เขียนเรื่องนี้ด้วยความสะเทือนใจยิ่ง

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
เขียนเรื่องนี้ด้วยความสะเทือนใจยิ่ง
อ่านพบในหนังสือพิมพ์”บางกอก โพสต์”ฉบับเมื่อวานนี้(๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔)แล้ว ก็ได้แต่แสนสลดรันทดใจ นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์โหดที่แสนเหี้ยมและเลือดเย็น ดังที่จะเล่าต่อไปนี้
คือกรณีที่ ลูกสาวให้สามีขับรถเอาพ่อวัย ๘๐ ป่วยเป็นโรค”โควิด 19”ไปปล่อยไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี บ่งบอกนัยว่า ถ้าจะตาย ก็ให้ตายในวัดนี่แหละ จะได้เผาไปซะให้เรียบร้อย เป็นการตัดปัญหา พวกเขาไม่ต้องเกี่ยวข้องหรือเป็นห่วงอะไรอีก
ผมเองก็เถอะ อีกสามปี ก็จะ๘๐ แล้ว ถ้าวันนี้เกิดป่วยหนักขึ้นมา แล้วลูกๆเอาไปทิ้ง
ก่อนตาย คงจะรู้สึกทุกข์ทรมานและร้าวรานมาก
ไม่รู้ละครับว่า สถานการณ์อะไร บีบคั้นให้ลูกๆทำอย่างนั้น แต่ก็พอจะประเมินว่า คงหาโรงพยาบาลรับตัวไว้รักษาไม่ได้ ไม่มีเตียงหรือไม่มีเครื่องไม่เครื่องมือ ที่กำลังขาดแคลนอย่างมาก จนเข้าสู่ขั้นอุกฤษฏ์ ไม่มีทางออก
ก็เลยเอาพ่อไปปล่อยวัด เหมือนปล่อยหมาปล่อยแมว ซึ่งหลายคน(รวมทั้งผม)เคยทำมาแล้วตอนเด็กๆ เชื่อว่าจะต้องสำนึกระลึกถึงได้ในความรู้สึกร้าวราน หากบังเอิญมาอ่านเรื่องนี้เข้า
เหตุการณ์ที่ว่า สะท้อนปัญหาอย่างน้อยสองอย่าง เช่น ความบกพร่องในคุณธรรมของผู้คนในยุคปัจจุบันและความบกพร่องของรัฐบาลในการจัดการและบริการงานด้านสาธารณสุข
ช่างน่าสมเพช เสียจริงๆ ที่ทุกอย่างมาล้มเหลวพังพินาศหมดเพราะเจ้า”โคโรนาไวรัส”ตัวร้าย”โควิด 19”ที่ยิ่งนานวันเข้า ก็กลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว เป็นมากมายหลายตัว เพื่อปรับสภาพตัวมันเองให้แข็งแกร่งอยู่รอด พ้นจากการปราบปรามทำลายล้างของยาต่างๆ รวมทั้งจากวัคซีนป้องกัน ที่มนุษย์พยายามผลิตขึ้นมา หมายสกัดพวกมันให้อยู่มือ
ดูไปแล้ว เหมือนกับว่า ในระยะยาว เจ้าไวรัสพวกนี้ กำลังจะเข้ามาครอบครองโลก แทนมนุษยชาติกระนั้น
จนในที่สุดมนุษย์ก็สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปอย่างไดโนเสาร์
เมื่อพูดถึงการกลายพันธุ์ เรื่องนี้นักวิจัยด้านไวรัสวิทยากำลังเฝ้าติดตามดูอย่างไม่ลดละ เพื่อสังเกตว่ามีพันธุ์ใหม่ชนิดใดบ้าง ที่มีเป็นอันตรายรุนแรงกว่าพันธุ์ต่างๆ ก่อนหน้า
เผื่อจะได้ผลิตวัคซีนยับยั้งได้ทัน
ส่วนตัวยารักษานั้น ไม่มีข่าวที่ชัดเจนว่า มีความก้าวหน้าไปถึงไหน ทั้งในระดับสากลและระดับท้องถิ่น
ฉะนั้น การเอาสมุนไพรบางชนิด เช่น”ฟ้าทลายโจร”มารักษาและป้องกันนั้น ยังคงเป็นเพียงกรรมวิธีด้านการแพทย์ทางเลือก ไม่มีหลักฐานว่าจะสามารถรักษาและป้องกัน”โควิด 19”ได้จริงจังและถาวร
กล่าวได้ว่าเป็นสภาวะที่เรียกว่า”ลางเนื้อ ชอบลางยา”ก็เท่านั้น
สำหรับชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ โคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่”ลัมบ์ดา(Lambda)ดูจะไม่คุ้นหูนัก แม้จะแพร่ระบาดไปแล้วใน ๒๘ ประเทศในแถบ”ละติน อเมริกา”และสหราชอาณาจักร
สำนักข่าว”อัลจาซีรา”(หรือ”อัลญะซีเราะห์”)รายงานว่า นับแต่แรกที่”โควิด 19”เริ่มแพร่ระบาด ก็ได้กลายพันธุ์มาแล้วหลายหน ปรากฏว่ามีการกลายพันธุ์ที่ติดง่ายและอันตรายกว่าสายพันธุ์อื่น
ในการนี้ แรกเริ่มก็มีการตั้งชื่อแต่ละสายพันธุ์ตามท้องที่ๆ เกิดแพร่ระบาด
ต่อมาองค์การอนามัยโลก จึงทำให้ง่ายขึ้น โดยกำหนด การตั้งชื่ออย่างเป็นทางการไว้สองแนวทางคือ
๑ สายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วง (variant of concern) อันได้แก่สายพันธุ์ อัลฟา, เบตา, แกมมาและเดลตา (Alpha,Beta,Gamma and Delta)
๒ สายพันธุ์ที่น่าสนใจ (variant of interest) อันได้แก่ สายพันธุ์ เอตา,ไอโอตา,คับปาและแลมบ์ดา (Eta,Iota,Kappa and Lambda)
ที่น่าสังเกตคือ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา(นับแต่ต้นเดือนกรกฎาคม)สายพันธุ์”แลมบ์ดา”อยู่ในความสนใจของบรรดาผู้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ โดยการพบครั้งแรกในเปรู (เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๓)
ผู้ป่วยในเปรูมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าที่อื่นใด ในขณะที่สายพันธุ์นี้แพร่ระบาดไปยังอีกอย่างน้อย ๒๘ ประเทศ
สามเดือนที่ผ่านมา ร้อยละ ๘๐ ของผู้ป่วยในเปรู ติดเชื้อจากสายพันธุ์”แลมบ์ดา”
ถามว่าขณะนี้ในเมืองไทยพบผู้ป่วยด้วยสายพันธุ์”แลมบ์ดา”แล้วหรือไม่ และน่ากลัวเพียงไร หากเปรียบเทียบกับสายพันธุ์”เดลตา”(หรือ”สายพันธุ์อินเดีย”ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักขณะนี้)
ตอบว่ายังไม่พบในไทยและไม่สามารถติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วเช่นสายพันธุ์”เดลตา”ที่กำลังอาละวาดเต็มเหนี่ยว(ในไทย)
กระนั้น ก็จะต้อง”ตั้งการ์ด”ไว้สูง หากเราจะต้องต้อนรับใครก็ตามที่เดินทางมาจาก สเปน, บราซิล, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ฝรั่งเศส และโปรตุเกศ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศอารูบา ชาติที่สายพันธุ์นี้เดินทางไปถึง
ณ วันนี้ (วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔) ภาวะการติดเชื้อรายใหม่ของไทยเรา อยู่ที่ราว ๑๖,๐๐๐ รายและเสียชีวิตรายวันกว่า ๑๓๐ ราย ประเมินแนวโน้มแล้ว ไม่แน่ว่าจะติดเชื้อรายวันขึ้นถึง ๒๐,๐๐๐ ในไม่กี่วันข้างหน้า….ช่างน่ากลัวนัก
เพราะดูไปๆ ไม่มีมาตรการใดๆ จะยับยั้งไว้ได้ นอกจากจะร่วมกันสามัคคี”ล็อกดาวน์”ด้วยการเข้มงวดกวดขันสูงสุด
ส่วนที่หวังว่า จะให้วัคซีนมีส่วนช่วยยับยั้งการขึ้นของตัวเลขนั้น ดูจะเลื่อนลอยเต็มที
เขียนมาถึงตอนนี้ ภาพหญิงไทยพร้อมสามี ขับรถพาพ่อวัย ๘๐ ไปทิ้งวัด แว่บเข้ามาในมโนสำนึกอีก
ช่างไม่ผิดอะไรกับประเพณีของชาว”เอสกิโม”ในอดีตซึ่งเอาตัวผู้ชราที่ไร้ประโยชน์ ไปทิ้งไว้ในทุ่งน้ำแข็งเพื่อรอความตายที่จะมาเยือน (จากความหนาวเหน็บหรือจากหมีขาวขั้วโลก ก็แล้วแต่)
เพราะถ้ายังเลี้ยงผู้ชราเอาไว้ ก็จะแย่งกินแย่งอยู่กับ”ผู้ที่กำลังเจริญวัย”
ผมรู้สึกคับแค้นในความเป็นคนไทยจริงๆ ครับ แต่ก็อด”สะใจ”ไม่ได้







