ท่าทีอิหร่านต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน กับโอกาสและความเสี่ยง

ท่าทีอิหร่านต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน กับโอกาสและความเสี่ยง
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา วทส.
สงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่เข้ามาแล้วใกล้แตะหนึ่งเดือนและดูทีท่าว่าจะยังหาข้อตกลงการเจรจากันไม่ได้ จึงทำให้กลุ่มประเทศต่างๆได้เสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพเพื่อให้เกิดข้อยุติโดยเร็ว ถึงแม้ว่าการเจรจาที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม
ความพยายามในการให้เกิดเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมาจะเห็นว่าได้มีหลายประเทศพยายามจะเป็นคนกลางเพื่อยุติสงครามและความรุนแรง ไม่ว่าตุรกี อิสราเอล หรือแม้แต่MBSแห่งซาอุดิอาระเบียก็พยายามจะเสนอตัวเองเป็นคนกลางในการพูดคุยระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่ทว่าเราคงเห็นว่าฝ่ายรัสเซียมีความหนักแน่นต่อเงื่อนไขของการหยุดยิงในหลัก 4 ข้อคือ หนึ่ง-ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญ ไม่เข้าร่วมนาโต(NATO)และสหภาพยุโรป สอง-ให้ยูเครนยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดและลดขนาดกองทัพ สาม-ยูเครนต้องยอมรับในเอกราชของสาธารณรัฐโดเนตสก์ และลูฮันสก์ที่แยกตัวออกจากยูเครน สี่-ยอมรับไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
ส่วนทางประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีแสดงท่าทีว่ายูเครนสามารถรับข้อเสนอของรัสเซียได้ นอกจากข้อที่สาม และข้อที่สี่ นั้นยูเครนไม่สามารถยอมรับได้อย่างเด็ดขาด ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนคงต้องดำเนินไปอีกหลายเดือน และถ้าเลวร้ายไปกว่านั้นอาจจะมีกองกำลังลุกขึ้นเพื่อสู้รบต่อไปแบบกองโจรอะไรทำนองนั้น และรัสเซียอาจจะถึงจุดเลวร้ายที่สุดนั่นคือจะถูกพิษคว่ำบาตรจากนานาประเทศที่หนักหนาสาหัส
มีแหล่งข่าวรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน นายดิมิโทร คูเลบา ได้ต่อสายทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน นายฮุสเซน อะมีร์อับดุลลาฮียอน เกี่ยวกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างรัสเซียกับยูเครน และการสนทนาทางโทรศัพท์มีขึ้นในวันจันทร์ ที่14 มี.ค. ที่ผ่านหนึ่งวันก่อนรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านจะเยือนกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย อิร์นาสำนักข่าวทางการของอิหร่านรายงาน
บนหน้าทวิตเตอร์ของคูเลบา เขากล่าวว่า อิหร่านต่อต้านความขัดแย้งในยูเครนและสนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างสันติ และเขาได้ขอให้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถ่ายทอดข้อความของเขาไปยังทางการรัสเซีย ทวิตเตอร์ของรัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนระบุว่าเขาได้คุยกับ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ฮุสเซน อะมีร์อับดุลลาฮียอน ก่อนเดินทางเยือนมอสโก และนายดิมิโทร คูเลบา กล่าวว่าอิหร่านต่อต้านสงครามในยูเครน สนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างสันติ ผมได้ขอให้ส่งสารของผมถึงมอสโกว่าให้ รัสเซียต้องหยุดทิ้งระเบิดใส่พลเรือน ตกลงหยุดยิง และถอนตัวจากยูเครน
สำนักข่าวอิร์นารายงานเพิ่มเติมว่า ในการพูดคุยนี้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับจุดยืนพื้นฐานของเตหะรานในการต่อต้านสงครามและความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับการเจรจาทางการฑูต และกล่าวว่า “การเจรจาทางการเมือง เช่น การประชุมล่าสุดระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครน รัสเซีย และตุรกีใน อนาโตเลียมีความสำคัญ พวกเขาจำเป็นต้องทำให้แข็งแกร่งขึ้นและดำเนินต่อไป
อะมีร์อับดุลลาฮียอน ยังกล่าวถึงรากเหง้าของวิกฤตในยูเครน โดยย้ำว่า “เราต่อต้านสงครามในยูเครน เยเมน อัฟกานิสถาน และทุกแห่งในโลกอย่างไม่เลือกหน้า”
นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงการส่งต่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอิหร่านสำหรับผู้ลี้ภัยชาวยูเครนที่บริเวณชายแดนโปแลนด์กับยูเครน ตลอดจนความพยายามในการประสานงานกับโปแลนด์ในการส่งทีมแพทย์เข้าไปช่วยเหลือ
อิร์นารายงานว่า รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนชื่นชมแนวทางสันติของอิหร่านและการต่อต้านสงคราม รวมถึงการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังผู้ลี้ภัยสงครามยูเครน โดยเน้นว่ารัฐบาลยูเครนพยายามอย่างเต็มที่ในการปกป้องสำนักงานการทูต
ท่าทีอิหร่านกับวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน
ถ้าเราย้อนดูคำปราศัยของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายาตุลลอฮ์ อะลี คามาเนอีได้กล่าวไว้ช่วงต้นๆของวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนว่า ประเทศยูเครนเป็นเหยื่อนโยบายสหรัฐอเมริกาที่สร้างความวิกฤติครั้งนี้ และเราอิหร่านต่อต้านสงครามและการทำลายล้างทุกแห่งในโลกเสมอมา พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติสงครามในยูเครน “เราต่อต้านการเข่นฆ่าผู้คน และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่างๆ”
อายาตุลลอฮ์ อะลี คามาเนอี ได้เน้นย้ำว่ามหาอำนาจตะวันตกไม่สามารถเชื่อถือได้ และการสนับสนุนของชาติตะวันตกที่มีต่อระบอบการปกครองหุ่นเชิดของพวกเขานั้นก็ปราศจากความจริงใจ
ผู้นำอิหร่านยังเรียกสหรัฐฯ ว่าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของความอวิชชาสมัยใหม่และหากินกับวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลกและ“ระบอบการปกครองของอเมริกาเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของความอวิชชาสมัยใหม่ ระบอบการปกครองนี้เป็นระบอบที่สร้างวิกฤตและกินวิกฤต และก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ในโลก”
ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังชี้ถึงสองมาตรฐานของตะวันตก โดยระบุว่าประเทศตะวันตกสนับสนุนการสังหารชาวเยเมน แต่พวกเขาเรียกร้องให้ยุติวิกฤตในยูเครน และพวกเขาสนับสนุนอาชญากรรมของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์(https://www.publicpostonline.net/534340)
ถ้าย้อนดูจากการประชุมนัดพิเศษเพื่อหาทางออกต่อปัญหาการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดย 29 ชาติมุสลิมลงมติสนับสนุนยูเครน ขณะที่ 1 ชาติที่เลือกยืนข้างรัสเซีย คือ ซีเรีย และอีก 18 ชาติงดออกเสียง และอิหร่านได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่งดออกเสียง แต่ก็ยังได้เห็นว่าท่าทีของประเทศมุสลิมมีจุดยืนแตกต่าง โดยบางประเทศได้เลือกข้างอยู่กับยูเครน และก็มีบางประเทศได้อยู่กับรัสเซีย แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่ได้แสดงจุดยืนแบบไม่ประณามรัสเซียและก็ไม่เข้าข้างยูเครน
ส่วนอิหร่านถือว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับรัสเซียมากที่สุดและถือได้ว่าเป็นมหามิตรต่อกันเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศยูเครนในระดับที่ดี ส่วนบทบาทของประเทศมุสลิมอื่นๆมีจุดยืนค่อยข้างที่แตกต่างกันอยู่หลายประเทศ บางประเทศได้เลือกข้างอยู่กับยูเครน และก็มีบางประเทศได้อยู่กับรัสเซีย แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่ได้แสดงจุดยืนแบบไม่ประณามรัสเซียและก็ไม่เข้าข้างยูเครน ดังนั้นจากการประชุมนัดพิเศษเพื่อหาทางออกต่อปัญหาการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดย 29 ชาติมุสลิมลงมติสนับสนุนยูเครน ขณะที่ 1 ชาติที่เลือกยืนข้างรัสเซีย คือ ซีเรีย และอีก 18 ชาติงดออกเสียง
ประธานาธิบดี ซัยยิด ฮิบรอฮีม รออีซี่ ได้กล่าวถึงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนว่า“เราไม่เห็นด้วยกับสงคราม และไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซง(สหรัฐฯและตะวันตก)” เป็นท่าทีแสดงจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศของอิหร่าน และถือเป็นถ้อยแถลงของประธานาธิบดีอิหร่าน ซัยยิด รออีซี่อย่างมีนัยยะสำคัญและน่าสนใจทีเดียว เป็นการแสดงต่อจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศของอิหร่านต่อกรณีวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนที่มีความหนักแน่นและยังให้มีแนวทางของการหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างกัน ดังนั้นประธานาธิบดีอิหร่านยังต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีรัสเซีย เรียกร้องให้ใช้หลักการเจรจามากกว่าการใช้ความรุนแรง
อิหร่านมีจุดยืนตั้งแต่ต้นแล้วว่าให้ใช้หลักการเจรจาและรักษาสันติภาพระหว่างกัน โดยมองว่าปัญหาของยูเครน-รัสเซียเหมือนกับกรณีปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง นั่นคือการแทรกแซงทางด้านความมั่นคงของชาติมหาอำนาจถือว่าเป็นภัยคุมคามที่ยอมรับไม่ได้ เราจึงเห็นท่าทีอิหร่านต่อกรณีของยูเครนจัดเจน ดั่งที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านได้กล่าวไว้ว่า “ต้นปัญหาในยูเครน คือสหรัฐฯ “ และอิหร่านก็ได้กล่าวย้ำตลอดมาในปัญหาของรัสเซียกับยูเครนว่าจะต้องมิให้มีการผจญหน้าระหว่างกองทัพ
ดร.อุเซน อะมีร อับดุลอิลาฮียอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้กล่าวในทวิตเตอร์ว่า วิกฤติยูเครน รากเหง้ามาจากการเริ่มขยายอิทธิพลของนาโต้ และเราไม่เชื่อว่าสงครามไม่ใช่หนทางการแก้ปัญหาในวิกฤติครั้งนี้
โฆษกรัฐบาลประธานาธิบดี รออีซี่ได้กล่าวย้ำว่า ความมักมากต่อการขยายอิทธิพลของนาโต้ และความกังวลต่อความมั่นคงระหว่างรัสเซียกับนาโต้ คือฉนวนสำคัญของปัญหาครั้งนี้ ในขณะที่โลกตะวันออกได้เห็นถึงพิษร้ายของตะวันตกมามากพอแล้วและจะปลดแอกออกจากการควบคุมของสหรัฐฯ เสียทีและเราหวังว่าการยึดมั่นต่อหลักสิทธิระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน ด้วยอาศัยการพูดคุยและเจรจาหาทางออกต่อกันคือวิธีที่ดีที่สุด
นายสะอีด ฆะตีบ ซอเดะ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้กล่าวว่า อิหร่านยึดถือหลักการเจรจาในการหยุดสงครามต่อกัน โดยรีบเร่งการหาจุดร่วมระหว่างกันโดยเร็วเพื่อสันติภาพ และขอเรียกร้องให้ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนต่อกัน โดยการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
อดีตรัฐมนตรีช่วยการต่างประเทศอิหร่าน สมัยของอดีตประธานธิบดี รูฮานีได้กล่าวถึงหลักการทางการทูตในกรณีวิกฤตยูเครนไว้น่าสนใจว่า” ประเทศอิหร่าน ไม่เห็นด้วยกับสงคราม และไม่เห็นด้วยกับการรุกคืบของนาโต้ในฝั่งตะวันออก และกระผมก็เชื่อว่าภัยอันตรายของนาโต้จะยังจะแผ่ขยายมายังเขตชายแดนทางภาคเหนือของอิหร่านด้วยเช่นกัน”
นายฮะดีด รีซอ ออซิฟี อดีตโฆฆกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้วิเคราะห์ประเด็นยูเครนไว้ว่า เราอิหร่านจะต้องวางตัวเป็นกลางในประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย ยูเครน
ดร.อิบรอฮีม มุตตะกี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาเตหะราน ได้กล่าวน่าสนใจว่า การขยับของกลุ่มประเทศอำนาจใหม่และการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองโลกได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยการยึดยูเครนของรัสเซียนั่นเอง และอิหร่านถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่จะมีบทบาทในประเด็นนี้ และอิหร่านจะสร้างพลังของดุลอำนาจใหม่ โดยจะคุยกับรัสเซียและยูเครนได้มากกว่าประเทศอื่นๆในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตามปัญหาวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นมากและจะกระทบคนทั้งโลกไม่เว้นคนอเมริกันหรือกับชาวยุโรป(อียู) ดังนั้นการที่ประธานาธิบดีโจไบเดนแห่งสหรัฐฯจะมีแผนปรับสัมพันธ์กับอิหร่าน และอาจจะยอมให้อิหร่านขายน้ำมันได้มากขึ้น เพื่อให้นานาชาติซื้อแทนน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว้ำบาตรนั้นอาจจะส่งผลบวกกับอิหร่านในมุมของการกลับสู่ข้อตกลง JCPOA และยกเลิกคว้ำบาตร ดังที่ ซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียพูดถึงอุปทานน้ำมันของอิหร่านที่อาจกลับสู่ตลาดหากการเจรจาฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) บรรลุผลว่า “เราไม่เคยหักหลังเพื่อนในทางการเมือง เวเนซุเอลาเป็นเพื่อนของเรา และอิหร่านเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับเรามาก ประการที่สอง เราไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัว ซึ่งแตกต่างจากอเมริกา คุณสามารถเห็นว่า สิ่งที่พวกเขา [รัฐบาลอเมริกา] กำลังทำจริงๆ คือพยายามจะก่อกวนรัสเซียและ ปล่อยอิหร่านไป แต่เรารีบคืนฟื้นฟูข้อตกลง JCPOA ทันทีที่เราทำได้”
แต่ทว่าอิหร่านก็รู้ดีว่าใครคือมิตรใครคือศัตรูย่อมจะวางท่าทีและจุดยืนที่เหมาะสมต่อกรณีความวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน และเริ่มเห็นสัญญาณบวกมากยิ่งขึ้นของการเมืองโลก ที่อาจจะไม่มีสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเพียงผู้เดียวอีกต่อไป







