วัคซีนป้องกัน”โควิด 19”ใกล้เป็นจริงแค่ไหน

สบาย สบาย สไตลเกษม
เกษม อัชฌาสัย
วัคซีนป้องกัน”โควิด 19”ใกล้เป็นจริงแค่ไหน
ทุกวันนี้ มีแต่ข่าวร้าย ก่อให้ชาวบ้านเกิดอาการ”จิตตก”ดังปรากฏอาการขึ้นในหลายราย ในเฟซบุ๊ก
เช่น ข่าวการทำเพิ่มขึ้นของโรค”โควิด 19” ที่รายงานจำนวนรายติดใหม่ๆเป็นที่น่ากลัว ในประเทศนั้นประเทศนี้ หรือคนตายเพิ่มเท่านั้นเท่านี้ เหมือนแข่งกันทำสถิติว่า ใครจะเสนอข่าวได้ก่อน ใครได้ตัวเลขใหม่สุด เร็วที่สุด
จนในที่สุด สื่อมวลชน ก็ถูกตำหนิอย่างสาดเสียเทเสียว่า ไม่มีปัญญาจะทำข่าวอื่นแล้วหรือไร หรือว่าอยากจะเห็นคนติด-คนตายเยอะๆ เพียงเพื่อขายข่าวเท่านั้น
ก็ขอวิงวอนมา”ตามคติพุทธ” ต่อท่านผู้อ่าน ผู้ฟังและผู้ชม ว่าอย่าไป”ติดยึด”อะไรกับมันเลยครับ
ข่าวก็คือข่าว ที่เกิดขึ้นทุกวัน ตามข้อเท็จจริง ตามปรากฏการณ์โลก เมื่อเป็นประเด็นข่าวขึ้นมา สื่อก็ต้องนำเสนอ เหมือนกับจะแข่งกัน หรือยุให้คนตาย ยุให้คนติด ยุให้คนอ่าน…..ก็ช่างมัน
เพราะตามความเป็นจริงแล้ว ข่าวก็คือข่าว เท่านั้นเอง
เอาอย่างนี้ไหมครับ ถ้าไม่นำเสนอข่าว แล้วโรคหยุดระบาดเมื่อไหร่ หากทำได้ ก็หยุดเสนอข่าวไปเลย จะตายจะเจ็บอย่างไร ก็ช่างหัวมัน จะได้ไม่ตื่นตกใจ ไม่เสียขวัญ
ก็เลยขอร้องให้ปลงๆ กันเสียบ้างเถิดครับ….”แม่จำเนียร”
อย่าบริภาษกราดด่าสื่อมวลชนกันนักเลย พวกเขาเสียใจเป็นเหมือนกัน
ฉะนั้นตรงนี้ ขออนุญาตนำเสนอข่าวซะหน่อยก็แล้วกัน ตามธรรมเนียม
เมื่อเช้าวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ (เวลาในไทย)ตัวเลขทั่วโลกมีผู้ป่วยสะสมด้วยโรค”โควิด 19”อยู่ที่ ๑๕,๐๘๐,๘๘๔ ราย ตาย ๖๑๘,๐๔๗ ราย หายป่วย ๙,๑๐๒,๓๙๘ ราย
เห็นไหมครับ แค่เพียงเจ็ดแปดเดือน ตั้งแต่แรกเริ่มระบาดในเมือง”อู่ฮั่น”และแพร่ระบาดออกไป ชาวโลกติดโรคนี้อย่างรวดเร็ว กว่า ๑๕ ล้านรายเข้าไปแล้ว และก็ทำท่าจะระบาดอย่างรวดเร็วต่อไปอีกด้วย ในหลายๆ ประเทศ จนถึงสิ้นปีนี้ ไม่รู้จะสักอีกกี่ล้าน ไปจนถึงปีหน้า ถ้ายังค้นคว้าหาวัคซีนป้องกันได้ไม่ทันท่วงที
ซึ่งขณะนี้ มีสถิติการติดเชื้ออย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ โดยสหรัฐรักษาแชมป์(ตัวเลขวันนี้ ๒๒ กค.)ติดเชื้อสะสมสูงสุด(๔,๐๒๕,๖๙๕ ราย)และตายสะสมสูงสุด(๑๔๔,๙๐๖ ราย)เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
เพราะว่าที่นั่น ยังคงถกเถียงกันไม่เลิกที่ว่า ควรสวมหน้ากากเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดหรือไม่ ระหว่างคนสองกลุ่มที่เห็นต่าง ในประเด็น ”ควรสวม”กับ”ไม่ควรสวม” เพราะขัดหลักสิทธิเสรีภาพ
เห็นไหมครับว่า ปัญหาเรื่องเสรีภาพ คืออัตตาตัวตนนั้น หากดันทุรัง ใช้ไม่ถูกกาละเทศะ ไม่รู้จัก”ปล่อยวาง”อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะมีอาการงี่เง่าและปรากฏผลลัพธ์ในลักษณะที่หนักหนาสาหัสเอามากๆเลยทีเดียว ไม่ว่าจะในอเมริกา ในที่ไหนๆ หรือในเมืองไทยก็ตาม
ทีนี้ก็มาถึงประเด็นข่าวที่น่ายินดี จากสื่อมวลชนตะวันตกรวมทั้งจากสำนักข่าวบีบีซี เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ว่ามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ พัฒนาวัคซีนโควิด 19 ได้ผลคืบหน้าในเบื้องต้นแล้ว จากการทดสอบกับผู้คน ๑,๐๗๗ ราย(ซึ่งยินยอมโดยสมัครใจ)ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนอง เกิดภูมิคุ้มกันและมีความปลอดภัย
ผลการทดสอบจากการฉีดวัคซีนปรากฏว่า สามารถสร้าง”ที-เซลล์”ขึ้นมาต่อสู้กับไวรัสโคโรนาได้สำเร็จ
การแถลงครั้งนี้ ทำให้เกิดความหวังอย่างยิ่งที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ”โควิด 19“เอาไว้ได้ แต่ข่าวก็ว่ายังเร็วเกินไปว่าจะสามารถผลิตได้พอเพียงต่อการนำไปใช้ในการป้องกัน ยังจะต้องทดสอบขนาดใหญ่ต่อไป อย่างไรก็ตามเฉพาะในอังกฤษนั้น ได้มีการสั่งจองวัคซีนโควิด 19 เอาไว้แล้ว ๑๐๐ ล้านโดส(dose หมายถึงปริมาณการให้ยาต่อครั้ง)
ถามว่า วัคซีนที่ว่านี้ ทำงานอย่างไร ?
ตอบก่อนในขั้นแรกว่า วัคซีนนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ChAdOx1 nCoV-19 (อ่านออกเสียงอย่างไร ก็ไม่รู้ได้) แต่กำลังเร่งพัฒนาด้วยความรวดเร็ว ชนิดที่ไม่คาดคิดมาก่อนจากไวรัสที่ผ่านกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมและเป็นไวรัสตัวเดียวกันกับตัวที่ก่อให้เกิดโรคหวัดขึ้นในลิงชิมแปนซี แต่เอามาปรับปรุงอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้ดูเหมือนกับ”ไวรัสโคโรนา”
วิธีการของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ ส่งผ่านคำสั่งทางพันธุกรรมไปยัง”สไพค์ โปรตีน”(ตัวการรุกรานเซลล์ของเรา) เข้าไปในวัคซีนที่พัฒนาขึ้นมา
นั่นก็หมายความว่า วัคซีนได้สร้างไวรัสโคโรนาที่คล้ายคลึงตัวจริง ก่อให้เกิดระบบภูมิคุ้มกันที่เรียนรู้วิธีโจมตีจัดการมัน
ถามว่า “ที-เซลล์”คืออะไร
ตอบว่า ก่อนจะพูดถึง “ที-เซลล์”จะต้องอธิบายก่อนว่า กรณีที่โรคเกิดจาก”ไวรัสโครโรนา”(ซึ่งมีหลายสายพันธุ์)นั้น ตามปกติจะมุ่งให้ความสนใจเรื่อง”แอนติบอดี้”เป็นสำคัญ และ”แอนติบอดี้”นั้นเป็นโปรตีนเล็กๆ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันสร้างขี้น ติดอยู่บนผิวของไวรัส
“แอนติบอดี้”ที่มีความเป็นกลางจะสามารถยับยั้งการรรุกรานของไวรัสโคโรนาได้
แต่”แอนติบอดี้”ก็เป็นส่วนเดียวเล็กๆ ในระบบภูมิคุ้มกันเท่านั้น
สำรับ”ที-เซลล์”นั้น ก็คือสภาวะหนึ่งของเม็ดเลือดขาว จะทำหน้าที่ร่วมมือกับระบบภูมิคุ้มกันและสามารถตรวจจับเซลล์ที่ติดเชื้อได้แล้วทำลายทิ้ง
ดังนั้น วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง จะต้องช่วยกระตุ้นให้ทั้งระบบภูมิคุ้มกันและ”ที-เซลล์”ออกมาตอบสนองที่จะทำงาน
หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว “ที-เซลล์”จะยกระดับการทำงานสูงสุดใน ๑๔ วัน ส่วน“แอนติบอดี้”จะขึ้นสู่จุดสูงสุดใน ๒๘ วัน
แต่ในขณะนี้ ผลการทดสอบและศึกษายังไม่ยาวนานพอ ที่จะเรียนรู้ว่าประสิทธิภาพ ในการทำงานงานของพวกมันจะอยู่ยาวนานเท่าไร เพราะฉะนั้นยังจะต้องศึกษาต่อ จนเป็นที่พอใจและแน่ใจต่อการประมาณการณ์
ส่วนคำถามที่ว่าวัคซีนที่พัฒนาขึ้นมานี้ จะปลอดภัยไหม
ตอบว่าปลอดภัย แต่ก็จะทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ร้อยละ ๗๐ มีอาการปวดศีรษะและมีอาการไข้ขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แน่ใจว่า วัคซีนนี้ใช้ได้ผลดี จึงจะต้องทดสอบกับคนอีกมากกว่า ๑๐,๐๐๐
ถามว่าเมื่อไร จะนำเอาวัคซีนมาใช้งาน ได้ตามปกติ เหมือนวัคซีนอื่น ๆ
ตอบสั้นๆ ว่าภายในสิ้นปีนี้ แต่จะไม่สามารถซื้อหาได้ง่ายๆ คนงานชาวอังกฤษที่อยู่ในโครงการสวัสดิภาพทางสาธารณสุข จะได้รับสิทธิก่อน เพราะพวกเขามีความสำคัญต่อระบบการผลิตของชาติ เป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจ คนที่ไม่ทำงาน เช่นเด็กเล็ก หรือผู้เฒ่าคนชรา จึงได้สิทธิใช้รองลงไป ลดหลั่นกันตามลำดับความจำเป็น
ความจริงในขณะนี้ ก็มีหลายชาติ ที่กำลังพัฒนาวัคซีนป้องกัน”โควิด 19”อยู่ รวมทั้งจีนและสหรัฐและประเทศไทยเราด้วย
ในขณะที่มีข่าวว่า ทั้งสหรัฐ สหราชอาณาจักรและแคนาดา ต่างกล่าวหาว่ารัสเซีย พยายามจารกรรมผลการศึกษาการพัฒนาวัคซีนของตน ผ่านทาง“แฮกเกอร์” คือนักเจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะรัสเซียเองก็ยังเงียบๆ ไม่ตอบโต้อะไร
ส่วนไทยเรานั้น ไม่ได้อยู่เฉยๆ มีสถาบันของทางการอย่างน้อยที่สุดหน่วยงานหนึ่ง คือศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังเตรียมทดสอบวัคซีนกับอาสาสมัครช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้และจะสามารถนำมาใช้งานได้จริงๆ ก็คงจะในอีกสามหรือสี่ปี ข้างหน้าโน้น ซึ่งก็ดี ไม่ต้องไปง้อขอซื้อจากใคร
แต่พอถึงตอนนั้น หลายคนรวมทั้งผม ก็คงไม่มีวาสนา ได้ใช้วัคซีนที่ว่านี้แล้ว







