การประชุมสุดยอดปูติน – ทรัมป์ : ความเงียบหรือความลับ และหมากต่อไป

คอลัมน์ช่วยกันคิดช่วยกันทำ
การประชุมสุดยอดปูติน – ทรัมป์ : ความเงียบหรือความลับ และหมากต่อไป
ก่อนจะวิเคราะห์ถึงการที่เซเรนสกี้และผู้นำยุโรปเดินทางไปพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.2025 เพื่อติดตามความคืบหน้าในการเจรจาของทรัมป์กับปูติน และพร้อมจะเสนอความเห็นเกี่ยวกับกรณีข้อขัดแย้งรัสเซีย – ยูเครน ผู้เขียนขอนำกลับไปสู่บทสรุปในการเจรจาสุดยอดทรัมป์ – ปูติน ที่แองเคอเรจ อะลาสกา ดังนี้
ประการแรกทรัมป์ประกาศจุดยืนว่า จะเป็นการเจรจาเรื่องการหยุดยิง และอาจมีการแลกเปลี่ยนดินแดน แต่ผลการประชุมคือ ไม่มีข้อสรุปใดๆ ในขณะที่ทรัมป์คล้อยตามปูตินที่ยืนยันมาแต่ต้นว่าต้องการให้มีเจรจายุติสงคราม ซึ่งจะเป็นการยุติปัญหาโดยถาวร
นี่ต้องนับว่าเป็นชัยชนะของปูติน โดยที่ทรัมป์รับปากจะไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเซเรนสกี้ และผู้นำยุโรป ซึ่งก็มีแนวคิดเดียวกันว่าจะต้องมีการเจรจาหยุดยิงก่อนจึงจะมีการเจรจายุติสงคราม
ประการที่สอง เมื่อทรัมป์เดินทางกลับจากอะลาสกาเมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ก็ได้เชิญเซเรนสกี้และผู้นำยุโรปมาพูดคุยเพื่อหาข้อยุติร่วมกันในวันจันทร์ที่ 18 ซึ่งถือว่าทรัมป์กระตือรือร้นที่จะขับเคลื่อนกระบวนการเจรจายุติสงครามให้เร็วที่สุด แม้ว่าจุดยืนจะเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่จะเน้นให้มีการเจรจาหยุดยิง
ประการที่สาม ทรัมป์พยายามโน้มน้าวให้ยุโรปและเซเรนสกี้ยอมรับเงื่อนไขของปูตินในการเจรจายุติสงคราม โดยให้มีการเจรจา 3 ฝ่ายคือ ปูติน เซเรนสกี้ และมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง โดยกำหนดคร่าวๆว่าจะให้มีการเจรจากันภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนจะเป็นที่ไหนยังไม่ได้กำหนด
แต่ผู้เขียนประเมินว่า ทรัมป์อาจใช้พื้นที่เบลารุส คือ เมืองหลวงมินสก์ เพราะก่อนประชุมสุดยอดกับปูตินในวันเสาร์ ทรัมป์ได้โทรศัพท์หาลูกาเชนโก โดยบอกว่าจะไปเยือนและเจรจาในบางเรื่อง ทั้งนี้ทรัมป์อ้างว่าจะไปเจรจากับประธานาธิบดีลูกาเชนโกของเบลารุสเซีย ในเรื่องการขออภัยโทษกับผู้มีส่วนร่วมในการก่อกบฎที่เบลารุส เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว โดยอาจต้องการปิดบังวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเอาไว้ก่อน
เหตุผลที่คาดว่าจะเป็นที่นี่เพราะเมื่อตอนที่เสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดกับปูตินที่อะลาสกา ทรัมป์ได้ปรารภว่า เราหวังว่าจะมีการประชุมเรื่องนี้กันอีก ปูตินจึงตอบว่าพบกันที่มอสโก ซึ่งทรัมป์ก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่าจะถูกโจมตีทางการเมือง ซึ่งก็มีเหตุผล
แต่การที่ปูตินกล้าเดินทางเข้ามาในแผ่นดินสหรัฐฯ คือ อะลาสกาแม้ว่าไม่ติดกับแผ่นดินใหญ่ ปูตินก็ได้เครดิตในทางการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้นทรัมป์ในการประชุมครั้งต่อไปก็ต้องแสดงความกล้าให้ชาวโลกเห็นบ้าง เบลารุสจึงน่าจะเป็นที่เหมาะสม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับพอเพียงในการประชุม 3 ฝ่าย โดยที่เซเรนสกี้ก็จะไม่รู้สึกบีบบังคับเหมือนไปประชุมที่มอสโก ด้วยมินสก์อยู่ใกล้กับเคียฟมาก
อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงมีปัญหาในการเจรจาอยู่ 2-3 เรื่องที่อาจตกลงกันยากหรือไม่ได้เลย นั่นคือ เซเรนสกี้ยืนยันจะไม่ยอมยกดินแดนให้รัสเซียแม้ตารางนิ้ว นอกจากนี้ยังต้องการให้มีหลักประกันความมั่นคงซึ่งทั้งยุโรป และยูเครนหมายถึงการที่ยูเครนต้องเข้าเป็นสมาชิกนาโต้หรือมีทหารนาโต้เข้าไปรักษาการ
แต่ทรัมป์ได้โพสต์ใน Truth Social Media ของตนว่า ยูเครนอาจต้องยกแคว้นโดเนสก์ และลูฮานสก์ในดอนบาสให้รัสเซีย ส่วนไครเมียให้ลืมไปได้เลย
ด้านปูตินได้เรียกร้อง 2 ข้อหลัก คือ ยูเครนต้องไม่เป็นสมาชิกนาโต้ และปลอดกำลังทหาร และเป็นกลาง
ดังนั้นจึงพอมองเห็นได้ว่าการเจรจาจะเป็นไปได้ยากเย็นและไม่สามารถตกลงกันได้ยิ่งถ้าทรัมป์ไม่เข้าประชุมด้วยยิ่งไปกันใหญ่
อนึ่งปูตินประกาศไปแล้วว่าเขาจะพบกับเซเรนสกี้ก็ต่อเมื่อมีร่างสัญญาพร้อมลงนามซึ่งนั่นย่อมหมายความว่ามีคณะเจรจาให้เรียบร้อยก่อนหน้านี้
คำถามที่สำคัญคือ แล้วเซเรนสกี้จะเอาอะไรมาเป็นอำนาจในการต่อรอง เพราะในทางทหารเป็นรองรัสเซียที่กำลังรุกคืบหน้า นอกจากนี้ยูเครนยังต้องพึ่งพาการช่วยเหลือทางอาวุธจากสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งเซเรนสกี้ได้ตั้งงบขอความช่วยเหลือหรือกู้ยืมอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในประเด็นนี้ยุโรปกับสหรัฐฯก็ยังคงเกี่ยงกันอยู่แล้วใครจะจ่าย เชื่อว่าทรัมป์คงไม่ยอมจ่ายแน่
ที่สำคัญยูเครนกำลังขาดแคลนกำลังพลอย่างมาก ถึงขนาดต้องขยายอายุคนเข้าเกณฑ์ไปถึง 26 ปี และยังมีการเกณฑ์ผู้หญิงด้วย เพราะการพึ่งพาทหารรับจ้างจากยุโรปไม่เพียงพอ
ด้านรัสเซียในความเป็นจริง แม้จะได้เปรียบในทางการทหารแต่ก็สูญเสียไปไม่น้อย และภาระของสงครามเป็นภาระที่หนักหน่วงทางเศรษฐกิจ แม้จะยังมีสภาพดีกว่ายุโรปหลายประเทศก็ตาม
รัสเซียก็คงอยากยุติสงครามเพื่อไปฟื้นฟูประเทศ แต่เมื่อได้ตัดสินใจเข้าสู่สงคราม แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงในตอนต้นก็ตาม แต่การรุกของนาโต้มันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย ทำให้รัสเซียจำเป็นต้องบุกเข้ายูเครนภายหลังการทูตล้มเหลว
แต่การจะถอนทหารออกภายหลังการสูญเสียมหาศาลโดยไม่ได้อะไรเลย มันจะเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อปูติน ซึ่งต้องรักษาสถานภาพของตนเอง และของรัฐบาลที่ตะวันตกจ้องจะบ่อนทำลายอยู่
ด้านสหรัฐฯทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นว่าตนเองสามารถสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้ โดยอาจเกี่ยวพันกับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ และเกี่ยวพันกับแรงสนับสนุนทางการเมืองภายในประเทศตามที่เคยหาเสียงไว้ ทรัมป์จึงต้องพยายามให้มีการตกลงให้ได้ มิฉะนั้นก็อาจจะประกาศถอนตัวจากปัญหา อันเป็นภาระทางการเงินของสหรัฐฯในอีกทางด้วย
ข้อดีของการพบกันระหว่างทรัมป์และปูตินคือทรัมป์ชลอการแซงค์ชั่นอินเดียและจีนฐานซื้อน้ำมันรัสเซีย และไม่มีมาตรการอะไรที่จะลงโทษรัสเซีย ส่วนยุโรปและเคียฟก็ต้องเดินตามรัสเซียคือเจรจายุติสงครามโดยยังไม่ต้องหยุดยิง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าวิเคราะห์ที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามไป คือ ในเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ทรัมป์กับปูตินประชุมกัน 3 ต่อ 3 นั้น เจรจากันเรื่องอะไร ซึ่งอาจไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวกับยูเครน เช่น การเจรจาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต และการค้าตามปกติ
ทั้งนี้มูลเหตุจูงใจของฝ่ายสหรัฐฯ คือ ต้องการตอกลิ่มเพื่อแยกความสัมพันธ์รัสเซีย – จีน เพื่อต้องการสร้างความหวาดระแวง โดยในวันที่มีการประชุมกันนี้ ทางรัสเซียประกาศยกเลิกการยึดหุ้นบริษัทขุดเจาะน้ำมัน – ก๊าซ ในโครงการสะขะริน1 ที่อยู่ทางตะวันออกของวลาดิวอสสต็อก เหนือญี่ปุ่น
แต่รัสเซียก็ฉลาดพอที่จะเคลมว่า น้ำมันและก๊าซดังกล่าวมีส่วนของสหรัฐฯด้วย และสหรัฐฯก็ต้องการส่งขายจีนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงประกาศว่า จะขายน้ำมัน – ก๊าซในส่วนนี้ให้จีน ซึ่งก็อยู่ไม่ห่างเท่าไหร่ที่ปูตินทำอย่างนี้ก็เพื่อลดความระแวงของจีนลง
นอกจากนี้ยังมีโครงการเสริมนั่นคือ การเชื่อมโยงเส้นทาง ไซบีเรีย – อะลาสก้า – แคนาดา – สหรัฐฯ โดยสร้างอุโมงค์ลอดช่องแคบแบริง ทำให้เอเชียเชื่อมกับทวีปอเมริกา ที่จะไปเสริมโครงการ BRI ของจีนด้วย ตามด้วยเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบแบริง – อาร์คติค- ยุโรป
แม้โครงการเหล่านี้จะใช้เวลาหลายปี แต่แนวคิดมันทำให้เกิดความหวังทางการขยายขอบเขตการค้า และลดความตึงเครียดของสงครามลง ดูแล้วทำให้คลายเครียดลงไปมากทีเดียวครับ
จบประชุมกับยุโรปและกี้ ทรัมป์ก็รีบโทรไปเล่าให้ปูตินฟัง ก็ดูจะสานสัมพันธ์กันดี
แล้วจะรบกันไปทำไม







