สงครามในยูเครนอาจส่งผลให้เกิดสงครามในยุโรป และ/หรือสงครามโลก

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
สงครามในยูเครนอาจส่งผลให้เกิดสงครามในยุโรป และ/หรือสงครามโลก
ในบทความที่แล้วผู้เขียนได้บรรยายถึงฉากทัศน์ของสงครามในยูเครน และชี้ให้เห็นว่า แผนการตีโต้กลับครั้งใหญ่ของยูเครนนั้นล้มเหลวไม่บรรลุเป้าหมาย
ทว่า NATOก็ยังไม่หยุดยั้งที่จะสร้างภาพที่จะสนับสนุนอาวุธที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นให้แก่ยูเครน
ล่าสุดเนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์คต่างก็ประกาศจะจัดส่งเครื่องบินรบ F-16 ให้แก่ยูเครน ทั้ง 2ประเทศประกาศว่าจะจัดส่งให้เมื่อครบเงื่อนไขที่ตนกำหนด โดยเนเธอร์แลนด์มีกำหนดส่งมอบ F-16 โดย นายมาร์ค รุตเต นายกฯเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า จะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรเมื่อตรงตามเงื่อนไขในการโอน แต่จะไม่โอนในทันที
ส่วนนายเมตเต เฟรดเดอริคสัน นายกฯเดนมาร์ก กล่าวว่า จะส่งมอบ F-16 ทั้งหมด 19 ลำ โดย 6 ลำแรกจะส่งมอบในปีนี้ 8 ลำในปี 67 และ อีก 5 ลำในปี 68

เป็นที่น่าสังเกตว่า F-16 ของทั้ง 2 ประเทศนั้นอยู่ในระหว่างปลดประจำการ เพื่อจัดซื้อ F-35 มาแทนที่
ข้อสังเกตก็คือ นอกจากเป็นเครื่องบินเก่าแล้ว เงื่อนไขที่ทั้ง 2 ประเทศกล่าวถึงคืออะไร เป็นเรื่องการเงินหรือเปล่า รวมทั้งการจัดซื้อ F-35 ทดแทนใช่หรือไม่ ซึ่งเรื่องการเงินใครจะรับผิดชอบ หรือจัดเป็นหนี้ของยูเครนที่มีคนค้ำประกัน
สัญญาณเหล่านี้รวมทั้งสถานภาพทางเศรษฐกิจของยุโรป แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่ายุโรปไม่อาจสนับสนุนยูเครนได้ในระยะยาว ด้วยข้อจำกัดต่างๆทั้งทรัพยากร และขีดความสามารถในการผลิต
จะเห็นได้ว่ายุโรปรวมทั้งสหรัฐฯ จัดส่งอาวุธสมัยใหม่ให้ยูเครนน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นของเก่าที่จะปลดประจำการ รวมทั้งการจัดส่งกระสุนทั้งปืนเล็กปืนใหญ่ จรวด ขีปนาวุธและโดรนที่มีจำนวนน้อยและล่าช้า เพราะมีขีดจำกัดในการผลิต
ในขณะที่รัสเซียสามารถระดมทรัพยากรของตนมาใช้ในการขยายการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนผลิตอาวุธใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน ขีปนาวุธ โดรน รถถัง ยานเกราะกระสุน กระสุนปืนใหญ่ ตลอดจนการเพิ่มเติมกำลังพลและกำลังสำรอง
แม้ว่ารัสเซียจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่ถูกแซงซั่นทางการเงินและการค้า โดยสังเกตได้จากการที่ค่าเงินรูเบิลแกว่งตัวค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่การแซงก์ชั่นเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เศรษฐกิจรัสเซียต้องพังพินาศลง เนื่องจากทางรัสเซียได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว โดยการค้าขายผ่านประเทศ ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือคนละขั้วกับสหรัฐฯอย่างเช่น จีน หรืออินเดีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

การจัดตั้งธนาคาร BRICS ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการหาทางออกในทางการเงินของรัสเซีย และยังเกิดผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ แม้จะไม่อาจทำให้ดอลลาร์ต้องพังพาบไปก็ตาม
ดังนั้นแม้ว่าสหรัฐฯและพันธมิตรจะเพิ่มมาตรการแซงก์ชั่นให้เข้มข้นอย่างไรก็ตามก็จะไม่ทำให้เศรษฐกิจรัสเซียพังทลายลง แต่ในทางตรงข้ามเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปอย่างแรงตามมาด้วยการผุกร่อนทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
อนึ่งการที่ยุโรปและสหรัฐฯยังคงจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ยูเครนอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่มาก แต่ก็มีประเทศในยุโรปเข้ามาช่วยรับภาระมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดแผ่ขยายไปทั้งยุโรป อันอาจนำมาสู่การขยายตัวของสงครามโดยเฉพาะในจุดเปราะบาง คือ ชายแดนโปแลนด์ ลิธัวเนีย แลตเวีย เอสโธเนีย และ ฟินแลนด์
ด้านโปแลนด์นั้นมีวาระแฝงเร้นที่ต้องการผนวกดินแดน ด้านตะวันตกของยูเครนบางส่วน เพราะเคยเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์
ส่วน 3 รัฐเล็กๆในเขตบอลติกที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งฟินแลนด์เคยถูกปกครองโดยสหภาพโซเวียต หรือจักรวรรดิรัสเซียในอดีต
ทั้งนี้ดังที่ได้สรุปมาเบื้องต้นว่ายูเครนล้มเหลวในการรุกกลับครั้งใหญ่ จึงเปลี่ยนแปรรูปแบบเป็นการทำสงครามโฉบฉวย หรือก่อวินาศกรรมตลอดจนก่อการร้าย เช่น การส่งโดรนโจมตีมอสโคว์ การลอบทำลายบางส่วนของสะพานเคิร์สเชื่อมรัสเซียกับไครเมียร์ ซึ่งก็ได้รับการตอบโต้จากรัสเซีย ด้วยการใช้ขีปนาวุธถล่มสาธารณูปโภค ที่ตั้งทางทหาร ทั้งในภาคตะวันตกของยูเครน และภาคใต้คือโอเดสซา อันเป็นเมืองท่าสุดท้ายที่เหลืออยู่ของยูเครน
ด้านสหรัฐฯ ก็ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงจำกัดและควบคุมระบบขีปนาวุธข้ามทวีป และหัวรบนิวเคลียร์ ส่วนรัสเซียก็ได้พัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hyper-Sonic) หรือ ขีปนาวุธหลายหัวรบ ล้วนเป็นสัญญาณที่จะนำไปสู่การเกิดสงครามใหญ่ที่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ยุโรป แต่จะลามมาถึงเอเชียอีกด้วย
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนแล้วเกิดจากการที่ตะวันตกเข้าแทรกแซงการเมืองในยูเครน ส่งเสริมลัทธินีโอนาซี และได้นายเซเลนสกี้เป็นประธานาธิบดี
จนทำให้รัสเซียตัดสินใจปฏิบัติการพิเศษทางทหารเข้าโจมตียูเครน และกลายเป็นสงครามยืดเยื้อมาจนทุกวันนี้
หากยังไม่มีการเจรจาเพื่อหาทางยุติศึกในยูเครนเราคงจะได้เห็นฉากทัศน์ของสงครามในยุโรปในอีกไม่นาน โดยอาจจะลองวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้

ประการแรกอาจเป็นการเคลื่อนตัวของกองกำลังติดอาวุธไร้สัญชาติอย่างวากเนอร์ เข้าไปใน Suwalki Gap ซึ่งคือคอคอดในช่วงดินแดนโปร์แลนด์กับลิธัวเนีย โดยพื้นที่นี้มีช่องว่างเพียง 100 กม. ระหว่างเบรารุส และคาลินินกราด ดินแดนนอกประเทศของรัสเซียติดทะเลบอลติก
หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้ 3 รัฐบอลติค คือ ลิธัวเนีย แลตเวีย เอสโธเนีย ถูกตัดขาดจากส่วนใหญ่ของยุโรปทันที
ประเด็นจะอยู่ที่ว่ากองกำลังดังกล่าวในปัจจุบันคือกบฏของรัสเซียที่ลี้ภัยไปอยู่เบรารุส ซึ่งไม่มีอำนาจบังคับบัญชา เป็นองค์กรเอกชนที่รับจ้างทำการรบ แล้วนาโต้จะใช้มาตรา 5 ประกาศสงครามกับรัสเซียหรือเบรารุสได้หรือไม่
และถ้าใช้มาตรา 5 ดังกล่าว ก็เท่ากับ การเริ่มของสงครามยุโรป
กองทัพรัสเซียตามแนวชายแดนฟินแลนด์ก็จะทำการโจมตีฟินแลนด์ทันที ส่วนกลุ่มประเทศในสแกนดิเวียก็จะส่งกำลังมาสนับสนุฟินแลนด์
ทว่าก็จะถูกกองเรือบอลติคและกองเรืออาร์คติคที่รัสเซียได้พัฒนาขึ้นอีกมาก และทำการซ้อมรบไปเมื่อไม่นานโจมตีด้วยอาวุธหนักขีปนาวุธ และโดรนใต้น้ำโพไซดอน
ด้านโปแลนด์และการสนับสนุนของเยอรมนีและพันธมิตรก็จะรุกเข้ามาทางตะวันตกของยูเครน โดยมีกำลังสนับสนุนจากโรมาเนีย
เบราลุสก็จะเข้าตีโปแลนด์ทางตะวันตก และอาจนำเอาอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีมาใช้ในสงครามนี้
ด้วยการเริ่มใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีไม่ว่าฝ่ายใด มันก็คือการเริ่มต้นของสงครามนิวเคลียร์นั่นเอง
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดการเจรจาสันติภาพ หรือแม้แต่การหยุดยิง โดยอาจใช้รูปแบบสงครามเกาหลี นั่นคือ ตั้งเขตปลอดทหารภายหลังการหยุดยิง
แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อทางเซเรสกี้แห่งเคียฟ ก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำสงครามตีโต้อีกครั้งใหญ่แม้จะล้มเหลวไปแล้ว และหันมาทำการก่อวินาศกรรมหรือก่อการร้ายแทน ในขณะที่ปูตินก็กำลังมีแผนการขยายแนวรบไปยังพื้นที่ต่างๆในยุโรป
ประการสุดท้ายสหรัฐฯเองก็กำลังขยายความน่าจะเป็นของสงครามมาทางเอเชียส่วนรัสเซียก็ขยายการสนับสนุนการปลดแอกของประเทศในอาฟริกาจากเจ้าอาณานิคม
ถ้าไม่เริ่มที่ยูเครน ที่อื่นๆก็คงไม่มีโอกาสจะยุติ







