INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การชนกันของสองยักษ์ใหญ่ในตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน

การชนกันของสองยักษ์ใหญ่ในตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน

 

จรัญ มะลูลีม

อิหร่าน (สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน) ซาอุดีอาระเบีย (ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย) เป็นสองประเทศของเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลางที่มีความสำคัญมากที่สุด ฝ่ายแรกเป็นประเทศผู้นำของสำนักคิดชีอะฮ์อิสลาม (Shi’ah Islam) ส่วนฝ่ายหลังเป็นหัวหอกของสำนักคิดซุนนีอิสลาม (Sunni Islam)

 

Credit Photo by :publicpostonline.net

 

สองประเทศนี้เป็นศูนย์รวมของประชากรมุสลิม โดยภาพรวมแล้วทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์และความขัดแย้งต่อกันเป็นช่วงๆ จนถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ทางการทูตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นปัญหาว่าด้วยการแข่งอำนาจและการใช้ศาสนาหรือสำนักคิดมาเป็นข้ออ้างทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้แทนที่สองประเทศยักษ์ใหญ่ของตะวันออกกลางซึ่งเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ด้วยกันทั้งคู่จะเดินไปด้วยกัน   แต่กลายเป็นว่าทั้งสองประเทศมักจะมีความสัมพันธ์ต่อกันที่ไม่ค่อยจะแน่นอนมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

ทั้งสองประเทศถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอำนาจอยู่ในภูมิภาคและมีศักยภาพเพียงพอที่จะมีอิทธิพลเหนือภูมิภาคตะวันออกกลาง  ดังได้กล่าวมาแล้ว ความสัมพันธ์ของสองประเทศมิได้เป็นไปอย่างราบรื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าด้วยสำนักคิด (School of thoughts) ที่ถูกดึงมาสนับสนุนกลุ่มก้อนของตนเอง  แม้ว่าในความเป็นจริงเรื่องของสำนักคิดส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ

ตัวอย่างเช่นอดีตประธานาธิบดีซัดดัมฮุสเซ็นของอิรักก็เป็นผู้ถือสำนักคิดซุนนี และอยู่ในอำนาจในประเทศที่คนส่วนใหญ่ (ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60) เป็นชีอะฮ์อย่างยาวนาน    ในทำนองเดียวกันประธานาธิบดีฮาฟิซ อัล-อะสัด  บิดาของผู้นำปัจจุบันของซีเรีย  บาชัร อัล-อะสัดซึ่งเป็นชีอะฮ์สายนอกรีต (Red Shi’ism) ก็อยู่ในอำนาจท่ามกลางคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวซุนนีมายาวนานเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำคนปัจจุบันของซีเรียซึ่งโดยอาชีพเป็นหมอมาก่อน   ก็มีภรรยาที่ชื่อสัลมาที่ยังคงดำรงความเป็นซุนนีมาจนถึงปัจจุบัน   แต่ในบางช่วงประเด็นของสำนักคิดจะขึ้นมาแทรกเรื่องทางการเมืองของซาอุดีอาระเบียและอิหร่านอยู่เสมอๆ

ความแตกต่างระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียยังมีเรื่องของบทบาททางการเมืองในพื้นที่และในชุมชนระหว่างประเทศรวมอยู่ด้วย

หากกล่าวถึงการเมืองระหว่างประเทศของซาอุดีอาระเบียก็จะพบความจริงข้อหนึ่งที่ยังคงดำรงอยู่ได้แก่การเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ  ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความไม่ลงรอยกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปฏิวัติตามแนวทางอิสลามในปี 1979 (Islamic Revolution of 1979)

ประเทศซาอุดีอาระเบียถูกปกครองโดยกษัตริย์ซึ่งขึ้นมาสู่อำนาจด้วยการใช้ชื่อของพระองค์เองมาตั้งเป็นประเทศ  ทั้งนี้อิบนุสะอูด (Ibn Saud) ได้ร่วมก่อตั้งประเทศนี้กับนักการศาสนามุฮัมมัด บินอับดุลวาฮ้าบ หรือที่ประเทศตะวันตกเรียกแนวคิดทางศาสนาของชายผู้นี้ว่าวาฮะบี (Wahhabi) อันเป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากสำนักคิดหนึ่งที่สำคัญของสายซุนนีที่เรียกกันว่าฮัมบาลี (Hanbali)  โดยเน้นไปที่อิสลามบริสุทธิ์  ตามแนวทางที่แท้จริงของศาสดามุฮัมมัด  ชื่อที่แท้จริงของสำนักคิดวาฮะบีคือมุวาฮิดุน (Muwahidun)  ซึ่งเน้นเอกภาพของพระเจ้าเป็นด้านหลัก

ในซาอุดีอาระเบียร้อยละ 90 ของประชากรถือสำนักคิดซุนนี  ส่วนสำนักคิดชีอะฮ์จะมีผู้ถือตามอยู่ในดินแดนทางตะวันออกที่เรียกกันว่าฮาซา   ทั้งนี้มีชาวชีอะฮ์อยู่ครึ่งล้านคน   โดยประชากรชีอะฮ์ทั้งโลกมีอยู่ทั้งสิ้นราว 140 ล้านคน   การสร้างประเด็นซุนนี-ชีอะฮ์ที่เกิดขึ้นหลังการจากไปของศาสดาท่านสุดท้ายของอิสลามคือศาสดามุฮัมมัดขึ้นมาในทางการเมืองจึงมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว

นักวิชาการส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีคนมุสลิมเป็นคนส่วนน้อยที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินเดีย  มักไม่ถือเอาประเด็นซุนนี ชีอะฮ์มาเป็นความขัดแย้ง และเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่สามารถทำความเข้าใจกันได้  ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับสองของประเทศอย่างเช่น Aligarh Muslim University ที่เป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลจึงได้เปิดให้นักศึกษาสามารถเรียนวิชาศาสนวิทยาสาขาซุนนี (Sunni Theology) และสาขาชีอะฮ์ (Shi’a Theology) ได้จนถึงปริญญาเอก   โดยไม่มีความขัดแย้งต่อกันให้เห็นแม้แต่น้อย

ในทางประวัติศาสตร์ประชากรในคาบสมุทรอาหรับเป็นพวกเร่ร่อนทางทะเลทราย  (Desert nomads)  หรือเบดูอิน (Bedouin)

อย่างไรก็ตามในศตวรรษที่ 7 อิสลามได้ขยายตัวออกไปทั่วคาบสมุทรอาหรับพร้อมกับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของผู้เร่ร่อนชาวทะเลทราย  มาเป็นผู้เชื่อในศาสนาอิสลามนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ดังได้กล่าวมาแล้วแนวคิดวะฮาบี (Wahhabism) เป็นชื่อที่ได้มาจากนักการศาสนาและนักเผยแพร่มุฮัมมัด   อิบนุ อับดุลวะฮ้าบ  (Muhammad ibn Abd al-Wahhab)  ซึ่งถือว่ากลุ่มก้อนของพวกเขาคือขบวนการฟื้นฟูอิสลามบริสุทธิ์ที่ยึดถือพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว  (Pure monotheistic worship) ไม่มีภาคีใดๆ มาเกี่ยวข้องกับพระองค์ซึ่งเป็นไปตามคำสอนของศาสดามุฮัมมัด  ศาสดาท่านสุดท้ายของอิสลาม

หลังการปฏิวัติตามแนวทางอิสลามปี 1979  ซาอุดีอาระเบียวิพากษ์การปฏิวัติของอะยาตุลลอฮ์ โคมัยนีว่าเป็นการปฏิวัติตามแนวชีอะฮ์  (Shi’ah Revolution)

นอกจากนี้ซาอุดีอาระเบียยังไปยืนอยู่ข้างอิรักในสงคราม 8 ปี อิรัก-อิหร่าน (Iran-Iraq War 1980-1988)  อันเป็นสงครามที่ 26 ประเทศรวมทั้งสหรัฐ รัสเซีย และประเทศอาหรับยืนหยัดอยู่ข้างอิรัก  แต่ก็เอาชนะอิหร่านไม่ได้

สงครามจบลงจากการไกล่เกลี่ยของผู้นำคนสำคัญของโลกหลายคน  โดยแต่ละฝ่ายเสียชีวิตทหารของตนไปฝ่ายละสามแสนคน  ส่วนที่เหลืออีกสี่แสนคนเป็นความตายของพลเรือน  รวมผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นราวหนึ่งล้านคน

ในเวลานั้นโลกอาหรับโดยเฉพาะรัฐกษัตริย์ทั้งหลายที่ร่ำรวยน้ำมันและอยู่ร่วมกันภายใต้สภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย (Gulf Cooperation Council)  ได้แก่คูเวต ซาอุดีอาระเบีย โอมาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์และบาห์เรน ต่างก็หวาดกลัวการปฏิวัติส่งออก (Export of Revolution) ของอิหร่านโดยมองว่าการปฏิวัติดังกล่าวเป็นการคุกคามโลกอาหรับที่นำโดยอายะตุลลอฮ์ โคมัยนี

อาณาจักรเปอร์เชีย (Persian Empire) หรืออิหร่านในปัจจุบันมีส่วนสำคัญต่อความรุ่งเรืองในอดีต  ทั้งนี้อาณาจักรเปอร์เชียมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาอารยธรรมและความเจริญก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรม  และเป็นต้นแบบของภาษาอินโดยุโรป (Indo-European languages) ปฏิทิน วรรณกรรมเปอร์เชีย วัฒนธรรม การปกครอง แอลกอฮอล์ เครื่องดนตรี ฯลฯ ล้วนมาจากอาณาจักรเปอร์เซียทั้งสิ้น

ก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านถูกปกครองโดยราชวงศ์ปาลาวี (Pahlavi dynasty) ระหว่างปี 1925-1979  ในช่วงการปกครองของราชวงศ์นี้พบว่าชัยชนะของความเป็นชาตินิยมอยู่เหนือศาสนา

ในช่วงนั้นความเป็นชาตินิยมของชาวอิหร่าน (Iranian nationalism) ต้องใช้ความเป็นโลกนิยมอย่างมากและขัดขวางลักษณะของความเป็นอิสลาม  ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นระหว่างผู้นิยมศาสนาอิสลามและความเป็นชาตินิยมของอิหร่านในที่สุด

ความสัมพันธ์อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย

          ทั้งอิหร่านและซาอุดีอาระเบียต่างก็ประกาศตัวเองว่าเป็นรัฐอิสลามที่ถูกต้อง      ทั้งสองประเทศปกครองประชาชนของตนเองบนพื้นฐานของกฏหมายอิสลาม (Shari’ah law)         อันเป็นกฎหมายที่มาจากคัมภีร์อัลกุรอานและแนวทางของศาสดามุฮัมมัด ศาสดาท่านสุดท้ายของอิสลามที่ได้นำเอาคำสอนจากคัมภีร์อัลกุรอานมาเผยแพร่ให้กับประชาคมมุสลิมตั้งแต่ศตวรรษที่ 7

ทั้งผู้ถือสำนักคิดซุนนีและชีอะฮ์ถือว่าพวกตนเป็นผู้ตีความศาสนาอิสลามไปในแนวทางที่ศาสนาได้กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น

ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านเป็นสองประเทศที่มีอิทธิพลอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) และดินแดนใกล้เคียง

ในเวลาเดียวกันหลังการปฏิวัติแนวคิดชีอะฮ์อิสลามได้รับการเผยแพร่โดยอิมามโคมัยนี   ผู้นำคนแรกของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

อย่างไรก็ตามทั้งซุนนีและชีอะฮ์ต่างก็เชื่อในหลักการพื้นฐานที่เหมือนกันนั่นคือเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน  เชื่อในคำสอนและวิถีปฏิบัติของศาสดามุฮัมมัด  มีวัตรปฏิบัติเช่นเดียวกัน  แต่อาจมีรายละเอียดที่ต่างกันไปตามการตีความ  ส่วนความแตกต่างที่มีอยู่ระหว่างสองแนวคิดนี้จะเป็นเรื่องของการสืบทอดตำแหน่งต่อจากศาสดามุฮัมมัดมากกว่าเรื่องอื่นใด  และส่วนใหญ่มีทิศทางไปในเรื่องของการเมืองหลังการจากไปของท่านศาสดาเสียมากกว่า

ทั้งนี้อุดมการณ์ทางศาสนา   นัยยะทางชาติพันธุ์จะช่วยอธิบายความแตกต่างของสองประเทศที่ต้องการมีอิทธิพลอยู่เหนือดินแดนเอเชียตะวันตกได้เป็นอย่างดี

การปฏิวัติตามแนวทางอิสลามของอิหร่านในปี 1979 ทำให้ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบียขยายตัวขึ้น    ตามมาด้วยสงครามอิรัก-อิหร่าน (1980-1988)  และการรุกรานอิรักของสหรัฐในปี 2003   จบลงด้วยเหตุการณ์อาหรับสปริง  กระนั้นก็ตามจะพบว่าความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านที่มักจะห่างเหินกันอยู่บ่อยๆ นั้นมีอิทธิพลอยู่ในตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก

อิหร่านและซาอุดีอาระเบียกลายเป็นสองประเทศที่วาทกรรมว่าด้วยความแตกต่างทางสำนักคิดถูกนำมาใช้ในโลกมุสลิม

ในการเมืองระหว่างประเทศพบว่าซาอุดีอาระเบียเอนเอียงเข้าสู่นโยบายต่างประเทศของตะวันตกมากกว่าอิหร่าน   ความขัดแย้งซาอุดีอาระเบีย-อิหร่านที่ครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลางและโลกมุสลิมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งในภูมิภาคมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน  ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้ดูเหมือนยังไม่จืดจางลงแต่อย่างใด

ความไม่ลงรอยระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านนั้นบ่อยครั้งเป็นผลมาจากความแตกต่างหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นสำนักคิด  ความเป็นชาตินิยม อุดมการณ์ปฏิวัติ การแข่งขันเพื่อการมีอำนาจนำในภูมิภาคราคาน้ำมัน     นโยบายการมีทหารของสหรัฐในแถบอ่าวและความเห็นต่างว่าด้วยกิจการฮัจญ์

Graham E. Fuller มีความคิดว่าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของอิสลามไม่ได้มาจากอ่าวเปอร์เชียพร้อมกับอะยาตุลลอฮ์โคมัยนี    แต่มาจากคาบสมุทรเบดุอินคนแรก กว่า 200 ปีมาแล้ว    เป็นอิทธิพลต่างๆ ที่มาจากขบวนการวะฮาบีย์ของซาอุดีอาระเบียที่เคร่งครัด   ส่วนการขยายตัวของอิสลามของอิหร่านนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นและมามีความสำคัญหลังจากการปฏิวัติของอิหร่านเองในปี 1979

การปฏิวัติในปี 1979 สร้างความไม่สบายใจให้กับซาอุดีอาระเบียและตะวันตก  ทั้งนี้ซาอุดีอาระเบียเรียกการเปลี่ยนผ่านที่มาจากการปฏิวัติว่าเป็นการปฏิวัติชีอะฮ์ (Shi’ah Revolution)  ซาอุดีอาระเบียมีความกังวลว่าอิหร่านพยายามจะส่งออกการปฏิวัติออกไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชนกลุ่มน้อยชีอะฮ์  ในประเทศต่างๆ ของตะวันออกกลาง  รวมทั้งซาอุดีอาระเบียเองและทั่วทั้งภูมิภาคหากเป็นไปได้

อะห์มาดีเนญอร์ด (Ahmadinejad) อดีตประธานาธิบดีสองสมัยของอิหร่านได้เคยกล่าวเอาไว้ว่าประเทศตะวันตกรุกรานภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัฟกานิสถานและอิรัก    หลังจากตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน ปี 2001

ในขณะที่ศูนย์รวมของอัลกออิดะฮ์ตั้งอยู่ในอีกดินแดนหนึ่งของภูมิภาคที่มีรายได้จากน้ำมันมหาศาล  และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐและประเทศตะวันตก

เขากล่าวต่อไปว่ามีบางประเทศในตะวันออกกลางที่ไม่เคยมีการเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว  ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงขับรถ  (ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียอนุญาตให้ผู้หญิงขับรถได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้) แต่สหรัฐและรัฐบาลยุโรปก็ให้การสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยนี้

ในกรณีของซีเรีย   ซาอุดีอาระเบียไม่เห็นด้วยกับลักษณะการปกครองของรัฐบาลซีเรียภายใต้ชีอะฮ์อะลาวี  ด้วยเหตุนี้ซาอุดีอาระเบียจึงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซีเรียด้วยการเรียกร้องให้คนส่วนใหญ่ที่เป็นซุนนีเข้ามาเป็นผู้บริหารมากขึ้นซึ่งจะทำให้ซีเรียออกห่างจากอิหร่านได้

ต่อมาความขัดแย้งได้ขยายตัวขึ้นอย่างรุนแรง   ทำให้คนจำนวนมากต้องจบชีวิตลง  คนนับล้านกลายเป็นคนไร้ถิ่นที่อยู่  เมืองทางประวัติศาสตร์และศาสนสถานถูกทำลาย

บาชัร อัลอะสัด ปกครองซีเรียผ่านพรรคบาธ (Ba’ath Party)  หรือพรรคสังคมนิยมอาหรับที่ใช้อุดมการณ์แบบโลกวิถีเป็นเป้าหมายในการนำเอาชาวอะลาวี (Alawite) ที่เป็นชนส่วนน้อยขึ้นสู่อำนาจหน้าที่ที่สำคัญ  หลังจากนั้นชาวอะลาวีทั้งหลายก็ได้รับอำนาจมากขึ้นนับตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารไปจนถึงหน่วยงานทหารติดอาวุธทั้งหลาย

บาชัร อัลอะสัดให้การยอมรับว่าชีอะฮ์อะลาวีเป็นสาขาหนึ่งของสำนักคิดชีอะฮ์ ด้วยเหตุนี้ซีเรียและอิหร่านจึงมีมรดกร่วมกัน  ทั้งสองประเทศมีแนวความคิดในการต่อต้านการขยายอำนาจของมหาอำนาจและลัทธิไซออนิสต์ (Zionism) ซึ่งเป็นองค์การของชาวยิวยุโรปที่อพยพเข้ามาอยู่ในปาเลสไตน์และเข้ายึดครองดินแดนปาเลสไตน์จนชาวปาเลสไตน์ต้องกลายเป็นผู้อพยพและสูญเสียดินแดนมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ในระหว่างสงครามกลางเมืองในซีเรีย    ทั้งอิหร่านและซาอุดีอาระเบียต่างก็แสวงหาพันธมิตรในภูมิภาค    อิหร่านให้การช่วยเหลือซีเรียและได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย    ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียหาพันธมิตรร่วมกับสหรัฐ สหภาพยุโรป  รวมทั้งประเทศเล็กๆ ของอ่าวเปอร์เชียและกลุ่มใหม่ที่มีอำนาจทางการเมืองของฝ่ายฏอลิบาน (Taliban)  รวมทั้งนักต่อสู้ชาวซุนนี ซึ่งในที่สุดได้เผชิญหน้ากับอิทธิพลของอิหร่านในซีเรีย

 

ย้อนกลับสู่อดีต พบว่าความขัดแย้งของทั้งสองประเทศเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 1925 และ 1930 เมื่อกษัตริย์ของทั้งสองประเทศต่างก็แสดงพลังการมีอำนาจนำในในภูมิภาค

ปี 1925 ชาฮ์แห่งอิหร่านผนวกเมืองคูซิสถาน (Khuzistan) เข้ามาเป็นของเปอร์เซีย (ชื่อเดิมของอิหร่าน)

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ซาอุดีอาระเบียเซ็นสัญญากับอังกฤษในปี 1927 เพื่อตั้งรัฐบาลกันชนขึ้นในอ่าวเปอร์เซียพร้อมให้การยอมรับรัฐบาลของบาห์เรน คูเวตและโอมาน

นับจากปี 1943 เป็นต้นไป  พบว่าอิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับซาอุดีอาระเบียแต่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นต้องมาหยุดลงเมื่อซาอุดีอาระเบียเข้าจับกุมผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวอิหร่านในนครมักกะฮ์เมื่อปี 1955

เหตุการณ์เลวร้ายลงเมื่ออิหร่านเข้าร่วมกับกลุ่มประเทศที่สังกัดอยู่กับสนธิสัญญาแบกแดก (Bangdad Pact) ซาอุดีอาระเบียหวาดกลัวว่าสนธิสัญญาดังกล่าวจะนำไปสู่การแบ่งแยกในภูมิภาคระหว่างรัฐที่นิยมตะวันตกกับรัฐที่ต่อต้านตะวันตก

ปี 1964 ความสัมพันธ์ของสองประเทศมาเป็นปกติอีกครั้ง  แม้ว่าจะมีความตึงเครียดในบาห์เรนก็ตาม

ปี 1965 ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านร่วมกันเซ็นสัญญาข้อตกลงว่าด้วยหมู่เกาะฟาร์ซี (Farsi) และอัลอะราเบีย (al Arabia)  ซึ่งทั้งสองประเทศมีส่วนร่วมอยู่ด้วย    สัญญาดังกล่าวครอบคลุมไปถึงดินแดนก้นสมุทรที่เป็นแหล่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย

หลังจากนั้นประเทศทั้งสองก็ดำรงความเป็นมิตรต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการถอนตัวออกไปของสหราชอาณาจักร  จนถึงการปฏิวัติอิหร่านปี 1979

สิ่งที่อาจจะแสดงให้เห็นความเป็นปรปักษ์ต่อกันหลังการปฏิวัติ 1979 ก็ได้แก่สงครามตัวแทนที่ ยืดเยื้อ   รวมถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่มีต่อสหรัฐ  การรุกรานอิรักของสหรัฐปี 2003 ตลอดไปจนถึงอาหรับสปริงและที่เป็นประเด็นล่าสุดคือการสังหารผู้นำชีอะฮ์ นิมร์ อัล-นิมร์ (Nimr al-Nimr) ที่อยู่ในซาอุดีอาระเบียโดยคำสั่งของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย

การสังหารนิมร์ อัล-นิมร์ผู้นำชีอะฮ์นำไปสู่จุดแตกหัก  ในที่สุดเกิดการประท้วงซาอุดีอาระเบียอย่างรุนแรงในอิหร่าน  ทั้งนี้ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ประกาศตัดความสัมพันธ์กับอิหร่านอีกครั้ง

สำหรับตะวันตกอิหร่านหลังการปฏิวัติถูกมองว่าเป็นประเทศสุดโต่ง    นอกจากนี้ตะวันตกยังมองอิมามโคมัยนีว่าเป็นพวกสุดขั้วอีกด้วย

ในขณะที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและซาอุดีอาระเบียเป็นไปด้วยความราบรื่นท่ามกลางความแตกต่าง

ทั้งนี้สหรัฐได้วางความแตกต่างเอาไว้ข้างๆ และไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ กับขบวนการวาฮะบีที่สหรัฐเองมองว่าเป็นขบวนการทางศาสนาที่สุดโต่งเช่นกัน

เป็นที่รับทราบกันดีโดยทั่วไปว่าสหรัฐมุ่งหวังจะรักษาความเป็นมิตรทางยุทธศาสตร์กับซาอุดีอาระเบียเอาไว้  รวมทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ได้แก่การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมัน  ความมั่นคงในภูมิภาคและการปิดกั้นอิทธิพลของโซเวียตในตะวันออกกลางและการต่อสู้กับการใช้อิสลามในทางการเมืองของกลุ่มที่ต้องการโค่นระบอบกษัตริย์

สำหรับซาอุดีอาระเบีย  อิหร่านเป็นประเทศที่ไม่น่าไว้วางใจ  เนื่องจากการออกแบบของการปกครองโดยอิมามโคมัยนีคือการเปลี่ยนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับอิหร่าน   โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่รัฐอิสลามหลังการจากไปของรัฐคอร์รัปชั่นที่นำโดยชาฮ์ของอิหร่าน

โดยทั่วไปการปฏิวัติที่เกิดขึ้นก่อนการการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 จะมีความเชื่อมโยงกับตะวันตก และได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลตะวันตก

แต่สำหรับการปฏิวัติอิหร่านนั้นยากที่จะคาดหมายได้   มันเป็นผลที่มาจากปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยอันหลากหลาย  ปัจจัยหนึ่งดูเหมือนจะเป็นไปตามความคิดของ Machiavelli ที่พูดถึงคุณภาพความเป็นผู้นำของบรรดาผู้นำในระหว่างที่มีวิกฤตการณ์ต่างๆ ซึ่งไม่มีทางประเมินได้อย่างถูกต้องก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์

อิหร่าน-ซาอุดีอาระเบียในเวลาต่อมามีความใกล้ชิดกัน    ปี 1950 สองประเทศได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกับสหรัฐ   ชาฮ์ได้กลายมาเป็นคนสนิทของสหรัฐในที่สุด

ความไม่พอใจต่อการเข้ามามีอิทธิพลของสหรัฐในเวลานั้นทำให้กลุ่มอุดมการณ์ที่มาจากอิสลาม (Islamic)  มาร์กซิสต์ (Marxist) และชาตินิยมรวมตัวเข้าด้วยกันโดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต

ในสมัยการปกครองของโอบามา   แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านการคุกคามอิหร่านที่มาจากผู้นำก่อนๆ ของสหรัฐ

กระนั้นอิหร่านก็ยังคงไม่เห็นด้วยกับปฏิกิริยาของประเทศต่างๆ ที่มีต่ออิหร่านในโครงการนิวเคลียร์และการเป็นปฏิปักษ์กับอิสราเอล   การให้การสนับสนุนขบวนการฮิสบุลลฮ์ (Hizbollah)  ของเลบานอนและการไม่เห็นด้วยกับความพยายามของผู้นำประเทศต่างๆ  ที่จะนำเอาสันติภาพมาให้ชาวปาเลสไตน์  ซึ่งขัดแย้งกับอิสราเอล

สำหรับการเจรจาดังกล่าวอิหร่านมองว่าเป็นการเจรจาที่ดินแดนของชาวปาเลสไตน์ตกเป็นของอิสราเอล (Land for Israel) และชาวปาเลสไตน์ได้แต่คำว่าสันติภาพมาครอบครอง (Peace for the Palestine)

สำหรับอิหร่านการปฏิวัติมีพื้นฐานมาจากพื้นถิ่นและจากภายในประเทศ  รัฐจึงมีความชอบธรรมทั้งในการใช้หลักการทางศาสนาและความยินยอมจากประชาชน

เมื่อเผชิญกับอุดมการณ์และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์  ประเทศที่มั่งคั่งน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบีย  จึงพยายามที่จะส่งออกแนวคิดวาฮะบีผ่านการศึกษาและการให้ทุน

การปฏิวัติอิหร่านสร้างปรากฎการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนและทำให้อิหร่านมีจุดยืนที่เป็นลักษณะของตนเอง

อิหร่านและซาอุดีอาระเบียมีจุดยืนต่อสหรัฐแตกต่างกัน   หลังจากเหตุการณ์ที่เรียกกันว่าการตื่นตัวของชาวอาหรับหรืออาหรับสปริงแล้วจะพบว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางล้วนเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง สับสนอันเนื่องมาจากการแข่งขันกันทางภูมิรัฐศาสตร์  อิหร่านเข้าไปมีบทบาททั้งในอิรัก เยเมนและซีเรีย

ในกรณีของเยเมน กบฏฮูษี (Houthi) ได้ขยายการครอบครองดินแดนของพวกเขาด้วยการเชื่อมโยงกับอิหร่าน  ชาวอาหรับกล่าวหาอิหร่านว่าติดอาวุธให้กับกบฏฮูษี

ในเวลาเดียวกันอิหร่านได้วิจารณ์ซาอุดีอาระเบียอย่างหนักหน่วงว่าเป็นผู้แทรกแซงการลุกขึ้นต่อสู้ของฝ่ายฮูษี   ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียก็วิพากษ์อิหร่านว่าเข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของเยเมน

ฮิชาม  บินอับดุลลอฮ์  อัลอะลาอุยชาวโมร็อกโกได้เขียนไว้ว่าการเผชิญหน้าระหว่างซุนนีและชีอะฮ์จะมีความสำคัญขึ้นในอนาคต  อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เชื่อกันว่ากรณีความขัดแย้งของสองสำนักคิดนั้นถูกจัดฉากมาจากภายนอก  มันเป็นการปะทะกันซึ่งดูเหมือนจะทำให้เส้นแห่งความล้มเหลวมีความรุนแรงมากขึ้นและและทำให้เมฆหมอกของอาหรับสปริงก่อตัวขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นมุฮ์ซิน มีลานี  (Mohsen Milani)  นักเขียนชาวอาหรับก็ได้กล่าวเอาไว้เช่นกันว่าซาอุดีอาระเบียและอิหร่านไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่การปฏิวัติในอิหร่านเมื่อปี 1979 และยิ่งมีความไม่ลงรอยกันมากขึ้นในช่วงของอาหรับสปริง  ทั้งสองประเทศแข่งขันกันเพื่อมีอิทธิพลเหนือตลาดพลังงานของโลกและเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์  รวมทั้งอิทธิพลทางการเมืองในอ่าวเปอร์เชียและในดินแดนที่ฝรั่งเศสเคยปกครอง (Levant)

ความขัดแย้งด้านสำนักคิดที่พุ่งสูงขึ้นนั้นมีพลังเพียงพอที่จะทำให้ศักยภาพของกลุ่มที่สนับสนุนปาเลสไตน์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนืออ่อนตัวลง โดยไปเพิ่มพลังให้กับนักต่อสู้ที่ใช้อิสลามในทางการเมืองและดึงเอาสหรัฐเข้าสู่การแทรกแซงทางทหารมากขึ้น

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com