ปัญหานิวเคลียร์อิหร่านกับเกมการเมืองสหรัฐอเมริกา ตอนที่2

ปัญหานิวเคลียร์อิหร่านกับเกมการเมืองสหรัฐอเมริกา ตอนที่2
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
การกลับสู่โต๊ะเจรจาปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน ถือว่าเป็นหมากการเมืองของสหรัฐอเมริกา โดยการนำของ โจ ไบเดนที่มีความแตกต่างกับอดีตประธานาธิบดี ทรัมป์ แต่อิหร่านรู้ดีว่าเกมการเมืองหรือวาทกรรมทางการเมืองของสหรัฐฯ ที่อาจจะดูดีในภายนอก หรือแสดงให้เห็นว่าจะเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ นั้น แท้จริงหาความจริงใจไม่ได้เลย แม้ดูภายนอกว่า โจ ไบเดน จะมีเจตนาที่เป็นมิตรมากกว่าทรัมป์ก็ตาม เพราะอิหร่านได้ถอดบทเรียนที่ผ่านมากับนโยบายสหรัฐฯที่ได้เจตนาร้ายต่ออิหร่านตลอดมา ตั้งแต่ ปี1979 มาแล้ว และอิหร่านอ่านเกมออกตั้งแต่แรกไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เป็นยุคของพรรคริพับลิกัน ( Republican Party) หรือพรรคเดโมแครต ( Democratic Party)ต่างก็ได้แสดงท่าทีข่มขู่อิหร่านมาตลอดและไม่มีเจตนาดีและที่สำคัญที่ผ่านมาสหรัฐฯพยายามแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าอิหร่านคือผู้ร้ายและสหรัฐฯคือตำรวจโลกที่จะต้องจับผู้ร้ายมาลงโทษอะไรทำนองนั้น และบางยุคก็อาจจะได้เห็นการใช้ไม้แข็งกับอิหร่านและบางยุคก็ใช้ไม้อ่อนบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยอดีตประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้สร้างความเสียหายกับอิหร่านอย่างนัก จนผู้นำสูงสุดอิหร่านออกมาปราศรัยต่อสาธารณะว่า “เราจะไม่เชื่อใจและไม่ไว้วางใจต่อสรหัฐฯอย่างเด็ดขาด”
การเมืองอิหร่านได้ถูกนำมาให้อยู่หน้าหนึ่งของสื่อกระแสหลักอีกครั้ง เมื่อประเด็นข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ถูกนำมาเจรจากับผู้นำประเทศอื่นๆ และพันธมิตร เพื่อเรียกร้องให้อิหร่านกลับมาทำตามข้อตกลงที่เคยตกลงไว้
ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเตรียมหารือข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน กับชาติพันธมิตร หวังให้อิหร่านจำกัดกิจกรรมทางนิวเคลียร์ และกับการยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ดังที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เคยกล่าวไว้เมื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ๆว่า หากอิหร่าน กลับมาทำตามข้อตกลงนิวเคลียร์ อย่างเข้มงวดตามเดิม ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าอิหร่านจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองเพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ สหรัฐก็จะยอมทำตามข้อตกลงเช่นกัน และรัฐบาลวอชิงตัน ส่งสัญญาณเรื่องการกลับสู่โต๊ะเจรจาปัญหานิวเคลียร์อิหร่านและได้แถลงข่าวว่าจะยึดตามหลักการเดิมที่อดี ประธานาธิบดี บารัก โอบามาได้เคยปฎิบัติ แม้ว่าแผนปฏิบัติการร่วมฉบับสมบูรณ์ (JCPOA) ได้รับการลงนามระหว่างอิหร่านและชาติมหาอำนาจระดับโลก 6 ประเทศในปี 2015มาแล้วและได้แท้งไปเนื่องจาก อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนตัวออกการเจรจานั้นอย่างไม่เป็นธรรมกับอิหร่านก็ตาม
อิหร่านมองว่า การคัดค้านอิสรอเอลต่อประเด็นนิวเคลียร์ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดในสมัยของ โจไบเดน ทว่า อิสรอเอลได้พยายามที่จะมิให้ข้อตกลงเจรจาเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยของอดีตปรธานาธิบดี โอมาบาแล้ว และในสมัยของ ทรัมป์ ทำให้อิสรอเอลสามารถ กดดันให้ทรัมป์นั้นถอนตัวออกจากข้อตกตง5+1 และประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันโรฮานีย้ำว่า ประเทศของเขาเต็มใจที่จะกลับไปสู่เงื่อนไขของข้อตกลง แต่เขาก็กล่าวว่าขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารของไบเดน ที่จะต้องให้ในสิ่งที่จำเป็นแก่อิหร่านนั่นคือการยกเลิกการคว้ำบาตรเสียก่อน โดยทางอิหร่านเองได้ออกคำขาดเชิงสัญลักษณ์เช่นกัน โฆษกของอิหร่านระบุว่ารัฐบาลไบเดนจะมีเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนจนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และผู้อำนวยการใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอิหร่านเตือนว่า เวลาจะหมดลงโดยเหลือ “อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์” ในการจะรักษาข้อตกลง JCPOA ไว้ และอิหร่านเองก็ไม่คำนึงข้อตกลง IAEA โดยได้เริ่มเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ในต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับออกห่างจากข้อตกลงมากขึ้น โดยสูงกว่าระดับ 3.67 เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันในสนธิสัญญาปี 2015
นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตัน มีความมุ่งมั่น ที่จะกลับเข้าความเป็นภาคีของข้อตกลงนิวเคลียร์ ฉบับปี2015 เป็นสำคัญและนายบลิงเคนกล่าวอีกว่า รัฐบาลเตหรานยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการตามที่ระบุอยู่ในข้อตกลง
อิหร่านได้สวนคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯทันทีว่า รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดี ไบเดน ต้องยุติการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่ออิหร่าน เพื่อให้รัฐบาลเตหะรานสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแบนน้ำมันดิบอิหร่าน
สำหรับอิหร่านได้พิสูจน์ต่อวิถีทางการเมืองของตนเองและต่อชาวโลกตลอดมาว่าโครงการนิวเคลียร์เป็นการแสวงหาพลังงานทดแทน และเป็นพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติไม่ใช่แสวงหาอาวุธชีวภาพหรืออาวุธนิวเคลียร์ดังที่ถูกกล่าวหาจากสหรัฐฯและอิสรอเอล อิหร่านมองว่าโครงการนิวเคลียร์ ถือเป็นความชอบธรรมของประเทศและเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงจะมีพลังงานทดแทน แต่ไม่ใช่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ถูกกล่าวหา และอิหร่านมองว่า ประเทศของตนได้ผ่านเส้นแดง และจุดอันตรายสูงสุดมาแล้วในเรื่องนิวเคลียร์ไม่มีอะไรจะกังวล อีกทั้งยัง ได้พิสูจน์ให้นานาประเทศเห็นแล้วว่า ตนเองไม่ได้ละเมิดมติของสหประชาชาติ จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)ที่ได้เข้าตรวจสอบและไม่พบความผิดปกติตามที่อิสรอเอลกล่าวหาใดๆ แต่สหรัฐฯต่างหากที่ได้ตระบัดสัตย์เสียเองและได้กดดันอิหร่านตลอดมาอีกทั้งยังได้คว้ำบาตรอิหร่านอย่างหนักหน่วงเกือบจะเอาตัวไม่รอดที่ผลวิกฤติทางเศรษฐกิจนั้น
แต่ถึงอย่างไรนักวิเคราะห์ด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศมองว่าอิหร่านคงจะไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้ได้ เพื่อแสดงถึงแสนยานุภาพของประเทศและเป็นหมากการต่อรองกับสหรัฐฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอิหร่านคงจะก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจในตะวันออกกลางที่หลายๆประเทศเกรงกลัวกัน และอิหร่านมองว่า ความอาฆาตมาดร้ายของสหรัฐฯและอิสรอเอลยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้นและถือเป็นภัยคุมคามที่อันตรายที่สุด
อิหร่านถือไพ่สำคัญบางใบ ซึ่งสามารถใช้บังคับให้ประธานาธิบดีไบเดนกลับ ไปยัง JCPOAโดยไม่มีเงื่อนไข โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำอิหร่านไม่ได้รีบร้อน เกี่ยวกับการฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน นักวิเคราะห์มองว่า ถ้าสหรัฐอเมริกันชะลอการปฏิบัติตามพันธกรณีและไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาต เป็นไปได้ที่อิหร่านจะพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์และมีความเข้มแข็งทางอาวุธซึ่งเป็นผลบวกต่ออิหร่านไม่ใช่สหรัฐฯ ดังนั้นผู้พ่ายแพ้เกมนี้คือสหรัฐฯและพันธมิตรไม่ใช่อิหร่าน
นายอาลี บาเกรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ย้ำจุดยืนของประเทศอิหร่านในเรื่องของความพร้อมในการเจรจาที่เวียนนา และเตือนว่าการเจรจานิวเคลียร์จะถูกยกเลิกหากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด พร้อมเน้นว่าความคืบหน้าในการเจรจาควรมาพร้อมกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทั้งหมดต่ออิหร่าน และต้องรับประกันว่ารัฐบาลชุดต่อไปของสหรัฐฯ จะไม่ถอนตัวจากข้อตกลงนี้อีกเหมือนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
วันที่ 29 พ.ย. 2021 มีการประชุมไตรภาคีอย่างไม่เป็นทางการระหว่างอิหร่าน รัสเซีย และจีน ในกรุงเวียนนา โดยมีตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศของรัสเซียประจำกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ประกาศว่า ได้จัดการประชุมไตรภาคีอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้แทนของอิหร่าน รัสเซีย และจีน ในกรุงเวียนนา เพื่อเตรียมพูดคุยปัญหานิวเคลียร์อิหร่านที่จะมีขึ้นในกรุงเวียนนา
ถ้าอิหร่านคือผู้กุมเกมประเด็นนิวเคลียร์เพื่อสันติ แน่นอนว่าการเมืองโลกก็คงจะเป็นไปตามลายแทง นั่นคือปัญหานิวเคลียร์อิหร่านจะได้รับการคลี่คลายและกลุ่มประเทศยุโรปคงจะยึดตามหลักการเดิมและอาจจะไม่ฟังเสียงสหรัฐฯ และก็เป็นไปได้ว่า สหรัฐฯเองโดยการนำของ โจ ไบเดน ลดเงื่อนไขของข้อตกลงที่อิหร่านยอมรับได้และยกเลิกการคว้ำบาตรอิหร่าน ซึ่งนั่นจะเป็นประเด็นใหญ่ของโลกในการเมืองระหว่างประเทศระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯอย่างน่าติดตาม







