INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ผู้นำเป็นสถาปนิก ผู้บริหารเป็นผู้สร้าง

1020391

ผู้นำเป็นสถาปนิก ผู้บริหารเป็นผู้สร้าง

แม้ว่าถ้อยคำ “ความเป็นผู้นำ” และ “การบริหาร” มักจะถูกใช้แทนกัน ทั้ง
นักวิชาการและผู้นำธุรกิจเห็นด้วยกันว่ามันโดยข้อเท็จจริง
เป็นแนวคิดแตกต่างกันชัดเจนสองอย่าง ความเป็นผู้นำได้กลายเป็นถ้อย
คำแฟชั่นมานานกว่า 30 ปีที่แล้ว นักเขียนเหมือนเช่น จอห์น คอตเตอร์
วอร์เรน เบนนิส หรือปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้แนะนำการสร้างความแตกต่าง
ครั้งแรกระหว่างบทบาทของผู้นำและผู้บริหาร
ความเป็นผู้นำและการบริหารจับมือกัน มันไม่ได้เป็นอย่างเดียวกัน แต่มันเชื่อมโยงและส่งเสริมกันอย่างจำเป็น ความพยายามใดก็ตามที่จะเเยกมัน
จากกัน น่าจะทำให้เกิดปัญหามากกว่าแก้ปัญหามัน แต่หมึกจำนวนมากยังคงถูกใช้พรรณความแตกต่าง
สิ่งติพิมพ์ของความเป็นผู้นำย้อนหลังไปหลายศตวรรษ วิธีการศึกษาโบราณของความเป็นผู้นำประกอบด้วยข้อเขียนของนักปรัชญาเรื่มแรก
รวมแนวคิดของพวกเขาบนความเป็นผู้นำ นักปรัชญาเหมือนเช่นอริสโตเติ้ล เพลโต้ เล่าจื้อ ขงจื้อ ซุนวู มาเคียเวลลี พาเรโต เป็นต้น ได้มีส่วนช่วยต่อการพัฒนารากฐานทฤษฎีของความเป็นผู้นำนักปรัชญายิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ศึกษาความเป็นผู้นำ และเขียนทฤษฎีความผู้นำของเวลาของพวกเขา
กรีกได้ถูกมองเป็นลำดับแรกต่อการพิจารณาแนวคิดความเป็นผู้นำ และคุณลักษณะสร้างผู้นำที่ดี มันไม่น่าประหลาดใจที่เราควรจะ
พิจารณามุมมองความเป็นผู้นำผ่านสายตาของสองไททันของความคิด
ของกรีก : เพลโต เเละอริสโตเติล บุคคทั้งสองมีชีวิตอยู่ภายในเอเธนส์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลเป็นลูกศึษย์ของเพลโต้ ตรง
ที่ความเป็นผู้นำได้ถูกสนใจ นักปรัชญาทั้งสองเห็นด้วยว่าผู้ชายที่ดีที่สุดควรจะปกครอง และความมุ่งหมายของความเป็นผู้นำคือการดีขึ้นของรัฐ
นิโคโล มาเคียเวลลี ได้เขียนเกี่ยวกับคุณลักษณะความเป็นผู้นำของเขา
ภายใน “The Price” รู้จักกันในขณะนี้เป็น มาเคียเวลลีอิสซึม มาเคียเวลลี่อิสซิม เป็นถ้้อยคำที่อธิบายวิถีทางต่อการเมืองและอำนาจเพื่อการเเสวงหาประโยชน์ความอ่อนแอของมนุษย์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จิตวิทยาอ้าง
ถึงคุณลักษณะบุคลิกภาพ มองบุคคลที่มุ่งผลประโยชน์ของพวกเขาเอง
พวกเขาจะโกง หลอกลวง และใช้ประโยชน์บุคคลอื่นที่จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา
คุณลักษณะความเป็นผู้นำของมาเคียเวลลี ได้ถูกใช้กับการปฏิบัติโดยผู้นำตลอดทั้งประวัติศาสตร์

1020415
นิโคโล มาเคียเวลลี นักปรัชญาและนักเขียนอิตาลี ถูกรู้จักกันดีที่สุดต่อหนังสือการเมืองของเขา “The Prince” เขียนประมาณ ค.ศ 1513 แต่ไม่ได้ถูกพิมพ์จนกระทั่ง ค.ศ 1532 ห้าปีภายหลังการเสียชีวิตของเขาเขาได้กลายเป็นบิดาของทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่ ความเป็นผู้นำของมาเคียเวลลี อยู่บนพื้นฐานของความฉลาดแกมโกง การตีสองหน้า มันเป็นวิถีทางที่ผู้นำใช้การหลอกลวง เล่ห์เหลี่ยม ความกลัวและผลประโยชน์ส่วนตัวที่จะบรรลุเป้าหมาย
แนวคิดของการบริหารสามารถถูกย้อนหลังไปยังการปฏิวัติอุตสาหกรรม
มันเป็นเมื่อองค์การต้องการโครงสร้างและกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อที่จะประสานงานบุคคลจำนวนมาก นักทฤษฎีการบริหารเริ่มแรกมุ่งที่
การบริหารแบบวิทยาศาสตร์ การบริหารทั่วไป ระบบราชการ และขบวน
การมนุษยสัมพันธ์
เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 เฟรดเดอริค เทย์เลอร์ วิศวกรเครื่องกลชาวอเมริกัน
ได้บุกเบิกแนวคิดของการ
บริหารแบบวิทยาศาสตร์ แสวงหาที่จะบรรลุประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด
ด้วยการทำให้งานและกระบวนการเป็นมาตรฐาน วิถีทางนี้มองคนงาน
เป็นชิ้นส่วนใช้แทนกันได้ การให้ความสำคัญประสิทธิภาพเหนือความคิด
สร้างสรรค์หรือความอิสระของบุคคล
แมกซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ได้ระบุระบบราชการเป็นองค์การ
ที่มุ่งเน้นโครงสร้าง ระเบียบแบบแผน และไม่เป็นส่วนบุคคล เขาได้สร้างความเชื่อว่าองค์การต้องมีโครงสร้างลำดับชั้นที่กำหนดไว้ กฏและข้อบังคับที่ชัดเจน และสายการบังคัญชาที่ควบคุมมัน มันจำเป็นต่อเพื่อที่จะรับรองระเบียบและความมั่นคง ระบบราชการของเเมกซ์ เวเบอร์โดย
อุดมคติแล้วมีคุณลักษณะของ การแบ่งงานกันทำ กฏและข้อบังคับที่เป็นทางการ สายการบังคับบัญชาที่ระบุไว้ชัดเจนภายในองค์การ และความ
ไม่เป็นส่วนบุคคลต่อการใช้กฎ เขาเชื่อว่าระบบราชการเป็นวิถีทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดของการสร้างองค์การ ภายในองค์การแบบราชการ
บุคคลทุกคนได้ถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาค และการแบ่งงานกันทำได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจนแก่บุคคลแต่ละคน
เฮนรี ฟายอล เป็นวิศวกรเหมืองเเร่ชาวฝรั่งเศส เริ่มต้นเป็นวิศวกรและ
ทำงานจนไปสู่ตำแหน่งของผู้บริหารของบริษัทเหมืองเเร่ภายในฝรั่งเศส
เขาได้ถูกมองอย่างกว้างขวางเป็นบิดาของการบริหารสมัยใหม่ เเนวคิดการบริหารทั่วไปของเขาส่วนใหญ่พัฒนาภายในต้น ค.ศ 1900 การมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการบริหารอุตสาหกรรมตลอดศตวรรษที่ 20
เขาได้มองการบริหารเป็นกระบวนการประกอบด้วย
หน้าที่การบริหารห้าอย่าง และได้วางหลักการบริหารสิบสี่ข้อประยุกต์ใช้ได้โดยทั่วไป
ตามเฮนรี ฟายอล การบริหารคือ การวางแผน การจัดองค์การ การ บังคับบัญชา การประสานงาน และการควบคุม เขาได้ระบุคุณสมบัติ
ของผู้บริหารที่ดีด้วย เขามองว่าทักษะการบริหารสำคัญมากขึ้นต่อ
ผู้บริหารระดับสูง ในขณะที่ทักษะเทคนิคสำคัญมากขึ้นต่อผู้บริหาร
ระดับล่าง เฮนรี ฟายอล เป็นผู้บุกเบิกต่อการพิจารณาการบริหารเป็น
หน้าที่แตกต่าง ทักษะที่แยกออกมา แนวคิดและหลักการของเขายืน
หยัดข้ามกาลเวลา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์สมัยใหม่ของ
การบริหาร

1020399
ขบวนการมนุษยสัมพันธ์ถูกกำเนิดจากการศึกษาฮอร์ธอร์น โดยเอลตัน เมลโย อาจารย์การบริหารอุตสาหกรรม คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ดได้ดำเนินการศึกษาประสิทธิภาพการผลิตของคนงาน ณ
โรงงานฮอร์ธอร์น ของบริษัทเวสเทิรน อีเล็คทริค ตั้งเเต่ ค.ศ 1924 ถึง ค.ศ 1932 การวิจัยพฤติกรรมของบุคคลภายในกลุ่ม ด้วยการพิจารณาผล
กระทบของความสัมพันธ์ทางสังคม การจูงใจ และความพอใจของคนงานต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงงาน ตอนเริ่มแรก การศึกษาได้มุ่งที่สภาวะทางกายภาพ เช่น แสงสว่างได้กระทบประสิทธิภาพการผลิตของคนงานอย่างไร ข้อสรุปที่สำคัญของการศึกษาฮอร์ธอร์นคือ ประสิทธิภาพ
การผลิตของคนงานเปลี่ยนแปลง บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่คนงานได้ถูก
สังเกตุ การให้ความสนใจ และความสัมพันธ์ระหว่างคนงาน เป็นปัจจัยที่
สำคัญต่อประสิทธิภาพการผลิต
ขอให้เราพิจารณามุมมองของนักวิชาการความเป็นผู้นำแนวหน้าคนแรก
ภายในหนังสือดีเยี่ยมของเขา “Leadership” ปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์ อาจารย์
ณ มหาวิทยาลัยเวสเทิรน มิชิแกน ได้ชี้ว่าแม้ว่าแนวคิดของความเป็นผู้นำ
ย้อนหลังไปยังกรีกโบราณ แนวคิดของการบริหารทันสมัยกว่ามาก มัน
ได้ปรากฏตัวครั้งแรกระหว่างยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความเป็นผู้นำและการบังคับไม่ได้เป็นอย่างเดียวกัน การบังคับเกี่ยวพัน
กับการใช้การขุมขู่เเละการลงโทษ ชักจูงการเปลี่ยนแปลงภายในผู้ตาม
เพียงเพื่อผู้นำ การบังคับวิ่งสวนกลับความเป็นผู้นำ เพราะว่าการบังคับไม่ได้ปฏิบัติต่อความเป็นผู้นำเป็นกระบวนการที่รวมผู้ตามไว้ และมันไม่ได้มุ่งเน้นการทำงานกับผู้ตามที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
ความเป็นผู้นำเป็นกระบวนการคล้ายกับการบริหารภายในหลายทาง
ความเป็นผู้นำเกี่ยวกับอิทธิพลเช่นเดียวกับการบริหาร ความเป็นผู้นำ
เกี่ยวข้องกับการทำงานกับบุคคล การบริหารเกี่ยวข้องเช่นกัน ความ
เป็นผู้นำมุ่งที่การบรรลุเป้าหมาย และการบริหารเช่นเดียวกัน หน้าที่
การบริหารหลายอย่างอย่างสอดคล้องกับคำนิยามของความเป็นผู้นำ
ที่เราได้ระบุไว้
เเต่ความเป็นผู้นำแตกต่างจากการบริหารด้วย ในขณะที่การศึกษา
ความผู้นำสามารถย้อนหลังไปยังอริสโตเติล การบริหารปรากฏขึ้น
ประมาณศตวรรษที่ 20 ด้วยความก้าวหน้าของสังคมอุตสาหกรรม
การบริหารได้ถูกสร้างเป็นวิถีทางที่จะลดความยุ่งเหยิงขององค์การ
และทำให้มันดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหน้าที่การบริหาร
ได้ระบุครั้งแรกโดยเฮนรี ฟายอลคือ การวางแผน การจัดองค์การ
การบังคับบัญชา การประสานงาน และการควบคุม หน้าที่การบริหาร
เหล่านี้ยังคงเป็นตัวเเทนของการบริหารวันนี้
ภายในหนังสือการเปรียบเทียบหน้าที่การบริหารกับหน้าที่ความเป็น
ผู้นำ จอห์น คอตเตอร์ ยืนยันว่าหน้าที่ของสองอย่างค่อนข้างแตกต่าง
กัน อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด จอห์น คอตเตอร์ได้ถูกมองเป็นเสียงที่มีอิทธิพลมากของความเป็นผู้นำและการบริหาร
เมื่อ ค. ศ 1990 เขาได้พิมพ์ “A Force for Change : How Leadership
Differs from Management” ชื่อเรื่องตัวมันเองได้ตอบคำถามความเป็น
ผู้นำและการบริหารเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่
จอห์น คอตเตอร์ ระบุว่าการบริหารหมายถึงการนำระเบียบมาสู่องค์การ
ผ่านการวางแผนและการงบประมาณ การจัดหาบุคคลและการควบคุม
กลับกันความเป็นผู้นำเกี่ยวพันกับการกำหนดทิศทาง การจูงใจ และการ
บันดาลใจพวกเขา
นักวิชาการหลายคนนอกจากจอห์น คอตเตอร์ ยืนยันว่าความเป็นผู้นำ
และการบริหารถูกสร้างแตกต่างกัน เช่น จอห์น แมริออตต์ และวอร์เรน
เบนนิส และเบิรต นานูส
จอห์น แมริออตต์ ผู้นำธุรกิจ ได้คิดค้นถ้อยคำที่กระตุ้นและทรงจำผู้นำเป็นสถาปนิคและผู้บริหารเป็นผู้สร้างพวกเขามีบทบาทแตกต่างกันแต่ทั้งสองอย่างสำคัญ แต่กระนั้น ขอให้คิดถึงอาคารที่มีชื่อเสียง และถามตัวคุณเอง
ใครสร้างมัน มันน่าจะเป็นชื่อของสถาปนิกที่คุณคิดขึ้นมา ไม่ใช่บุคคล
ทำงานหนักของการวางอิฐซ้อนอิฐ คุณต้องการผู้นำที่จะจินตนาการ
และวางแผน แต่คุณต้องการผู้บริหารที่จะสร้างมันด้วย
ภายใต้มุมมองที่เเคบลง อับราฮัม ซาลเซนิค อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ
ฮาร์วาร์ด ไดพิมพ์บทความเเรกของเขา 1977 เกี่ยวกับความแตกต่าง
ระหว่างผู้บริหารและผู้นำ และการพิมพ์นี้ได้สนับสนุนแนวคิดของการ
บริหารและความเป็นผู้นำ เขา ได้ไปไกลด้วยการยืนยันว่าผู้บริหารและผู้นำตัวพวกเขาเองเเตกต่างกัน พวกเขาเป็นประเภทของบุคคลแตกต่างกัน โดยพื้นฐานเขามองว่าผู้บริหารรับมือและชอบทำงานกับบุคคลที่จะ
แก้ปัญหา แต่ทำด้วยด้วยการยุ่งเกี่ยวทางความรู้สึกน้อย พวกเขาทำต่อทางเลือกที่จำกัด
อับราฮัม เซลซนิคได้เสนอแนะว่ากลับกัน ผู้นำเตรียมรับมือ และยุ่งเกี่ยวทางความรู้สึกมาก พวกเขาพยายามสร้างความคิดแทนการรับมือกับมัน และขยายทางเลือกแก้ปัญหาที่ยาวนาน ผู้นำเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่บุคคลคิดเกี่ยวกับอะไรที่เป็นไปได้
แม้ว่าเรามีความแตกต่างชัดเจนระหว่างความเป็นผู้นำและการบริหาร
แต่มันยังคงเป็นแนวคิดที่แตกต่างทับซ้อนกัน เมื่อผู้บริหารยุ่งเกี่ยวกับ
การมีอิทธิพลต่อกลุ่มที่จะบรรลเป้าหมาย พวกเขายุ่งเกี่ยวกับความเป็น
ผู้นำ เมื่อผู้นำยุ่งเกี่ยวกับการวางแผน การจัดองค์การ การจัดหาบุคคล
และการควบคุม พวกเขายุ่งเกี่ยวกับการบริหาร
การบริหารมุ่งที่หน้าที่ของการวางแผน การจัดองค์การ การจัดหาบุคคล และการควบคุม ในขณะที่ความเป็นผู้นำมุ่งเน้นกระบวนการอิทธิพลโดยทั่วไป ตามนักวิจัยบางคน การบริหารเกี่ยวพันกับกาาสร้างระเบียบ และความมั่นคง ในขณะที่ความเป็นผู้นำเกี่ยวกับการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงอย่างเสริมสร้าง

1020393

 

อับราฮัม เซลเลซนิค อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด เป็นบุคคลเเรกที่เขียนเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้บริหาร บทความของเขา “Managers and Leaders : Are They Different ?” ท้าทายมุมมองการบริหารสมัยเดิมที่มุ่งโครงสร้างองค์การและกระบวนการ ณ เวลานั้น องค์การพัฒนาผู้บริหารด้วยจุดมุ่งที่กระบวนการและการควบคุม
อับราฮัม เซลเลซนิค ยืนยันว่าองค์การเหล่านี้พลาดโอกาสที่จะพัฒนาผู้นำด้วยการมุ่งสิ่งเหลานี้ อับราฮัม เซลเลซนิค กล่าวว่าวิถีทางขององค์การโดยทั่วไปขาดองค์ประกอบผู้นำที่สำคัญของเเรงบันดาลใจ วิสัยทัศน์ และความลุ่มหลง จากแนวคิดและการพัฒนาบุคคลของพวกเขา
อับราฮัม เซลเลซนิค ได้อธิบายว่า ผู้บริหารเป็นบุคคลบางคนที่แสวงหาระเบียบวินัย การควบคุม และการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว ผู้นำคล้ายกับนักศิลปะมากขึ้น และอดทนต่อความสับสนและขาดโครงสร้าง บ่อยครั้งที่องค์การไม่ได้สร้างสภาพแวดล้อมตรงที่ผู้นำสามารถเจริญรุ่งเรือง
ตามมุมมองของอับราฮัม เซลเลซนิค ทั้งผู้นำและผู้บริหารมีส่วนช่วยต่อองค์การ ผู้นำมีส่วนช่วยโดยการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและวิถีทางใหม่ และกระทำด้วยการได้ความผูกพันของบุคคล ผู้บริหารมีส่วนช่วยโดยการสนับสนุนความมั่นคง และฐานะเดิม การใช้อำนาจหน้าที่ ดำเนินการความรับผิดชอบ และพิจารณางานบรรลุความสำเร็จได้อย่างไร
จอห์น คอตเตอร์ ได้กล่าวว่า ผมไม่สามารถบอกได้ว่ากี่ครั้งที่ผมได้ยินบุคคลใช้คำว่าผู้บริหารและผู้นำแทนกัน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างอย่างรวดเร็ว การทำสิ่งที่เคยทำในอดีต หรือการทำให้ดีขึ้น 15% ไม่เป็นสูตรของความสำเร็จได้ต่อไปอีกแล้ว จอห์น คอตเตอร์ ยืนยันว่าการบริหารมุ่งที่การจัดการความซับซ้อน การทำให้องค์การมีความเป็นระเบียบแบบแผนและความสม่ำเสมอ ด้วยการวางแผน การจัดองค์การ และการควบคุมการดำเนินงาน ความเป็นผู้นำมุ่งที่การจัดการการเปลี่ยนแปลง การสร้างวิสัยทัศน์ การถ่ายทอดวิสัยทัศน์ และการบันดาลใจบุคคลภายในองค์การให้บรรลุวิสัยทัศน์ การบริหารและความเป็นผู้นำไม่สามารถทดแทนกันได้ บริษัทต้องการทั้งการบริหารที่เข้มแข็งและความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง
จอห์น คอตเตอร์ เชื่อว่าความเป็นผู้นำที่ดีสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในองค์การได้ เรามองเห็นได้จากตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงไครสเล่อร์โดย
ลี ไอเอคอคคา ซีอีโอที่ได้ชุบชีวิตบริษัทให้อยู่รอดได้จนทุกวันนี้ และการบริหารที่ดีควบคุมความซับซ้อน และสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพภายในองค์การได้
วอร์เร็น เบนนิส นักวิชาการความเป็นผู้นำ มหาวิทยาลัยเซ้าธ์เทิรน แคลิฟอร์เนีย เป็นบุคคลแรกที่ได้บุกเบิกการแยกความแตกต่างระหว่างความเป็นผู้นำและการบริหาร เขาชอบคำพูดว่า “ผู้นำทำอะไรที่ถูกต้อง
ผู้บริหารทำอะไรอย่างถูกต้อง” ภายในหนังสือคลาสสิคเล่มหนึ่งของเขา “On Becoming Leaders” 1989 วอร์เร็น เบนเนส ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างผู้บริหารและผู้นำไว้ว่า
ผู้บริหารบริหาร ผู้นำเปลี่ยนแปลง
ผู้บริหารลอกแบบ ผู้นำริเริ่ม
ผู้บริหารรักษา ผู้นำพัฒนา
ผู้บริหารมุ่งระบบ และโครงสร้าง ผู้นำมุ่งคน
ผู้บริหาร มุ่งการควบคุม ผู้นำมุ่งความไว้วางใจ
ผู้บริหารมมองระยะสั้น ผู้นำมองระยะยาว
ผู้บริหารยอมรับฐานะเดิม ผู้นำท้าทายฐานะเดิม
ผู้บริหารถามว่าอย่างไรและเมื่อไร ผู้นำถามว่าอะไรและทำไม
ผู้บริหารมองที่กำไรเสมอ ผู้นำมองที่ขอบฟ้า
ผู้บริหารเป็นทหารคลาสสิคที่ดี ผู้นำเป็นบุคคลที่เป็นตัวเอง
ผู้บริหารทำอะไรอย่างถูกต้อง ผู้นำทำอะไรที่ถูกต้อง

 

1020396

ปีเตอร์ นอรธเฮาส์ ได้ชี้ว่าเรามีคำนิยามของความเป็นผู้นำจำนวนมากด้วยเหตุนี้เขาได้พัฒนาคำนิยามของเขาด้วยการระบุส่วนประกอบสี่อย่าง
เป็นจุดศูนย์รวมของความเป็นผู้นำ : กระบวนการ อิทธิพล กลุ่ม และเป้าหมายร่วม
ความเป็นผู้นำได้ถูกมองเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งเกี่ยวพันกับการมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่น เกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมของกลุ่ม และอยู่บน
พื้นฐานของการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
กระบวนการแสดงว่าความเป็นผู้นำไม่ได้เป็นคุณลักษณะที่อยู่กับผู้นำ
แต่ค่อนข้างเป็นการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นระหว่างผู้นำและผู้ตาม อิทธิพล
มุ่งที่ผู้นำกระทบต่อผู้ตามอย่างไร ถ้าไม่มีอิทธิพล ความเป็นผู้นำไม่ได้
มีอยู่ กลุ่มเป็นสภาพแวดล้อมที่ความเป็นผู้นำได้เกิดขึ้น กลุ่มได้ถูกต้อง
การเพื่อความเป็นผู้นำที่จะเกิดขึ้น ผู้นำมุ่งพลังของพวกเขาไปสู่บุคคล
พยายามบรรลุบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน ผู้นำและผู้ตามมีความมุ่งหมาย
ร่วมกัน
ตามหนังสือ “Leadership : Theory and Practice” ของปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์
คำนิยามของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปคือ บุคคลที่มีความสามารถมีอิทธิพล
และบันดาลใจบุคคล ผู้นำเหล่านี้มีวิสัยทัศน์บันดาลใจบุคคลอื่นให้เดินตาม
ด้วยการจูงใจและการบันดาลใจ ผู้ตามไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่ได้เลยพ้นอะไรที่ได้คาดหวังจากพวกเขาด้วย
ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปสามารถถูกอธิบายเป็นกระบวนการตรงที่บุคคล
เกี่ยวพันกับบุคคลอื่น และสร้างความสัมพันธ์ที่ยกระดับของแรงจูงใจและศีลธรรมของผู้นำและผู้ตาม ความเป็นผู้นำนี้ยั่งยืนอย่างลึกซึ้ง และสร้างความรู้สึกของทีมมากขึ้น แรงจูงใจและความสุขร่วมกันภายในสังเวียของงาน
ตามปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์ ความท้าทายที่สำคัญของความเป็นผู้นำคือคำนิยามและลักษณะของความเป็นผู้นำ การคิดความเป็นผู้นำหมายถึงอะไร
ยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเป็นอยู่หลายปี ที่จริงแล้วความเป็นผู้นำได้ถูกคิดและนิยามด้วยวิถีทางแตกต่างกันนับไม่ถ้วน ปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์ได้ระบุความเป็นผู้นำเป็นกระบวนการตรงที่บรรลุเป้าหมายร่วมกัน
ปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์ ได้อธิบายว่าเขาได้ระบุความเป็นผู้นำภายในวิถีทางนี้ เนื่องจากบุคคลที่นำและบุคคลที่ตาม เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดียวกัน แต่กระนั้นความเข้าใจของความสัมพันธ์ต่อกันและกันยังคงจำเป็น
เรามีรูปแบบของความเป็นผู้นำสองอย่างตามปีเตอร์ นอรธเฮ้าส ความเป็นผู้นำแบบมอบหมาย และความเป็นผู้นำแบบปรากฏออกมา เขาได้อธิบายว่าความเป็นผู้นำแบบมอบหมายอยู่บนรากฐานการยึดครองตำแหน่งภายในองค์การ บุคคลเป็นผู้นำเนื่องจากตำแหน่งที่เป็นทางการของพวกเขาภายในองค์การ ในขณะที่บุคคลอื่นเป็นผู้นำเนื่องจากวิธีการ
ที่สมาชิกของกลุ่มตอบสนองต่อพวกเขา มันเป็นความเป็นผู้นำแบบปรากฎออกมา
ปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์ ได้อธิบายอำนาจที่เชื่อมโยงกับรูปแบบความเป็นผู้นำเหล่านี้ ความเป็นผู้นำแบบมอบหมายมีอำนาจตามตำแหน่งประกอบด้วยอำนาจตามกฏหมาย อำราจรางวัล และอำนาจบังคับ ความเป็นผู้นำแบบปรากฏออกมามีอำนาจส่วนบุคคลประกอบด้วยอำนาจอ้างอิงและอำนาจเชี่ยวชาญ
ภายในสภาพแวดล้อมบางอย่าง มันเป็นไปได้บุคคลที่ถูกมอยหมาย
ไปสู่ตำแหน่งความเป็นผู้นำอาจจะไม่ได้เป็นบุคคลที่บุคคลอื่นภายใน
กลุ่มมองหาความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้นำแบบปรากฏออกมาถูกแสดง
เมื่อบุคคลอื่นรับรู้บุคคลเป็นสมาชิกที่มีอิทธิพลมากที่สุดของกลุ่มไม่
มองตำแหน่ง
ที่เป็นทางการมอบหมายของบุคคล ความเป็นแบบปรากฏออกมาถูกใช้เมื่อบุคคลอื่นภายในองค์การสนับสนุน ยอมรับ และกระตุ้นพฤติกรรม
ของบุคคลนั้น
บุคคลได้รับความเป็นผู้นำแบบปรากฏออกมาผ่านทางบุคคลอื่นภายในองค์การสนับสนุนและยอมรับพฤติกรรมของบุคคลนั้น ความเป็นผู้นำรูปแบบนี้ไม่ได้ถูกมอบหมายด้วยตำแหน่ง แต่มันเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาผ่านการสื่อสาร พฤติกรรมการสื่อสารทางบวกที่อธิบายความเป็นผู้นำแบบ
ปรากฏออกมามีทั้งการยุ่งเกี่ยวทางวาจา การแสวงหาความคิดเห็นของบุคคลอื่น การริเริ่มความคิดใหม่ การมีความหนักแน่นแต่ไม่ตายตัว
เเนวคิดของอำนาจถูกสัมพันธ์กับความเป็นผู้นำ เพราะว่าอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมีอิทธิพล ปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์ ได้ระบุอำนาจเป็นความสามารถหรือศักยภาพที่จะมีอิทธิพล บุคคลมีอำนาจ เมื่อพวกเขามีความสามารถที่จะกระทบความเชื่อ ทัศนคติ และการกระทำของบุคคล
การวิจัยที่อ้างอิงกว้างขวางที่สุดต่ออำนาจเป็นผลงานของจอห์น
เฟรนช์ และเบอร์แทรม ราเวน พวกเขาได้ระบุรากฐานห้าอย่างของ
อำนาจ รากฐานเหล่านี้แต่ละอย่างเพิ่มความสามารถของผู้นำที่จะมีอิทธิพลต่อทัศนคติ ค่านิยม หรือพฤติกรรมของบุคคลอื่น
ปีเตอร์ นอร์ธเฮ้าส์ เป็นอาจารย์การสื่อสารภายในคณะการสื่อสาร ณ
มหาวิทยาลัยเวสเทิรน มิชิเเกน นากว่า 25 ปี เขาได้สอนความเป็นผู้นำ
และการสื่อสา ณ ทั้งระดับปริญญาตรีและโท

1020392

ความเป็นผู้นำคือ การใช้อิทธิพลต่อบุคคลอื่นให้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่ผู้นำต้องการ อิทธิพลของความเป็นผู้นำคืออำนาจ ความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับอำนาจ อำนาจคือความสามารถที่จะมีอิทธิพล ทำไมเราต้องยอมรับอิทธิพลของผู้นำ เพราะว่าผู้นำมีอำนาจ
เมื่อ ค.ศ 1959 จอห์น เฟรนช์ และเบอร์แทรม ราเว็น นักจิตวิทยาทางสังคม ได้ระบุแหล่งที่มาของอำนาจไว้ห้าอย่างภายในบทความเริ่มแรก “The Bases of Social Power” พวกเขาได้ทำการศึกษาอำนาจภายในบทความของความเป็นผู้นำ การศึกษาชี้ให้เห็นว่ารากฐานที่แตกต่างกันของอำนาจจะกระทบต่อความสามารถทางความเป็นผู้นำและบทบาทความเป็นผู้นำของบุคคลอย่างไร
โมเดลต้นกำเนิดของพวกเขา ได้ระบุรากฐานของอำนาจไว้ห้าอย่าง – รางวัล บังคับ กฏหมาย เชี่ยวชาญ และอ้างอิง แต่เมื่อ ค.ศ 1965 เบอร์
แทรม ราเว็น ได้เพิ่มอำนาจทางข้อมูลเข้ามาจนกลายเป็นอำนาจหกอย่าง ความเป็นผู้นำและอำนาจจะถูกเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นโมเดล
ของอำนาจแสดงให้เห็นว่ารากฐานที่แตกต่างกันของอำนาจจะกระทบ
ต่อความเป็นผู้นำและความสำเร็จของบุคคลอย่างไร
อำนาจการบังคับ จะเป็นความสามารถของผู้นำที่จะลงโทษแก่บุคคล ด้วยการสร้างความกลัวจากการสูญเสียงาน การลดตำแหน่ง การลดเงินเดือน การไล่ออก และการมอบหมายงานที่น่าเบื่อ
*อำนาจตามกฏหมาย เกิดขึ้นจากอำนาจหน้าที่ของผู้นำ สิทธิตามตำแหน่งภายในองค์การ ผู้นำสามารถสั่งการบุคคลได้อย่างชอบธรรม
*อำนาจการให้รางวัล เกิดขึ้นจากความสามาถของผู้นำที่จะให้รางวัลแก่บุคคล เช่น การขึ้นเงินเดีอน การเลื่อนตำแหน่ง และการยกย่อง
*อำนาจความเชี่ยวชาญ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ ทักษะ หรือความรู้
ของผู้นำ ผู้นำมีทักษะทางเทคนิคที่มีประโยชน์ต่อบุคคล เพื่อการ
แก้ปัญหาและการทำงานให้บรรลุความสำเร็จ
*อำนาจทางข้อมูล เกิดขึ้นจากความสามารถของผู้นำที่จะเข้าหาและควบคุมข้อมูลที่สำคัญต่อการดำเนินงานขององค์การ ผู้บริหารยิ่ง
ระดับสูงขึ้นไปสามารถเข้าหาและเผยแพรข้อมูลที่สำคัญได้มากขึ้น
*อำนาจการอ้างอิง เกิดขึ้นจากความสามารถของผู้นำที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ความเคารพ ความไว้วางใจ และความจงรักภักดีจากบุคคล อำนาจการอ้างอิงจะเป็นคุณลักษณะที่ประทับใจและดึงดูดของผู้นำ บุคคลต้องการจะผูกพันและเอาอย่างผู้นำ

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *