INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เฟสบุ๊คได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเข้มข้นมากขึ้น

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

เฟสบุ๊คได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเข้มข้นมากขึ้น

ปีนี้เฟสบุ๊คได้ครบรอบวันเกิด 15 ปีแล้ว นับตั้งแต่ได้ก่อกำเนิดมาเมื่อปีค.ศ.2004 และเฟสบุ๊คได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากโครงการที่ทำเป็นงานอดิเรกที่มุ่งจะสร้างเป็นเครือข่ายภายในมหาวิทยาลัย กลายมาเป็นเครือข่ายทางสังคมที่เชื่อมโยงประชาชนกว่า 2 พันล้านทั่วโลก

ทั้งนี้ทุกคนต่างก็ใช้มันเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ามันจะมีภัยอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วในปีที่ผ่านมาเกิดการรั่วไหลข้อมูลออกมาจากการทำงานของเฟสบุ๊ค ซึ่งมีหน่วยงานที่เรียกว่า Cambridge Analytica โดยเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาว่าหน่วยงานนี้ได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากโปรไฟล์ของผู้ใช้เฟสบุ๊คจำนวนหลายล้านคน โดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งทำให้หน่วยงานของรัฐหลายแห่งต้องหยิบยกมาทำการพิจารณาอย่างเคร่งเครียด เพราะมันหมายถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งในสังคมที่เจริญแล้วถือว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรงทีเดียว และกลายเป็นเรื่องราวในหลายประเทศ Damian Collins ประธานกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้านดิจิตอล วัฒนธรรมสื่อและการกีฬา ของสหราชอาณาจักร ได้ให้ความเห็นว่าเรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะดำเนินการได้ แต่เราจำเป็นต้องมีความร่วมมือที่จะสร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานสำหรับเฟสบุ๊ค และต้องมีอำนาจในการบังคับใช้กฎเกณฑ์เหล่านั้นกับเฟสบุ๊คได้

ในขณะที่ฐานะการเงินของเฟสบุ๊คเมื่อปีที่แล้ว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารายได้ของเฟสบุ๊คเพิ่มขึ้นถึง 30% และกำไรเพิ่มขึ้น 61% ในแต่ละปีที่ผ่านมา

และนี่มันหมายถึงกำลังทางการเงินที่มหาศาลของเฟสบุ๊ค ภายใต้ความชื่นชมยินดีว่าเฟสบุ๊คประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างงดงาม

ในส่วนนี้ต้องยอมรับว่าเฟสบุ๊คประสบความสำเร็จอย่างน่าตื่นตา ตื่นใจในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แต่ความสำเร็จเหล่านี้เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันไม่ได้มาจากการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แม้ไม่ทั้งหมดแต่ก็มีอยู่หลายส่วน ดังที่เกิดเรื่องอื้อฉาวของหน่วยงานเฟสบุ๊ค Cambridge Analytica

เนื่องจากเฟสบุ๊คเริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการดำเนินการทางการเมือง ซึ่งยังไม่นับการเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงประชาชนในหลายประเทศและทำให้เกิดการลุกฮือต่อต้านรัฐบาล เช่นที่เกิดขึ้นในอาหรับสปริง ทั้งนี้การเป็นสื่อดังกล่าวแน่นอนย่อมเป็นสนับสนุนพลังอำนาจของประชาชนที่จะทำการต่อต้านรัฐบาลที่ฉ้อฉล แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีวัตถุประสงค์อื่นแอปแฝงในทางการเมือง เช่นการต้องการล้มล้างรัฐบาลที่ไม่เป็นมิตรกับมหาอำนาจบางประเทศ

ที่สำคัญข้อมูลทั้งหลายที่มีการเผยแพร่ ซึ่งดูแล้วน่าเชื่อถือและเป็นจริง แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีการจัดการเพื่อสะท้อนต่อการตัดสินใจในการออกเสียงหรือแสดงออกในสาธารณะ สิ่งเหล่านี้ดูจะมืดมนที่จะค้นหา พิสูจน์ทราบหรือควบคุม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง และต้องใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ

แม้ว่าในขณะนี้ประเทศใหญ่ๆอย่างจีน จะทำการควบคุมอย่างเข้มงวด แต่ก็คงไม่ใช่คำตอบที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเชื่อมต่อของผู้ใช้ทั่วโลกโดยรวม นอกจากนั้นเครือข่ายของเฟสบุ๊คยังเชื่อมโยงกับไอจี(Instagram)และ Whats App ซึ่งทำให้ข้อมูลขยายตัวและเชื่อมโยงกันมหาศาล ทำให้ยากต่อการควบคุมตรวจสอบ ว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นไปโดยธรรมชาติ โดยไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือแม้แต่ทางธุรกิจ โดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ใช้

ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าประชาชนทั่วไปที่เดินทางโดยการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟใต้ดิน รถไฟฟ้า รถเมล์ ต่างก็ก้มหน้าก้มตาส่งผ่านข้อมูลเป็นจำนวนมหาศาล และข้อมูลเหล่านี้แม้มิได้ส่งผ่านเฟสบุ๊คโดยตรงแต่ก็มีการเชื่อมโยงกับเฟสบุ๊คทั้งสิ้น

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งในประเทศกำลังพัฒนา และศูนย์กลางของข้อมูลเหล่านี้มีตัวจัดการด้วยระบบเซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาลรองรับ อยู่ที่สหรัฐฯ โดยประสานกับเครือข่ายทั่วโลก

ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้หากนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ย่อมก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อผู้ใช้หรือประเทศต่างๆได้ เพราะใครกุมข้อมูลผู้นั้นย่อมคุมอำนาจ

อย่างไรก็ตามเมื่อ Mark Zuckerberg ได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาสหรัฐฯ ก็เห็นได้ชัดว่าท่านเหล่านั้นไม่อาจจะตีกรอบอะไรกับเฟสบุ๊คได้ เพราะมันต้องการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างความเข้าใจรอบด้าน

ในขณะที่การใช้สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นชีวิตประจำวันของประชาชนชาวโลกเพิ่มมากขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยที่ประชาชนผู้ใช้ก็มิได้มีความรู้ความเข้าใจอะไรลึกซึ้ง นอกจากใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันในระหว่างเพื่อนฝูง ครอบครัว และในวงการธุรกิจก็ใช้ในการทำธุรกิจกันทั่วโลก

ความจริงบางประการเกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการ GDPR ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล พยายามดำเนินการจะออกกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมในเรื่องนี้ ปรากฏว่าได้รับการต่อต้านจากซัคเคอร์เบิร์กด้วยวิธีการต่างๆ ตั้งแต่การล๊อบบี้ผ่านกระบวนการทางการเมือง ที่ทวีความเข้มข้นมาโดยตลอด ด้วยเงินทุนมหาศาล ตลอดจนข้อจำกัดของความซับซ้อนของกระบวนการเชื่อมโยงของเครือข่ายผ่านการทำงานของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพลังสูงจำนวนมาก

แม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่เริ่มเข้าใจ ถึงภัยคุกคามนี้และมีความระมัดระวังมากขึ้นในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ประสีประสาในระบบอันซับซ้อนเหล่านี้ นอกจากมองเห็นความสะดวกสบายในการสื่อสาร

สิ่งเหล่านี้มันเป็นความซับซ้อนเกินไปสำหรับคนรุ่นเก่า คนรุ่นกลางเก่า กลางใหม่ และแม้กระทั่งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย

แล้วเราจะปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราได้อย่างไร นี่จะเป็นภัยคุกคามต่อสังคมโดยรวมหรือไม่ คำถามคือถ้ามันไม่มีนัยอะไรแอบแฝงทำไมเฟสบุ๊คจึงต่อสู้เรื่องนี้ยาวนานมาถึง 10 ปี ถ้ามันไม่มีอันตรายหรือเป็นภัยคุกคามต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และไม่ใช่แค่นั้นเฟสบุ๊คอาจกลายเป็นเครื่องมือล้างสมองคน ด้วยระบบการผลิตซ้ำทางความคิดก็ได้

อย่างไรก็ตามการเข้ามากำกับดูแลของรัฐอย่างเข้มงวดก็อาจเป็นการไปจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลในอีกทางหนึ่งได้ จึงต้องมีการพิจารณาโดยรอบด้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้พลังงานมหาศาล

บทความนี้มุ่งที่จะชี้ให้ผู้ใช้พึงสังวรณ์ ในการใช้เครือข่ายสังคม นอกจากภัยที่เกิดจากผู้ใช้ด้วยกันแล้ว ยังอาจเกิดภัยจากผู้ประกอบการได้อีกด้วย รวมทั้งสื่ออื่นๆ เช่น กูเกิล

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com