ข้อสังเกตสองเรื่องเมืองไทย

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ข้อสังเกตสองเรื่องเมืองไทย
๑) เรื่องแรก ไม่ใช่เรื่องอื่นใดหรอกครับ แต่ผมหมายถึงโรค”โควิด 19” ซึ่งยิ่งมา ยิ่งน่ากลัว….กลัวจะตายเพราะโรคนี้ เพราะอยากจะอยู่ดูโรค ไปอีกสักหน่อย อย่างน้อยๆ ก็จะได้รู้ว่ามันจะเงียบหายไปเมื่อไหร่
กลัวว่าเพราะไม่รู้ว่า”กราฟ”การแพร่ระบาดรายวัน จะถีบตัวสูง จากวันละร้อยสอง เป็นสามร้อย สี่ร้อย หรือเป็นหนึ่งพัน หรือมากกว่านั้น หรือไม่ ในเวลาอันไม่นานจากนี้และจะไปถึงจุดสูงสุดเมื่อไร
ทั้งยังเป็นทุกข์อยู่ว่า หาก”กราฟ”ขึ้นไปมากๆ จนถึงจุดสูงสุดที่ว่า จุดนั้นจะดำรงอยู่นานเท่าไร หากยิ่งนานมาก แนวต้านด้านสาธารณสุขของไทยเราก็จะพังทลาย ไปตามระเบียบ ต้องปล่อยเลยตามเลย ตามยะถากรรม เช่น ที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐและบางชาติในยุโรป
แต่คนไทยทั่วๆ ไป ก็หวังอย่างยิ่งว่า”พระสยามเทวธิราช”จะช่วยยื้อยุดเอาไว้ได้ เสมือนดั่งที่ยื้อยุดฉุดเอาไว้อยู่ ในสมัยที่เกิด”โรคห่า”(หรืออหิวาตกโรค-มารู้เอาที่หลัง)ครั้งใหญ่ มีอาการขี้ไหล น้ำหมดตัว จนซีดตายไป โดยแพร่ระบาดในปี ๒๓๖๒ สมัยรัชกาลที่ ๒ มีคนตายเพราะ”ห่าลง”อย่างน้อยราว ๓๐,๐๐๐ ราย” โดยเฉพาะในกรุงเทพฯตายจนเผาไม่ทัน ต้องนำเอาไปกองสุมที่วัดสระเกศนอกกำแพงเมืองเพื่อรอเผา ทำให้นกแร้งนับร้อยนับพันบินมาเกาะและรุมกินซากศพอย่างอิ่มหมีพีมัน อันเป็นที่มาของถ้อยคำที่ว่า “อีแร้งวัดสระเกศ”
จึงใคร่เตือนมา ด้วยความห่วงใยเพื่อน”ร่วมโลกย์”ว่า จงอย่าทำตัวให้”จ๊าบ”ซาบซ่ากันนัก เพราะจะนำพาอันตรายไปถึงคนอื่นได้
แม้ตัวเราเองที่ไม่ส่อว่าติดเชื้อ(ที่ซุกซ่อนอยู่)มาฝากคนในบ้านได้
ดังนั้น ขอได้โปรดเลิกเด็ดขาด ไม่ไปอยู่ยังที่สุ่มเสี่ยง ที่มีการชุมนุม อย่างเช่น ไปเที่ยวบ่อน เที่ยวผับ เที่ยวบาร์ ติดเชื้อมา แล้วก็”ร่อน”ไปตามสถานที่ต่างๆ นำพาเชื้อมาติด คนในบ้าน จากนั้นก็พาไปติดชาวบ้านชาวช่อง ตามชุมชน หรือตามสถานที่ที่ผ่านไปแล้วปล่อยเชื้อไว้
การดูแลตนเองให้ห่างการติดเชื้อ จึงเป็นคาถาที่ต้องท่องเตือนตัวเองในทุกลมหายใจเข้า-ออก
เท่าๆกับการเจริญวิปัสนากรรมฐานเลย
“โควิด ๆๆๆๆๆ….” ภาวนา อย่างนี้เลย
จน ณ วันนี้ ยอดรวมสะสมผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ขึ้นไปเกินกว่าหนึ่งหมื่นคนแล้ว
นับเป็นการสะสมจำนวน ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่หลักร้อยขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละวัน
จึงไม่แน่ว่า ในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ตัวเลขติดเชื้อสะสม อาจขึ้นพรวดไปเป็นสามหมื่นสี่หมื่นได้ ถ้าหากการสกัดกั้นทางสาธารณสุข ตามไม่ทัน
ขณะที่ยังมีคนบางส่วน หลงสำเริงสำราญ ตะลอนเที่ยวกันอยู่ ไม่กลัว ไม่ตระหนักในภัย ไม่พยายามกักตัว เพื่อป้องกันตนเองเอาไว้
ก็หวังว่าคนส่วนใหญ่จะประพฤติตน ให้พ้นจากโรคภัยนี้ ด้วยการป้องกันตามหลักการสากล คือสวมหน้ากาก รักษาระยะห่างจากคนอื่น ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์บ่อยๆ ในกรณีที่มีภาระที่ออกไปจากที่พำนักอาศัย เมื่อจำเป็นต้องออกไปอยู่ท่ามกลางสาธารณชน ซึ่งอยู่ในภาวะเสี่ยงติดโรค
ไม่ว่าจะไปทำงาน ปฏิบัติหน้าที่ เช่นเรียนหนังสือ เป็นต้น
๒) ทีนี้ ก็มาว่ากันถึงเรื่องคนตกงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบที่โรค”โควิด 19”ที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ตามที่ปรากฏว่าย่ำแย่กันไปทั่วโลก อันนำมาซึ่งคำถามที่ว่า ประเทศไทยมีสถานะหนักหนาสาหัสเพียงใด คนไทยใกล้จะอดตายแล้วหรือไม่
ในที้จะไม่พูดถึง”สังคมชนบท” ซึ่งถึงอย่างไรๆ ก็จะสามารถเอาตัวรอดได้ จากอาหารที่ผลิตขึ้นมาบริโภคเองตามธรรมชาติในท้องถิ่น รวมทั้งข้าวอันเป็นอาหารหลัก
แต่จะพูดถึงสังคมเมือง ซึ่งผู้คนรับจ้างทำงาน หารายได้มาเจือจุนครอบครัว สำหรับการดำเนินชีวิตตามปกติ ซึ่งมาบัดนี้ ไม่ปกติเสียแล้ว เกิดความขาดแคลนเนื่องจากภาวะเลิกจ้างงาน เพราะธุรกิจต่างๆ ไม่หมุนเวียนค้ำจุนกันไปตามคัลลอง ตามที่เคยเป็นหรือควรจะเป็น เกิดความขัดข้องไปหมด
ความยากจนตัวจริง กำลังคุกคาม”คนเมือง”อย่างหนัก เมื่อไม่มีงาน ก็ไม่มีเงิน
ที่สำคัญมากที่สุด ไม่มีที่ดินที่จะใช้ทำกิน เหมือนชาวชนบท
“คนเมือง”ที่ว่านี้ ว่าไปแล้ว ยังจะต้องแยกย่อยออกมาให้ชัดเจน
๑ หากถ้าเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจหรือเจ้าของที่ดิน เจ้าของอสังหาริมทรัมพย์ ประเภทบ้านเช่า ห้องเช่า ถือว่า เป็นชนชั้นสูงในบรรดา”คนเมือง”ได้ เพราะมีรายได้สม่ำเสมอ ยังพออยู่ได้สบายๆ
๒ ที่รองลงมาก็คือ พนักงานบริษัทขนาดใหญ่ที่สายป่านการทำธุรกิจยาวไกล ยกตัวอย่าง เช่น ห้างสรรพสินค้า ที่ดำรงวงจรธุรกิจอยู่ได้เพราะสินค้าที่ได้มาจากชนบท ประเภทอาหารการกินและสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นต่างๆ และสินค้าอื่นๆ ทำรายได้ถัวเฉลี่ยกันไป ซี่งก็สามารถค้ำจุน”แรงงาน”ไว้ได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่มากนัก ในขณะที่แรงงานจากโรงงานขนาดเล็กพากันตกงานกันไปเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ว่ากี่หมืน กี่แสน หรือกี่ล้าน
ซึ่งที่จริงรัฐบาลสมควรเปิดเผยตัวเลข“คน”ตกงาน”และ”ว่างงาน”ด้วย เพื่อเตือนความจำตนเอง ว่าจะต้องวางแผนแก้ไขอย่างไร ในฐานะรัฐบาล
๓ ชั้นต่ำที่สุดก็คือแรงงานรายวัน ซึ่งในแต่ละวัน จะมีผู้ว่าจ้างหรือไม่ ไม่มีอะไรมาประกัน
แรงงานชั้นต่ำซึ่งไม่แน่ว่าจะมีมากมายแค่ไหน ในสังคมเมือง พวกนี้แทบไม่มีทรัพย์สิน หรือมีก็มักจะขายหมด เพื่อเอามากินมาใช้ ในทุกๆ ด้าน เช่น การศึกษาของลูก ซึ่งในที่สุด ก็ต้องอาศัยการขายแรงงานอย่างเดียว ดังนั้น หากไม่มีงานเมื่อไร ก็ต้องอดอยากปากไหม้อย่างแน่นอน อาจถึงกับต้องอาศัย”ตู้ปันสุข”ดำรงชีพ
ซึ่งก็แปลกที่ทุกวันนี้ไม่ค่อยจะเห็นว่ามี”ตู้ปันสุข”ที่ไหน หรือคนไทยยังไม่จนจริง
“แรงงานชั้นต่ำ”ที่ว่านี้ เมื่อไม่มีที่พี่งอื่น รัฐก็ต้องดูแล ซึ่งก็ได้เห็นแล้วว่ากำลังกระทำอยู่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น “โครงการคนละครึ่งร้านค้า”ถามว่ารัฐ จะสามารถช่วยด้วยโครงการต่างๆ ด้วยการ”แจกฟรี”นี้ได้นานเท่าไร
ตอบง่ายๆ ว่า ได้จน”หมดตูด”นั่นแหละครับ
วันนี้ เขียนได้แค่นี้แหละ







