ความเชื่องช้าของยูเอ็นกรณีเมียนมา

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ความเชื่องช้าของยูเอ็นกรณีเมียนมา
นับตั้งแต่คณะทหารเมียนมา เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน นำโดยนางออง ซาน ซูจี เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะไม่พอใจผลการเลือกตั้งและกล่าวหาว่ารัฐบาลพลเรือนโกง เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดี ชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น มากมายเสียยิ่งกว่าครั้งก่อน ทำให้พรรคการเมืองที่สนับสนุนทหารพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นท่า
แต่เสียงวิจารณ์กลับชี้ว่า เหตุผลแท้จริง ที่ทหารเข้ายึดอำนาจนั้นไม่ใช่เพราะเหตุผลที่อ้างอิงดังกล่าว แต่เป็นเพราะทหารหวั่นเกรงว่าจะสูญสิ้นอำนาจไป เนื่องจากกระแสการเมืองที่ปรากฏชัดขึ้นในลักษณะของแนวโน้ม ที่จะกีดกันทหารออกพ้นไปจากการมีอำนาจอำนาจทางการเมืองในอนาคต หากปล่อยให้พรรคเอ็นแอลดีเติบโตไปเรื่อยๆ
มาถึงวันนี้ การต่อต้านการยึดอำนาจยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น แม้ในแต่ละวันที่ผ่านมา ทหารได้ใช้ทุกวิธีการสังหารชาวบ้าน ที่ออกมาเรียกร้องให้คืนอำนาจแก่พลเรือนไม่หยุด จนกระทั่งขณะนี้ อาจมีผู้ถูกสังหาร รวมแล้วมากกว่า ๒๐๐ คนเสียด้วยซ้ำและจะยิ่งมากขึ้น ในวันข้างหน้าแน่นอน
ที่น่ากลัวมากก็คือ การปราบปรามประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องตามเมืองสำคัญต่างๆ ไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลง แม้จะปราบปรามอย่างรุนแรง สะท้อนความไม่เกรงกลัวของชาวบ้าน ต่อการคุกคามเอาชีวิตของฝ่ายทหาร ซึ่งไม่สนใจอะไรอื่นใดทั้งสิ้น กระทำการทุกอย่างที่ป่าเถื่อน ขนาดบุกเข้าลากตัวเจ้าหน้าที่พรรคเอ็นแอลดี ไปทรมาณจนสิ้นชีวิตในโรงพยาบาลก็กล้าทำ
แม้จะมีเสียงเรียกร้อง จากระดับสากล ขอให้ระงับยับยั้งการปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด ทารุณและรุนแรง พร้อมร้องขอให้เปิดการเจรจา เพื่อความปรองดองกับฝ่ายพลเรือน ก่อนที่จะเกิดความแตกแยกไปมากกว่านี้ หรือจนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เช่นที่เคยเกิดมาแล้วในกัมพูชา
หลังจากที่เสียงเรียกร้องล่าสุดของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคมที่ผ่านมา โดยเอกอัครราชทูตพิเศษสหประชาชาติคือ
”คริสติน ชราเนอร์ เบอร์เกเนอร์” ได้แถลงเรียกร้องต่อที่ประชุมลับคณะมนตรีความมั่นคง (๑๕ ชาติ)ให้ใช้มาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อคณะทหารเมียนมาแล้ว ก็มิได้มีเสียงตอบสนองใดๆ จากคณะมนตรีความมั่นคงอีกเลย
มิใยที่”ทิน โม วิน”นักเคลื่อนไหวจัดประท้วงในเมียนมา จะสะท้อนเสียงเรียกร้อง เป็นการ”ต่อยอด”ว่า
“พวกเราปรารถนาจะให้ รัฐบาลออสเตรเลีย หารืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐ สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ใช้มาตรการรุนแรงต่อต้านกลุ่มเผด็จการทหารเมียนมา”
ในขณะที่เสียงจากที่ชุมนุมในเมืองทวาย(เมียนมาภาคใต้)พากันตะโกนคำขวัญเรียกร้องประชาธิปไตย โดยจะต้องมีการปฏิวัติ
ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ความเชื่องช้าไม่ทันการณ์ของสหประชาติ ก็เป็นเช่นนี้มาตลอด ตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมืองในกัมพูชาและ”คอซอวอ”(โคโซโว)แล้ว
เพราะเช่นนั้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้ชาติอภิมหาอำนาจใช้มาตรการนอกเหนือกฎบัตรสหประชาชาติเข้าแทรกแซง ซึ่งจะให้ผลทันใจกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน ถ้าหากชาติมหาอำนาจไม่เล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้ชัดเจน อย่างในการบุกอิรักและในลิเบีย ซึ่งมีน้ำมันเป็นทรัพยากรสำคัญ เป็นแรงจูงใจ แถมมิใช่จุดสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่าง”อู่ตะเภา”
หลักการของสหประชาชาติ ก็คือการที่จะดำเนินมาตรการใดๆ จะต้องมี”หลักฐาน”ชัดเจน จึงจะดำเนินการ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นการแทรกแซงกิจการภายในไป
และการที่จะมี”หลักฐาน”อะไรนั้น ก็จะต้องมีการรวบรวมหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุ ให้ครบถ้วน จึงจะตัดสินใจดำเนินมาตรการที่เหมาะสมได้
ฉะนั้น จึงไม่แปลก ที่ล่าสุดคือเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคมที่ผ่านมา “นิโคลาส คูมจีอัน”หัวหน้าหน่วยสอบสวนอิสระในสังกัดสหประชาชาติจึงออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ใครก็ตามในเมียนมา ที่ได้รับคำสั่งให้กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ส่งมอบหลักฐานให้หน่วยงานของเขาที่จะรวบรวมเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดีตามกฏหมายบรรดาผู้นำเผด็จการเมียนมา
ทั้งนี้ พร้อมด้วยการให้สถานที่ติดต่อเอาไว้ แต่ก็ให้ระมัดระวังตัวให้จงดี เพราะอาจจะได้รับภัยคุกคามจากกลุ่มอำนาจทหารได้
และนี้คือการเริ่มต้นที่จะเอาผิด”กลุ่มอำนาจทหารเมียนมา”ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหา “อาชญากรสงคราม”หรือ”การทำสงครามต่อต้านมนุษยชาติ”
นายนิโคลาส คูมจีอัน ผู้นี้ทำงานให้ศาลระหว่างประเทศมาแล้วเจ็ดครั้งใน ๒๐ กว่าปีมานี้ เป็นที่น่าเชื่อถือ
อย่างคดี”ชาร์ลส เทเลอร์”ซึ่งก่ออาชญากรรมระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไลบีเรีย ในที่สุดเขาถูกตัดสินจำคุก ๕๐ ปี
นอกจากนั้นก็มี คดีผู้นำเขมรแดงเช่น “นวน เจีย”และเขียว สัมพัน”ในกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร ซึ่งถ้าจำไม่ผิดทั้งสองล้วนสิ้นชีวิตไปแล้ว
ก็ไม่รู้ว่า กรณี”กลุ่มเผด็จการเมียนมา”โดยเฉพาะตัว”มี่น ออง ไลง์”ที่สั่งฆ่าชาวบ้านทุกวันนี้ ในที่สุด จะมีจุดจบอย่างไร







