วาระครบรอบ 44 ปีแห่ง “การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน” กับความท้าทายการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกใหม่

วาระครบรอบ 44 ปีแห่ง “การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน” กับความท้าทายการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกใหม่
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
วาระแห่ง “การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน” ได้เดินทางมาครบรอบอีกครั้งในวันที่11 กุมภาพันธ์ หรือวันที่ 22 เดือนบะฮ์มัน ของทุกปีและปีนี้เป็นปีที่44 เราคงจะเห็นการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปีก่อนๆอย่างแน่นอน รวมทั้งมีการชุมนุมของชาวอิหร่านทั่วประเทศอย่างน้ำหนึ่งใจเดียวกันแสดงพลังการปกป้องสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านนี้ โดยเฉพาะในกรุงเตหะรานคงมีผู้คนหลายล้านคนทีเดียว ซึ่งจะตะโกนสาปแช่งและเผาธงชาติ “สหรัฐอเมริกา” ศัตรูตลอดกาล รวมถึงการโชว์แสนยานุภาพทางทหารและอาวุธทันสมัยในสถานการณ์ของกระแสข่าวหนาหูของการส่งอาวุธและโดรนแก่รัสเซียในสงครามรัสเรีย-ยูเครน ถึงแม้ว่าอิหร่านจะออกมาปฏิเสธเสียงแข็งก็ตาม กรอปกับกระแสการประท้วงภายในอิหร่านจากปัญหาการตายของ น.ส.เมร์ซ่า อามานี่ หญิงชาวเคริ์ด ที่สื่อตะวันตกปั่นกระแสว่าเป็นการกระทำเกินเหตุของตำรวจศิลธรรม จนทำให้มีการประท้วงลุกลามทั้งในประเทศและต่างประเทศเกือบเอาไม่อยู่
ขณะที่บริบทการเมืองโลกได้ขยับตัวและการขับเคลื่อนได้ส่งสัญญาณการแข่งขันของชาติมหาอำนาจระหว่างสรัหฐฯกับจีนมากยิ่งขี้นและเป็นการก้าวสู่การจัดระเบียบโลกใหม่บนการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์(Gio-Politice) ด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ขั้วอำนาจทางการเมือง”ระเบียบโลกอำนาจหลายขั้ว” (Muti polarity power world) เสมือนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง ‘การช่วงชิงอำนาจบนแผนที่’ (‘Mapfare’)ของโลกเข้าไปทุกขณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความท้าทายอิหร่านวันนี้คือการรักษามรดกแห่งการปฎิวัติอิสลามไว้และสานต่ออุดมการณ์ทางการเมืองในแบบ”อิสลามการเมือง”เพื่อชนรุ่นหลังของอิหร่าน ในขณะเดียวกันกระแสของการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกแบบเดิมสู่แบบใหม่ได้ขยับตัวใก้ลชิดอิหร่านมากขึ้น ที่ดูเหมือนว่าอิหร่านเองได้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้วที่ยืนอยู่กับจีนและพันธมิตรที่ไม่ใช่การเมืองแบบโลกเสรีตะวันตก
การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งปกครองแผ่นดิน “เปอร์เซีย” มายาวนานนับ 2,500 ปี ตั้งแต่ยุคกษัตริย์ “ไซรัสมหาราช” ผู้สถาปนาอาณาจักรเปอร์เซียในยุค 500 ปีก่อน ค.ศ. และมาสิ้นสุดในยุค “ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” กษัตริย์องค์สุดท้ายใน ค.ศ.1979 หรือ พ.ศ.2522 ทำให้อิหร่านเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ในนาม”สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน”

การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านรากเง้าเกิดขึ้นจากความต้องการของประชาชนชาวมุสลิมและชาวอิหร่านส่วนใหญ่ ซึ่งต้องการนำเอาหลักคำสอนของอิสลามที่มีคัมภีร์อัล-กุรอาน เป็นธรรมนูญสูงสุดมาปกครองประเทศแทนระบอบการปกครองเดิม ซึ่งขณะนั้น ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ก็ถูกมองว่าเป็น “หุ่นเชิด” ของสหรัฐอเมริกา และเขาได้สร้างความเสียหายทางศิลธรรมแก่อิหร่านอย่างหนักหน่วงจนนักการศาสนาและประชาชนต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติ
“อยาตุลลอฮ์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี” คือผู้นำการปฏิวัติอิสลาม อีกทั้งยังผู้ทรงความรู้ทางศาสนาสูงสุด เริ่มด้วยการเรียกร้องให้ประชาชนเดินขบวนต่อต้านพระเจ้าชาห์ และได้พัฒนาเป็นการณรงค์ดื้อแพ่งทั้งภาคฆราวาสและศาสนา บานปลายเป็นการสไตรก์นัดหยุดงานและประท้วงใหญ่จนประเทศเป็นอัมพาต จนกระทั้งประชาชนออกกันมาประท้วงและต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง ในที่สุดชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวียอมหนีออกนอกประเทศ และชัยชนะเป็นของประชาชน
ทุกๆปี อิหร่านจัดเฉลิมฉลองการปฏิวัติอิสลามอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 10 วันตามช่วงเวลาสำคัญที่สุด เริ่มตั้งแต่ 1 ก.พ. 2522 ซึ่งเป็นวันที่อิมามโคมัยนีเดินทางกลับจากฝรั่งเศส หลังไปลี้ภัยในต่างแดนกว่า 14 ปี ส่วนใหญ่ไปอยู่ในอิรัก จนถึงวันที่ได้รับชัยชนะเด็ดขาดเมื่อ 11 ก.พ.2522 โดยช่วงเวลา 10 วันนี้ ถูกเรียกว่า “10 วันรุ่งอรุณ” (10 Days of Dawn) หรือ “ดะห์ เฮ ฟัจญร์” ตามภาษาเปอร์เซีย
นักคิดทางการเมืองทั้งโลกมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมต่างได้หวนกลับมาสนใจอิสลามการเมือง(Political Islam)อีกครั้งและสนอกสนใจปรากฎการณ์ทางการเมืองในแบบกระบวนทัศน์อิมามโคมัยนี ที่ได้ผ่านการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านปี1979นั้น จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่ากรอบอิสลามการเมือง เป็นกระบวนทัศน์ด้านการเมืองการปกครองที่นำเอาหลักการอิสลามเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองและยังส่งผลสะท้อนในเชิงบวกทางสังคมอย่างไม่เคยเกิดมาก่อน และนับว่าเป็นความใฝ่ฝันของนักฟื้นฟูอิสลามยุคก่อนๆ อย่างซัยยิด ญะมาลุดดีน อัลอัฟฆอนี ถือว่าการสำนึกต่อการดำเนินชีวิตมุสลิม ต้องมองอย่างลึกซึ้งทั้งสองด้าน คือด้านศาสนาและด้านการเมือง ซัยยิดอัลอัฟฆอนีเขาได้พยายามที่จะปลุกเร้าจิตใจประชาชนและสังคมมุสลิมทางด้านการเมืองและนำความคิดแบบอิสลามมามีบทบาททางชุมชนและการปรับปรุงประเทศที่เชื่อมั่นว่าอิลามการเมืองคือวิถีแห่งธรรมะและจะนำพาให้ประชาชาติอิสลามมีเกียรติและศักดิ์ศรี และอิมามโคมัยนีเชื่อว่าการเมืองสามารถส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมุสลิมรวมไปถึงสิทธิและเสรีภาพในการประกอบศาสนกิจในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถประสานความเป็นอิสลามได้ด้วยกันกับความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ผ่านมุมมองของกรอบแนวคิดอิสลามในฐานะที่มีอัตลักษณ์ทางการเมือง(Political Identity)ที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี

การปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่านโดยการนำของท่านอายาตุลลอฮ์ อิมามโคมัยนี (Imam Khomaini) ทำให้ประเทศอิหร่านได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absolute Monarchy) เป็นสาธารณรัฐ อิสลาม (Islamic Republic State) จนทำให้เกิดความสนอกสนใจของชาวโลกยิ่งทวีคูณมากขึ้น เพราะการนำเอาระบอบเทวาธิปไตย(Theocracy)ที่ยึดหลักศาสนากับการเมืองเป็นสิ่งเดียวกันมาปกครอง และความโดดเด่นของอิหร่านคือการเอาศาสนานำการเมือง นั่นคือ การเมืองกับศาสนาเป็นสิ่งเดียวกัน และยังสามารถปรับเข้ากับความเป็นรัฐสมัยใหม่ได้อย่างน่าพิศวง
อิหร่านได้จัดระบอบโครงสร้างทางการเมืองและการปกครอง โดยยึดระบอบการปกครองอิสลาม อันมีราชาปราชญ์เป็นประมุข โดยมีรัฐสภา อันมีประธานาธิบดี (President) และรัฐสภา (Parliament) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน (Electorate) ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ที่ต้องได้รับการยอมรับจากรัฐสภา และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีสถาบันสูงสุด คือ สถาบันแห่งประมุขสูงสุด (Supreme Leader)เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำรัฐและเป็นผู้ปกครองที่อยู่ในฐานะราชาปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้รับรองผลลัพธ์การเลือกตั้งประธานาธิบดี และยังมีอำนาจแต่งตั้งสถาบันสำคัญอื่นๆ คือกองทัพ (Military) ประมุขฝ่ายตุลาการ (Head of Judiciary) และ( Expediency council)สภาพิเศษซึ่งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐสภาและ สภาผู้ชี้นำ (Guardian council) หรือแม้แต่สภาอีกสภาหนึ่งคือสภาผู้ชำนาญการ (Assembly of experts) และได้ถูกเรียกเรียกระบอบการปกครองนี้ว่า”ระบอบวิลายะตุลฟะกีย์” หรือ ปราชญาธิปไตย
วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า อิหร่านคือตัวแสดงที่เป็นรัฐ(State Actor)ตามนิยามทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(International Relation) ที่มีความสัมคัญและมีบทบาทสูงต่อการเมืองระหว่างประเทศในตะวันออกกลางและในระดับโลก นักวิเคราะห์ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่าอิหร่านคือการเปลี่ยนดุลอำนาจในตะวันออกกลาง และถือว่าอิหร่านคือมหาอำนาจในภูมิถภาคตะวันออกกลางเลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อขั้วทางการเมืองอิหร่านกลับมาอยู่ในมือของฝ่ายอนุรักษนิยมหรือฝ่าวขวา คงจะเห็นฉากทัศน์การเมืองระหว่างประเทศที่ต้องจับตาประเด็นการฟื้นความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย
ความสัมพันธ์อิหร่านต่อกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะอิหร่านกับซาอุดิอารเบียที่ส่อถึงทิศทางบวกมากขึ้นหลังจากที่ได้มีกระแสข่าวการประชุมแบบไม่ลับและพบปะผู้บริหารระดับสูงทั้งสองประเทศ ณ กรุงแบกแดด ประเทศอิรักที่ผ่านมา กอรปกับการให้สัมภาษณ์ของ บิน ซันมาล(MBS)ต่ออิหร่านที่มีท่าทีเปลี่ยนไป
ซาอุดิอารเบียเองก็ได้ส่งสัญญาณบวกต่อการฟื้นความสัมพันธ์กับอิหร่าน MBS ทรงยืนยันว่า จะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่าน และ MBS ยังให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า” อิหร่านเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ที่รัฐบาลริยาด ให้ความสนใจและต้องการมีความสัมพันธ์อันดีด้วย
ตลอดเวลาที่ผ่านมาซาอุดิอาระเบียเองพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ตัวเองใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์2030 นั่นคือซาอุฯจะประสานและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับนานาประเทศร่วมภูมิภาคและข้ามผ่านความแตกต่างและความขัดแย้งกับอิหร่านแล้วหันมาปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน

Amir Abdullahian รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้กล่าวถึงการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีซาอุดิอาระเบีย ในประเทศจอร์แดนว่า “สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน มีความพร้อมต่อฟื้นสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อเปิดสถานเอกอัครราชทูตระหว่างสองประเทศอีกครั้ง และรัฐบาลริยาดพร้อมตัดสินใจในการยึดมั่นทางการเมืองเพื่อสร้างสันติภาพกับเตหร่าน”
รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวย้ำว่า นโยบายการต่างประเทศอิหร่านที่ผ่านมาและวันนี้นั้นคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน แต่ที่ผ่านมาน่าเสียดายที่ศัตรูต้องการจะแยกอิหร่านออกจากประเทศเพื่อนบ้าน นี่คือความประสงค์ร้ายของมือที่สามเพื่อรักษาผลประโยชน์ไม่ชอบธรรมของตัวเองในภูมิภาคนี้ไว้ แต่วันนี้ คงจะได้เห็นแล้วว่า ความคืบหน้าการฟื้นความสัมพันธ์อิหร่านกับซาอุฯ ชี้ให้เห็นความเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ผ่านการเจรจามาถึงห้าครั้งในอิรัก
นักวิเคราะห์มองว่าการฟื้นความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่านคือฉากทัศน์การเมืองใหม่ที่ส่งผลการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจและแม้แต่ทางด้านศาสนาและสังคมต่างกล่าวว่า ซาอุดิอาระเบียกำลังจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองที่เคยเป็นผู้นิยมความแข็งกร้าวในทางอุดมการณ์ทางศาสนาและการเมือง ไม่ว่าต่อปัญหาเรื่องกรณีของสงครามในเยเมนซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะหาทางลงที่เหมาะสมโดยผ่านการพูดคุยกันมาหลายรอบแล้วหรือการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านที่เป็นศัตรูทางการเมืองมาหลายทศวรรษมีทีท่าว่าจะเริ่มการเปิดสถานกงสุลอีกครั้ง หรือภาพของความสุดโต่งของมิติทางศาสนาแบบลัทธิวาฮาบีก็จะแสวงหาทางสายกลางมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามการเฉลิมฉลองการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน บุคคลที่ทรงพลังและเป็นแรงบันดาลใจของชาวอิหร่านวันนี้เป็นใครเสียไม่ได้ นั่นคืออิมามโคมัยนีเป็นผู้ที่โดดเด่นทางการเมืองอิสลามแบบนิกายชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ ส่งผลให้โลกตะวันตกและตะวันออกหันมาสนใจถึงขบวนการแห่งอิสลามโดยการนำของอิมามโคมัยนีและนิกายชีอะฮ์มากยิ่งขึ้น และเป็นครั้งแรกที่การปฏิวัติของอิมามโคมัยนีได้ข้อสันนิษฐานในรูปแบบที่เป็นกลไกการทำงานและในฐานะที่เป็นรูปแบบของทฤษฎีการเมืองของรัฐ ในฐานะของอุดมการณ์ตามกรอบแนวคิดทางการเมืองของอิมามโคมัยนีได้สนองตอบบรรทัดฐานในเรื่องอิสลามการเมืองได้อย่างน่าสนใจและยังเป็นรูปธรรมที่สุดก็ว่าได้เท่าเคยปรากฏมา นั่นคืออิมามโคมัยนีได้ทำให้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบอิสลามโดยให้แสงสว่างทางปัญญาแก่รากเหง้าของแนวคิดของสำนักคิดชีอะฮ์ได้อย่างโดดเด่นอย่างมากทีเดียว







