม่ที่อินเตอร์เนตกำลังสร้าง เหมือนกับบุคคลอื่นหลายคน ณ เวลานั้น ผมรู้สึกว่าสังคมอุตสาหกรรมกำลังใกล้จุดพลิกผันที่ยิ่งใหญ่ การก้าวไปสู่เศรษฐกิจรากฐานอินเตอร์เนต ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีทางการคิดของพวกเขาเท่านั้น ผู้นำธุรกิจสามารถไล่ตามทัน
ภายในการสัมภาษณ์จาง รุยหมิ่น เขามักจะอ้างถึงยุคของอินเตอร์เนตของสรรพสิ่ง ไอโอที ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อเเรกไฮเออร์เป็นผู้จัดหาแนวหน้าของอุปกรณ์เชื่อมต่อกัน เช่น
สมาร์ททีวี ไอโอที เป็นเพียงแค่การอ้างอิงต่อเทคโนโลยีที่ไฮเออร์จัดหาแก่ลูกค้าของพวกเขา ข้อสองไอโอที เป็นถ้อยคำพูดเปรียบเทียบต่อการเปลี่ยนแปลงโลกที่เชื่อมต่อระหว่างกันและสม่ำเสมอที่เรามีชีวิตอยู่ในวันนี้
โลกเพื่อโมเดลองค์การของไฮเออร์ที่ถูกออกแบบเฉพาะ
ไฮเออร์ กรุ้ป ผู้นำโลกภายในเครื่องใช้ที่สำคัญ มุ่งหมายที่จะสร้างเครื่องซักผ้า เครื่องครัว เครื่องทำความเย็น และเครื่องใช้อื่นฉลาดเเละเชื่อมต่อ ไฮเออร์ สมาร์ท โฮม ได้ปฏิรูปจากบริษัทเครื่องใช้กลายเป็นผู้นำโลกของสมาร์ท โฮมเชื่อมต่อไอโอที
การเจริญเติบโตของสมาร์ท โฮม ทำให้ไฮเออร์ขยายส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศของผลิตภัณฑ์เมื่อ ค.ศ 2019 จาก 4.4% เป็น 23.4% ภายในยุคของไอโอที ไฮเออร์จะสำรวจอย่างต่อเนื่อง และขยายโอกาสของสมาร์ท โฮมด้วยห้าจี
เราจะประหลาดใจ ถ้ามันเป็นไปได้ต่อเครื่องใช้ของเราฉลาดเหมือนกับผู้ช่วยส่วนบุคคลหรือไม่ ตู้เย็นของเราช่วยให้การจัดการอาหาร และการวางแผนอาหารดีขึ้น มันจะเพลิดเพลินหรือไม่ ถ้าเครื่องทำความเย็นของเรารับรู้ระดับความสบายของเรา และปรับอุณหภูมิของห้องตามนั้น เครื่องใช้ของเรา
สามารถถูกออบแบบและวิศวกรรมต่อความต้องการเฉพาะของเราได้หรือไม่
ทุกอย่างนี้เป็นไปได้ และสมาร์ท โฮมมีทางออก
แม้ว่าบริษัทอื่นหลายบริษัทกำลังไล่ตามเศรษฐกิจอินเตอร์เน็ต ไฮเออร์กำลังตระเตรียมเพื่อเศรษฐกิจที่ตามมา – เศรษฐกิจของอินเตอร์เนตของสรรพสิ่ง ถ้อยคำอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่งได้ถูกสร้างโดยเควิน แอชตัน ผู้ก่อตั้งร่วมศูนย์ออโต้ไอดี ของเอ็มไอที เมื่อ ค.ศ 2017 เควิน แอชตัน ได้มาเยี่ยมสำนักงาน
ไฮเออร์และได้ช่วยเหลือเราคิดทบทวนกลยุทธ์ของเรา ไฮเออร์ เป็นยักษ์ใหญ่การผลิตเครื่องใช้ภายในบ้านของโลกด้วยบุคคล 70,000 คนรวมทั้ง 4,000 ธุรกิจรายย่อย แต่สามระดับการบริหารเท่านั้น ภายใต้อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง จาง รุยหมิ่น ได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่อุตสาหกรรมการผลิตของโลก เหตุการณ์ของนวัตกรรมนี้ได้ให้คำตอบแก่เราว่า ทางเข้าเยี่ยมใหม่ภายใน
ยุคอินเตอร์เนตของสรรพสิ่งอยู่ที่ไหน ไฮเออรได้ก้าวไปข้างหน้าของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยู่เสมอ ในขณะนี้พวกเขาได้เข้าไปสู่โลกของเซ็นเซอร์และปัญญาประดิษฐ์ พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงวิถีทางการทำธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง ไฮเออร์ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการสร้างระบบนิเวศของอินเตอร์เนตของสรรพสิ่งครั้งแรก เครือข่ายของเครื่องใช้อัจฉริยะที่เกี่ยวพันระหว่างกัน การนำเสนอคำตอบอัจฉริยะแก่ลูกค้า ความเชื่อถือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ
ไฮเออร์คือ ระบบนิเวศของอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่งสร้างนานกว่าสิบปีแล้ว
ระบบนิเวศไอโอทีแบบป่าฝนนี้จะเป็นเหตุการณ์ทางนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และการสร้างใหม่ของลูกโซ่อุตสาหกรรมและลูกโซุคุณค่า
ณ ปัจจุบัน ไฮเออร์ ไม่ได้ขายชิ้นเดียวของเครื่องใช้ภายในบ้าน แต่ได้จัดหาคำตอบอัจฉริยะเหมือนเช่นห้องนั่งเล่นอัจฉริยะ ครัวอัจฉริยะ และห้อง
อาบน้ำอัจฉริยะ บนพื้นฐานของเหตุการณ์ อุตสาหกรรมการผลิตต้องเปลี่ยนแปลง ผลิตภัณฑ์อนาคตจะกลายเป็นไร้คุณค่ามากขึ้น เหตุการณ์ทางนวัตกรรมจะมีคุณค่ามากที่สุด จาง รุ่ยหมิน ได้เปิดเผยรหัสการปฏิรูปของอุตสาหกรรมภายในยุคของอินเตอร์เนตของสรรพสิ่ง ภายในการเผขิญกับการเปลี่ยนแปลงของเวลา ไฮเออร์ ได้พยายามข้ามเส้นโค้งที่สอง ไม่ได้อยู่ห่างจากธุรกิจเครื่องใช้ภายในบ้านที่พวกเขาได้เริ่มต้น พวกเขาได้ใช้การคิดของปัญญา + ระบบนิเวศ กระตุ้นการกลายพันธ์ุและวิวัฒนาการไปสู่สายพันธุ์ตรายี่ห้อใหม่ การกลายเป็นตรายี่ห้อ ระบบนิเวศอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการสร้างโมเดลธุรกิจบุกเบิกไม่มีเพดานภายในยุคของอินเตอร์เนตของสรรพสิ่ง

สตีฟ เคส ได้กล่าวว่าเมื่อเขาคิดเกี่ยวกับคลื่นลูกที่สาม ผมเตือนใจถึงโกดัก
พวกเขารู้ว่าวันหนึ่งการถ่ายภาพดิจิตอลจะคุกคามธุรกิจแกนของพวกเขา
ที่จริงแล้วพวกเขารู้สิ่งนี้แล้ว เพราะว่าวิศวกร ณ โกดัก ได้คิดค้นการถ่ายภาพดิจิตอล แต่ผู้บริหารบริษัทสงวนท่าที เมี่อมันมาสู่การวางแผนต่ออนาคตดิจิตอล ในที่สุดพวกเขาต้องล้มละลายไป
ความคิดดั้งเดิมคือ โกดักไม่ได้มอองเห็นดิจิตอลกำลังเข้ามา นั่นไม่ได้เป็นความจริง ที่จริงแล้วกล้องถ่ายรูปดิจิตอลกล้องแรกได้คิดค้นภายในโกดัก
เมื่อ ค.ศ 1975 โดยสตีเวน แซสสัน บริษัททำหลายสิ่งที่ถูกต้องตอนเริ่มแรก
รวมทั้งการเป็นหุ้นส่วนกับเอโอแอล พวกเขารู้ว่าดิจิตอลแสดงการคุกคามต่อธุรกิจแกนของพวกเขาในระยะยาว แต่ผู้บริหารมุ่งที่ระยะสั้นมากกว่า
ตามนักข่าวของนิวยอรค ไทม์ เจมส์ เอสทริน เมื่อผู้บริหารโกดักถามเมื่อไร
ที่ดิจิตอลสามารถแข่งขันกับฟิล์ม เเซสสัน บอกพวกเขา มันอาจจะเป็นยื่สิบปี
เมื่อเรากำลังพูดต่อกลุ่มผู้บริหารบริษัทประมาณ 18 ถึง 20 ปีภายในอนาคต
ไม่มีผู้บริหารเหล่านี้ใครเลยจะยังคงอยู่ภายในบริษัท พวกเขาไม่ได้ตื่นเต้น
กับมันเลย ดังนั้นเมื่อปลาย ค.ศ 1980 โกดัก ได้เลือกที่จะไม่ก้าวไปสู่การถ่ายภาพดิจิตอล ทั้งที่พวกเขาได้พัฒนาเทคโนโลยีดิจิตอลเริ่มแรกที่สุด บริษัทอื่นทำและเจริญเติบโต ในขณะที่โกดักจมอยู่กับฟิล์มอนาลอก และมองเห็นส่วนแบ่งตลาดของพวกเขาแตกสลาย
ภายในคลื่นลูกที่สามผู้บริหารบริษัทและบุคคลของพวกเขาไม่มีทางเลือก
แต่ต้องพัฒนาความรู้สึกของความหวาดระเเวงและกระตือรือร้น เพื่อที่จะอยู่รอดและยังคงแข่งขันได้
ประวัติศาสตร์ได้บอกเราว่าแม้ว่าคูเมืองกว้างยากที่จะอยู่ตลอดกาล ตัวอย่างคลาสสิคคือ โกดัก บริษัทมีเทคโนที่ยอดเยี่ยม ตราสินค้าที่รับรู้ทั่วโลก และส่วนแบ่งตลาดโลกมากมายภายในการถ่ายภาพฟิล์ม ฟิล์มโกดักได้สะดุดตาภายในถนนใหญ่ทั่วโลก กระดาษพิมพ์และเคมีของโกดักได้ถูกใช้ทั่วโลก แต่เนื่องจากความพึงพอใจและความเฉื่อยชา
โกดักไม่สามารถตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพต่อความก้าวหน้าของการถ่ายภาพดิจิตอล และได้ยื่นการคุ้มครองการล้มละลายเมื่อ ค.ศ 2012
เราเคยจดจำ “Kodak Moment” หรือไม่ ความสามารถที่จะยึดความทรงจำภายในภาพด้วยการใช้กล้องถ่ายรูปส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่โกดักให้แก่โลก โชคไม่ดีโกดักได้ตัดสินใจที่จะยึดมั่นกับกล้องถ่ายรูปอนาลอกนานเกินไป และในที่สุดได้สูญเสียการแข่งขันไป

อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ มองล่วงหน้าคอมพิวเตอร์สร้างโลกตรงที่มนุษย์ส่วนใหญ่
จะออกจากโรงงานและสำนักงาน และกลับไปยังตรงที่พวกเขามาจากเริ่มแรก
คือบ้าน บ้านจะกลายเป็นกระท่อมอิเล็คโทรนิค ตึกระฟ้าและอุทยานสำนักงาน
จะถูกลดลงเป็นคลังสินค้าน่ากลัว หรือเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่อาศัย เศรษฐกิจอเมริกันจะถูกมองเป็นการกระจายอำนาจและการกลายเป็นเมืองของการผลิต
เมืองจะกลายเป็นร้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เขายืนยันว่ามวลมนุษย์อยู่บนขอบของคลื่นลูกที่สามของการเปลี่ยนแปลง
ล้างแบบแผนของอุตสาหกรรมเดิม และส่งเราส่วนใหญ่ท่องไปสู่วิถีทางใหม่
ของการดำรงชีวิตและการทำงาน คลื่นลูกที่หนึ่งเริ่มต้นประมาณ 10000 ปีที่แล้ว เมื่อนักล่าสัตว์ นักเก็บของป่า ยุติลงที่เกษตร และเริ่มต้นเก็บเกี่ยวพืชผล
และเลี้ยงสัตว์ เป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามาถทำงานจากที่บ้าน
คลื่นลูกที่สองเริ่มต้นประมาณ 300 ปีที่แล้ว เมื่อมนุษย์เริ่มต้นออกจากกระท่อมเกษตรของพวกเขา ไปทำงานภายในโรงงานและสำนักงาน ก่อให้เกิดยุคของอุตสาหกรรม อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ใช้ถ้อยคำกระท่อม เพราะว่ามันถูกใช้มาก่อนเป็นวิีถีทางคู่ขนาน ณ ตอนเริ่มต้นของการปฏิรูปอุตสาหกรรม ระหว่างเวลาของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผู้หญิงและลูกของพวกเธอมักจะไปทำงานนอกบ้าน และทำให้เกิดอุตสาหกรรมกระท่อม
เมื่อ ค.ศ 1982 จอห์น เนสบิทท์ นักทำนายอนาคตอีกคนหนึ่งได้เขียนหนังสืิอเล่มแรก “Megatrends : Ten New Directions Transforming Our Lives” จากการวิจัยเกือบสิบปี หนังสือเล่มนี้ติดลำดับขายดี่สุดของนิวยอร์ค ไทม์ สองปี ส่วนใหญ่ลำดับหนึ่ง “Megatrend” ได้ถูกพิมพ์ภายใน 57 ประเทศ และขายได้มากกว่า 14 ล้านเล่ม
หนังสือเล่มนี้ได้ระบุแนวโน้มใหญ่สิบอย่างที่กำลังปรากฎขึ้นทำนองเดียวกับอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ การทำนายของจอห์น เนสบิทท์ได้กลายเป็นความจริงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนปลงจากสังคมอุตสาหกรรม ไปเป็นสังคมข้อมูล
การเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างแบบพีระมิด ไปเป็นโครงสร้างแบบเครือข่าย และการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีแบบบังคับ ไปเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่สัมผัสมนุษย์ เป็นต้น
โดยทั่วไปความรู้ที่มีคุณค่ามากที่สุดขององค์การอยู่ภายในหัวของบุคคล
เรียกว่า คนงานความรู้ คนงานความรู้เป็นบุคคลเมื่อทำงานใช้สมองของ
พวกเขามากกว่ากล้ามเนื้อของพวกเขา การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีภายในศตวรรษที่ยี่สิบทำให้จำนวนของคนงานความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากภาย
ในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้สร้างถ้อยคำ “Knowledge Worker” : คนงานความรู้
ขึ้นมาภายในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาเมื่อ ค.ศ 1959 ชื่อ “Landmarks of Tomorrow” ความหมายของคนงานความรู้คิอ ผู้ทำงานที่ใช้ความรู้ ไม่ใช่
ผู้ทำงานที่ใช้มือ เขามองว่าผู้ทำงานที่ใช้ความรู้คือทรัพย์สินที่มีคุณค่ามากที่สุดขององค์การ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหริอไม่เป็นธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21 ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้กล่าวว่า ภายใต้ยุคของผู้ทำงานที่ใช้ความรู้ ผู้บริหารไม่ได้จัดการบุคคล ผู้บริหารต้องนำบุคคล เท่านั้น
ภายใน Landmarks of Tomorrow ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้อธิบายการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ การเกิดขึ้นของงานที่ใช้ความรู้ ความรู้เป็นทรัพยากรที่สำคัญกว่าที่ดิน แรงงาน หรือเงินทุน การนำไปสู่หลังสังคมทุนนิยม เขาได้ยืนยันว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ทำงานที่ใช้ความรู้มี
ความสำคัญมากที่สุดต่อการบริหารภายในศตวรรษที่ 21
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ กล่าวว่า ความรู้เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยภูมิประเทศ เขาได้สอนว่าบุคคลเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่ามากที่สุด ผู้บริหารจะต้องปลูกฝังและกระตุ้นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ภายในบุคคลทุกคน
เขาได้มองเห็นอนาคตถึงความสำคัญของผู้ทำงานที่ใช้ความรู้ สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงจากแรงงานที่ใช้มือไปสู่แรงงานที่ใช้ความรู้ ปัจจุบันประมาณ 50% ของงานต้องการให้บุคคลใช้และร่วมความรู้กัน นักวิเคราะห์ข้อมูล นักเขียนโปรแกรม นักวิจัย นักกฎหมาย หรือนักวิชาการคือตัวอย่างของผู้ทำงาน
ที่ใช้ความรู้
ปีเตอร ดรัคเกอร์ อธิบาย คนงานความรู้เป็นทรัพย์สินขององค์การ เพราะว่าข้อมูลที่พวกเขาถีออยู่สามารถกระทบทรัพย์สินวัตถุของบรืษัท คนงานความรู้เหล่านี้สามารถเป็นผู้บริหารของบริษัทของพวกเขาเอง
ความรู้เป็นน้ำมันหล่อลื่นใหม่ที่ดำเนินเศรษฐกิจโลก เรามีชีวิตอยู่ภายในสิ่งที่อัลวิน ทอฟฟ์เล่อร์ เรียกว่า สังคมคลื่นลูกที่สาม สังคมที่สร้างบนกรอบความคิดใหม่บนความรู้เป็นทุนใหม่ ดังที่ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้คาดคะเนว่าแรงงานจะใช้สมองของพวกเขามากกว่ามือของพวกเขา และคนงานความรู้จะกลายเป็นฟันเฟืองที่สำคัญภายในเครือข่ายของอุตสาหกรรมรากฐานข้อมูล เช่น เทคโนโลยีข้อมูล
อัลวิน ทอฟฟเลอร์ ได้กล่าวถึงคลื่นสามลูก คลื่นลูกเเรกเป็นการเปลี่ยนแปลงจากนักล่าสัตว์ไปสู่เกษตร คลื่นลูกที่สองจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรม และในขณะนี้คลื่นลูกที่สามจากอุตสาหกรรมไปสู่ความรู้ ประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นจีนเผชิญกับความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงคลื่นสองลูกในเวลาเดียวกัน
จากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรม รับเอาคนงานอพยพว่างงานจำนวนมากจากชนบท
ของจีน และจากอุตสาหกรรมไปสู่ความรู้ เมื่อจีนได้พยายามตามให้ทันโลกที่พัฒนาภายในความสำเร็จทางเทคโนโลยี
อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ มองว่าคนงานความรู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวรกร หรือบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้า เขากล่าวว่าคนงานความรู้ต้องสมารถสร้าง
และปรับปรุงความรู้ทางเทคนิคของเขา หรือจัดการความรู้ทางเทคนิคของเพื่อนร่วมงาน

เราจะกลับไปสู่ยุคหินหรือ มาริสสา เมเยอร์ ซีอีโอของยาฮู ห้ามการทำงานจากที่บ้าน ไม่มีการทำงานที่บ้านต่อไปอีกแล้วต่อบุคคลของยาฮู ดังที่อัลวิน ทอฟฟเลอร์ ได้ทำให้วิสัยทัศน์ยูโทเปียของการทำงานจากบ้านของเขานิยมแพร่หลาย ด้วยหนังสือขายดีที่สุด 1980 ของเขา “Third Wave” ทำนายยุคข้อมูลในอนาคต อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ได้จินตนาการสำนักงานบ้านเป็น
“กระท่อมอิเล็คโทรนิค”
กาวติดกาวครอบครัวเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง ความคิดนี้หวนกลับมาต่ออเมริกายุคก่อนอุตสาหกรรม เมื่อครอบครัวของเกษตรกรและช่างฝีมือทำงานที่บ้าน ด้วยผู้หญิงเเละเด็กร่วมแรงร่วมใจ การเพิ่มความยึดเหนี่ยวของครอบครัวและชุมชน
มาริสสา เมเยอร์ ได้ทำให้บุคคลต้องประหลาดใจ ด้วยการประกาศว่าเราไม่มีทางเลือกทำงานที่ไหนก็ได้ต่อไปอีกแล้ว ณ ยาฮู เพื่อที่จะกลายเป็นสถานที่ทำงานดีที่สุด
การสื่อสารและความร่วมมือร่วมใจจะสำคัญ ดังนั้นเราต้องการทำงานเคียงข้างกัน นั่นคือทำไมมันสำคัญที่เราทุกคนอยู่ภายในสำนักงานของเรา การตัดสินใจที่ดีที่สุดและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมาจากการอภิปรายบนระเบียง
และร้านอาหาร การเจอบุคคลหน้าใหม่ และการประชุมทันที ความรวดเร็วและคุณภาพมักจะเสียสละไป เมื่อเราทำงานที่บ้าน เราต้องมียาฮูหนึ่งเดียว
ณ การประชุมของนักวิชาชีพทรัพยากรมนุษย์ มาริสสาได้ เมเยอร์ กล่าวว่า บุคคลมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อพวกเขาอยู่คนเดียว แต่พวกเขาร่วมมือร่วมใจและคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกัน ความคิดที่ดีที่สุดบางอย่างมาจากการดึงความคิดที่แตกต่างกันสองอย่างเข้าด้วยกัน เธอกล่าวว่า แอพภูมิอากาศใหม่ของยาฮูถูกสร้างโดยวิศวกรสองคนทำงานภายในสำนักงานด้วยกัน มาริสสา เมเยอร์ ได้ตัดสินใจห้ามภายหลังความคับอกคับใจหลายเดือนจากสถานที่จอดรถยนต์ว่าง ภายในยาฮู บุคคลบางคนตอบสนองต่อคำสั่งห้ามเป็นลบ แต่บุคคลส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมัน การรับรู้ว่าวัฒนธรรมของยาฮูต้องเปลี่ยนแปลง
แม้ว่าภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ และโลกเทคโดยทั่วไป การมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่นเป็นผลประโยชน์ขั้นต่ำ บันทึกของมาริสสา เมเยอร์ ยืนยันว่า เพื่อการกลายเป็นสถานที่ดีที่สุดอย่างเเท้จริงของการทำงาน การสื่อสารและความร่วมมือร่วมใจจะสำคัญ ดังนั้นเราต้องการที่จะทำงานเคียงข้างกัน
มาริสสา เมเยอร์ ได้ห้ามการทำงานที่บ้าน บันทึกของบริษัทที่รั่วออกมาสู่หนังสือพิมพ์ประกาศว่าบุคคลของยาฮูไม่ถูกอนุญาติทำงานที่บ้านต่อไปอีกแล้ว การตัดสินใจดูเหมือนว่าอยู่บนรากฐานความต้องการเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและวัฒนธรรมบริษัทที่เชื่อมโยงมากขึ้น บุคคลทำงานที่บ้านหลายร้อยคนได้ถูกขอที่จะรายงานต่อสำนักงาน ถ้าพวกเขาไม่สามารถหรือไม่ต้องการควรจะลาออก แม้แต่ความยืดหยุ่นเป็นครั้งคราวได้ถูกห้าม ต่อส่วนที่เหลืออยู่ของเราที่อยู่บ้านเป็นครั้งคราวเป็นพ่อหนุ่มเคเบิ้ล โปรดใช้ดุลยพินิจที่ดีที่สุดของเราภายในจิตวิญญานของความร่วมมือร่วมใจ
การเป็นยาฮูไม่เพียงแค่เกี่ยวกับงานวันต่อวัน มันเกี่ยกับการเกี่ยวพันระหว่างกันและประสบการณ์ที่เป็นไปได้เท่านั้นภายในสำนักงานของเรา
ยาฮูมีบุคคลจำนวนมากทำงานที่บ้านและไม่เคยมาสำนักงาน ข่าวลือบุคคล
บางคนของพวกเขาไม่มีประสิทธิภาพ พวกเขาไม่มีความสุขกับคำสั่งใหม่นี้ บุคคลบางคนเรียกว่ามันเป็นการปลดออกแบบลอบทำ การตอบสนองจากชุมชนน่าสนใจ บุคคลบางคนเรียกมาริสา เมเยอร์ เป็นผู้สนับสนุนที่ไม่ดีต่อ
ผู้หญิงและครอบครัว
ในไม่ช้าภายหลังจากที่ยักษ์ใหญ่อินเตอร์เน็ตยาฮูระงับความเป็นอิสระของบุคคลทำงานจากที่บ้าน บริษัทอินเดียค่อยแสดงความห่วงใยจนถึงบัดนี้เกี่ยวกับการสูญเสียประสิทธิภาพเหมือนเช่นความคล่องตัวทำให้เกิดขึ้น
“เวลาที่ยืดหยุ่นเป็นแนวคิดยูโทเปียที่ไม่ได้ช่วยเหลือใครเลย” เค รามคูมาร์ กรรมการบริหารของธนาคารไอซีไอซีไอ พูด
“อะไรก็ตามไม่เป็นธรรมชาติต่อตลาดและการค้าจะใช้ไม่ได้ ลูกค้าคือพระเจ้า
บริษัทอินเดียส่วนใหญ่ยกย่องการทำงานที่บ้านเป็นการปฏิบัติที่ดีที่สุดของการดึงดูดและรักษาบุคคลที่สามารถ ยากที่ใครก็ตามแสดงความห่วงใยของการสูญเสียประสิทธิภาพจากการปฏิบัตินี้ทำให้เกิดขึ้น”
การปฏิบัติงาน และชีวิต และสถานที่ทำงาน ได้ถูกประชดเป็นการนำเธอไปสู่การมองเห็นของประเทศยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอภายในสื่อทางสังคม เธอได้ถูกรู้จักกันอย่างกว้างขวางต่อการเลือกที่ผิดธรรมดาที่เธอทำตรงไหน และบุคคลของยาฮูและพ่อแม่ทำงานดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างไร โดยสรุประหว่างสามปีของเธอเป็นซีอีโอ
บริษัทหนึ่งที่หน้าผาแก้วชัดเจนมากน่าจะเป็นยาฮู มาริสสา เมเยอร์ ก่อนหน้านี้เธอทำงานอยู่ที่กูเกิ้ล เข้าร่วมยาฮูเมื่อ ค.ศ 2012 ภายในการประมูลที่จะฟื้นฟูบริษัทไอคอน แต่กระนั้นทันทีจากการเข้าร่วม มาริสสา เมเยอร์ได้เผชิญความเป็นศัตรูจากผู้บริหาร นักวิเคราะห์คนหนึ่งไปไกลถึงการส่งการนำเสนอ 99 หน้าต่อคณะกรรมการบริษัทยาฮูต่อทำไมบริษัทควรจะปลดมาริสซา เมเยอร์จากซีอีโอ และนี่เป็นวันภายหลังจากเธอให้กำเนิดลูกฝาแฝด แต่กระนั้นหุ้นของยาฮูได้ตกลง 33% ระหว่างการดำรงตำแหน่งของเธอ
เมื่อยาฮู ได้แต่งตั้งมาริสสา เมเยอร์ เป็นซีอีโอคนใหม่ นักวิจารณ์หลายคน
ได้กล่าวว่ามันเป็นจุดพลิกผันภายในความก้าวหน้าของผู้หญิง ด้วยการแต่งตั้งของเธอ ยาฮูดูเหมือนว่าทำลายกฏทุกอย่าง มาริสสา เมเยอร์ เป็นวัยสาว เพศหญิง และตั้งท้อง สิ่งเดียวเท่านั้น การเเต่งตั้งมาริสสา เมเยอร์ ได้กระตุ้นการโต้เถียงไม่เคยจบสิ้นเกี่ยวกับเธอควรจะเป็นผู้พลิกเกมหรือไม่

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *