INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ผลกระทบของการกีดกันทางการค้าต่อเศรษฐกิจโลก

 

ผลกระทบของการกีดกันทางการค้าต่อเศรษฐกิจโลก

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

      ในบล็อกนี้ มีหลายบทความที่กล่าวถึงสาเหตุและผลกระทบของสงครามการค้า รวมถึงความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ก่อผลเสียแก่ทั้งสองประเทศ  โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าเป็นประธานาธิบดีไม่ถึงเดือนก็สร้างความกังวลแก่ประเทศต่างๆในโลก เขามีนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าของอเมริกาหลายประ เทศ  นโยบายนี้ไม่เพียงกระทบประเทศที่ถูกปรับขึ้นภาษีเท่านั้น  แต่ยังมีผลกระทบต่อประเทศอื่นๆด้วย  การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาในรอบใหม่นี้  จะมีผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและการค้าของโลก  ประเทศที่ไม่ถูกปรับขึ้นภาษี ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย   แม้มีการเขียนเรื่องสงครามการค้ามามากแล้ว  ยังมีส่วนที่น่าเขียนถึงอีก  แต่สิ่งที่เคยเขียนมาในบทความก่อนหน้า จะไม่กล่าวในรายละเอียดอีก

    โลกปัจจุบันมีความวุ่นวายมาก นอกจากสงครามที่ต่อสู้กันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากแล้ว ยังมีสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงครามข่าวสาร การโฆษณาชวนเชื่อจากประเทศต่างๆ

     สหรัฐอเมริกามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก มีการค้าขายกับประเทศต่างๆทั่วโลก  ประธานาธิบดีสหรัฐ มีขอบเขตอำนาจในการบริหารประเทศกว้างขวาง  สามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้าได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา  นโยบายการค้าต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จึงมีผลกระทบกับประเทศอื่นมาก   ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในที่สุด นโยบายนี้จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาด้วย   คือ ไม่เพียงการขาดดุลการค้าไม่ลดลง ผู้บริโภค ผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาก็ได้รับผลกระทบทางลบด้วย การขึ้นภาษีนำเข้าทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระด้วยการซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น  ผู้ผลิตก็ได้รับความเสียหาย จากการต้องซื้อวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาที่สูงขึ้น

     ทรัมป์คิดว่า การกระทำดังกล่าวจะทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในอเมริกามากขึ้น  เรื่องนี้อาจเป็นความจริงบางส่วน  บริษัทอเมริกันที่ไปลงทุนในประเทศอื่น อาจจะกลับเข้ามาลงทุนในประเทศตนผู้ลงทุนในประเทศอื่นบางรายที่ผลิตสินค้าแล้วส่งออกมาสหรัฐอเมริกา ก็อาจย้ายการผลิตมายังสหรัฐอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี  แต่สำหรับผู้ผลิตสินค้าที่แต่เดิมผลิตในต่างประเทศ  และต้องอาศัยอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากประเทศอื่น  หากผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่ย้ายเข้ามาลงทุนในอเมริกาด้วย   เขาก็จะไม่ย้ายการลงทุนมาอเมริกา เช่นกัน

     สรุปผลจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกา

     ก. ประเทศที่ถูกเก็บภาษี จะส่งสินค้าไปอเมริกาได้น้อยลง และส่งผลเสียแก่เศรษฐกิจประเทศเขาได้

     ข. หากประเทศคู่ค้าของอเมริกา ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนี้  ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกาเป็นการตอบโต้ จะทำให้การส่งออกของอเมริกาไปยังประเทศนี้ลดลง

     ค. แรงกดดันเงินเฟ้อในอเมริกาจะสูงขึ้น สินค้านำเข้าเมื่อต้องเสียภาษีเพิ่ม ราคาขายปลีกจะขยับสูงขึ้น

     ง. ผู้ผลิตสินค้าในอเมริกา ที่ต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าที่ถูกขึ้นภาษีสูงขึ้น จะรับผลกระทบจากที่ต้องซื้อสินค้าเพื่อประกอบการผลิตในราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้านั้นสูงขึ้นด้วย

     จ. เศรษฐกิจของประเทศที่ไม่ใช่คู่กรณีในข้อพิพาททางการค้า ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย  ผู้ผลิตจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงขึ้น เช่น ผู้ผลิตในประเทศจีน จะย้ายไปลงทุนในประเทศที่ไม่ถูกกระทบ จากการขึ้นภาษีของอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีของอเมริกา   ทำให้ประเทศเหล่านั้นรับการลงทุนจากประเทศจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออก  การเพิ่มรายได้และการจ้างงาน  แต่ถ้าอเมริกาก็เก็บภาษีจากประเทศเหล่านี้สูงขึ้นเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของผู้ผลิตจากจีน   การส่งออกของประเทศเหล่านี้ไปอเมริกาก็จะถูกกระทบไปด้วย

     ฉ. สงครามการค้าที่เริ่มโดยอเมริกา จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจการค้าโลก  ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง  ถ้ามีการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้กันเป็นหลายระลอก ระหว่างอเมริกาและประเทศคู่ค้า ก็จะส่งผลกระทบไปในวงกว้าง ทำให้ภาวะเงินเฟ้อและการว่างงานในประเทศต่างๆเพิ่มสูงขึ้นได้

   จากที่ได้กล่าวมานี้ เห็นได้ว่า สงครามการค้าไม่ทำให้ผู้ใดได้ประโยชน์  การขึ้นภาษีของอเมริกาทำให้ประเทศอื่นรับความเสียหาย แต่อเมริกา ก็ต้องรับความเสียหายไปด้วย  การคุ้มครองทางการค้าไม่สามารถทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ทรัมป์อวดอ้าง แต่ทำให้เศรษฐกิจอมริกาเลวร้ายลงกว่าเดิม

   ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  การค้าการลงทุนระหว่างประเทศของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก  การเจรจาการค้าระดับโลกหลายรอบที่จัดโดยองค์กรความตกลงภาษีศุลกากรและการค้า (GATT )และสืบทอดต่อเนื่องโดยองค์การการค้าโลก (WTO ) ทำให้ภาษีศุลกากรและข้อกีดกันทางการค้าอื่นๆที่ไม่ใช่ภาษี(non-tariff barriers: NTBs) ลดลงไปมาก

    ในทศวรรษ 1980  เกิดกระแสโลกาภิวัตน์ (globLizization)  ทำให้ประเทศต่างๆในโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น  ลักษณะการค้าและการลงทุนของโลกมีการเปลี่ยนแปลง การผลิตระหว่างประเทศซอยย่อยมากขึ้น  สินค้าต่างๆ มีการแบ่งขั้นตอนการผลิตไปในหลายประเทศในลักษณะของเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ (international production network: IPN)

     แม้ในสองทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทขององค์การการค้าโลกในการส่งเสริมการค้าเสรีลดลงไปมาก  มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค  มีการทวนกระแสโลกาภิวัฒน์(deglobalization) ขึ้นในส่วนต่างๆของโลก  นอกจากการตั้งกำแพงภาษีแล้ว ยังมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรในลักษณะต่างๆมากขึ้น  แต่การแบ่งขั้นตอนการผลิตของสินค้าก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  สินค้าและบริการในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สินค้าแต่ละชิ้นมีส่วนประกอบจำนวนมาก  มีการใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบที่ผลิตในหลายประเทศ  กิจกรรมต่างๆ ก็ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่มีการผลิตที่นำเข้าจากหลายประเทศ เช่นกัน

     ในปัจจุบัน สินค้าแต่ละชนิด อาจมีชิ้นส่วนที่ผลิตในหลายประเทศ สินค้าที่ผลิตในอเมริกาจำนวนมาก ต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนประกอบที่มาจากประเทศอื่น เช่น อลูมีเนียมจากแคนาดา เหล็กจากญี่ปุ่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์จากเม็กซิโก จีน และเกาหลี  ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศจีน ก็มีวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น  ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมที่ก้าวหน้า ทำให้การผลิตการค้าของประเทศต่างๆเชื่อมโยงกัน  โดยในปัจจุบัน สินค้าขั้นกลาง เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอุปกรณ์ มีสัดส่วนสำคัญในการค้าระหว่างประเทศ

      การแบ่งส่วนประกอบของสินค้าต่างๆไปในหลายประเทศ ทำให้เกิดห่วงโซ่มูลค่าโลก(global value chain)  การผลิตในแต่ละขั้นตอน มีส่วนเพิ่มมูลค่าของสินค้า  ชิ้นส่วนชนิดหนึ่งอาจผลิตในประเทศหนึ่งแล้วส่งไปเป็นส่วนประกอบของสินค้าอีกชนิดหนึ่งในอีกประเทศหนึ่ง  เมื่อประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้ว ขายในอีกประเทศหนึ่ง  เครื่องมือสื่อสารไฮเทคในอเมริกา ต้องใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าจากจีน การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา เมื่อดูผิวเผินแล้ว จะมีผลกระทบต่อจีน  แต่ผู้ผลิตอเมริกาที่ก็ต้องใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าจากจีนในราคาที่สูงขึ้นด้วย   อเมริกาจึงต้องได้รับผลกระทบในการขึ้นภาษีนี้เช่นกัน   บริษัทผลิตสินค้าไฮเทคโนโลยีในอเมริกาจึงคัดค้านการขึ้นภาษีในสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าบางชนิดในอเมริกา

    ในสามถึงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา   ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในอเมริกาเสื่อมถอยลงมาก  ในช่วงทศวรรษ 1980  มีสินค้าอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นไปตีตลาดในอเมริกา  ทำให้อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ในอเมริกาได้รับผลกระทบมาก  รัฐบาลอเมริกาในสมัยนั้น จึงไปช่วยเหลือสนับสนุนผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งอุปกรณ์กึ่งตัวนำ(semiconductor) ในเกาหลีและไต้หวันเพื่อผลิตสินค้าขึ้นมาแข่งขันกับญี่ปุ่น   ปัจจุบัน เกาหลีสามารถผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าได้หลายชนิด   บริผษัททีเอสเอสเอ็มซี(TSMC)ในไต้หวัน ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำรายใหญ่ของโลก โดยอเมริกาต้องนำเข้าสินค้าเหล่านี้จากเกาหลีและไต้หวัน จนขาดดุลการค้าจำนวนมาก

     การที่อุตสาหกรรมในอเมริกาต้องประสบกับการแข่งขันจากต่างประเทศ  สาเหตุหนึ่งคือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตในอเมริกา  เมื่อผลิตสู้ไม่ได้ ก็ต้องลดกำลังการผลิต และปลดคนงาน  ทำให้เกิดการว่างงานในระดับสูงขึ้น

   ความจริงภาคการผลิตในอเมริกามีการเสื่อมถอยมานานแล้ว ในสองทศวรรษแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อุตสาหกรรมเหล็ก รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ของอเมริกามีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในโลก  แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น   แม้ในภาคบริการ กิจกรรมบางชนิดของอเมริกายังมีความสามารถในการแข่งขันสูงและสร้างรายได้จากการส่งออกได้จำนวนมาก จนอเมริกามีการเกินดุลในการค้าบริการ   แต่ต้องมีการขาดดุลการค้ามาก และเมื่อรวมมูลค่าสินค้าและบริการเข้าด้วยกันเป็นดุล บัญชีเดินสะพัดแล้ว อเมริกาต้องขาดดุลในปริมาณที่สูงตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

     สาเหตุของการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของอเมริกา นอกจากการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว  ยังเนื่องมาจากการใช้จ่ายที่เกินตัวของชาวอเมริกันอีกด้วย คือมีการบริโภคเป็นสัดส่วนที่สูงมากในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ   อเมริกาเป็นสังคมที่ส่งเสริมการบริโภค มีสินค้าและบริการหลากหลาย  การโฆษณาส่งเสริมการขายก็เป็นไปอย่างเข้มข้น

     ตามสมการผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ  ตราบใดที่มีการใช้จ่ายเกินตัว ก็ต้องมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก วิธีการแก้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ผลิตมากขึ้นและใช้จ่ายน้อยลง  มิฉะนั้นต้องมีการนำเข้ามากกว่าส่งออกอย่างแน่นอน  อเมริกานอกจากมีการใช้จ่ายบริโภคที่สูงมากแล้วยังมีการใช้จ่ายภาครัฐสูงด้วย ในแต่ละปี มีงบประมาณกลาโหมที่สูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ  หากอเมริกาไม่สามารถแก้ปัญหาการผลิตน้อยกว่าการใช้จ่าย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการขาดดุล แม้การขึ้นภาษีจากจีนอาจมีผลทำให้มีการนำสินค้าจากจีนน้อยลงได้  แต่อเมริกาก็ต้องมีการซื้อสินค้าจากประเทศอื่นมากขึ้น และการขาดดุลโดยรวมจะไม่ลดลงแต่อย่างใด

     ทรัมป์คิดว่า หลายประเทศในโลกเอาเปรียบอเมริกาทางด้านการค้าที่ส่งสินค้าออกมาขาย มากกว่าซื้อของจากอเมริกา  แท้ที่จริงแล้ว อเมริกาสามารถพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมาใช้โดยไม่มีสินทรัพย์อะไรหนุนหลังเลย อเมริกาจึงได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลก  ที่มีการขาดดุลการค้า และมีหนี้ต่างประเทศปริมาณมหาศาลได้ โดยไม่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนประเทศอื่น  หากประเทศอื่นมีการขาดดุลการค้าและมีหนี้มาก เช่นอเมริกา คงล้มละลายไปนานแล้ว

    ระบบการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเอื้อประโยชน์ต่ออเมริกามาก   เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่เงินดอลล่าร์อเมริกาผูกติดกับทองคำ  ประเศต่างๆที่ถือเงินดอลล่าร์ สามารถเอาดอลล่าร์มาแลกเป็นทองคำไดั    อย่างไรกฟ็ตาม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ.1971 เป็นต้นมา  เงินดอลล่าร์ไม่ผูกติดกับทองคำอีกต่อไป  ผู้มีดอลล่าร์จะเอาเงินมาแลกเป็นทองคำไม่ได้   แต่ถึงอย่างนั้น เงินดอลลาร์ ก็ยังเป็นเงินสกุลหลักที่ยอมรับกันทั่วโลก ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่ออเมริกา ที่สามารถให้การใช้จ่ายเกินตัว และใช้เงินจำนวนมหาศาลในการระตุ้นเศรษฐกิจได้

     ทรัมป์เชื่อว่า อเมริกามีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีตลาดในประเทศใหญ่ จึงมีอำนาจต่อรองมากในการทำสงครามการค้า  แต่ปรากฏว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากเขาขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษี  ทั้งจีน แคนาดา และเม็กซิโก ต่างออกมาแสดงท่าทีว่า จะตอบโต้หากมีการปรับขึ้นภาษีสินค้าที่ส่งออกจากประเทศเขา

     การแสดงท่าทีของทรัมป์ ในเรื่องการขึ้นภาษีกับประเทศคู่ค้า มีผลทำให้ผู้ผลิตและประชาชนทั่วไปในอเมริกาเกิดความกังวล ดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตกลงมาก   ทรัมป์จึงเลื่อนเวลาการขึ้นภาษีต่อแคนาดาและเม็กซิโกออกไปหนึ่งเดือน  และปรับขึ้นภาษีการนำเข้าจากจีนเพียงร้อยละ 10 ในรอบแรก แต่ก็บอกว่า เขาจะปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายชนิด รวมทั้งเหล็ก อลูมิเนียม อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์จากไม้ รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์   และจะขึ้นภาษีกับทุกประเทศทั่วโลกที่มีดุลการค้าเกินดุลกับอเมริกา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่เป็นพันธมิตรของอเมริกา

    ทรัมป์มีความคิดว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่  มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆมากมาย  บางประเทศ เช่น เม็กซิโก และแคนาดา ต้องพึ่งพาตลาดอเมริกามาก  ดังนั้น ในการทำสงครามการค้า อเมริกาจะเป็นผู้ชนะ  แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งแคนาดา เม็กซิโก จีน และประเทศในทวีปยุโรป ต่างแสดงท่าทีว่า หากอเมริกามีการขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเขา ก็จะทำการตอบโต้ทันที

    มีความเป็นไปได้สูงว่า ทัศนคติของทรัมป์ในเรื่องภาษีศุลกากร จะไม่เปลี่ยนแปลง และจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่เขาเป็นประธานาธิบดี    เนื่องจากอเมริกามีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีการนำเข้าจากประเทศต่างๆทั่วโลกจำนวนมาก  สงครามการค้าที่ริเริ่มโดยอเมริกานี้ จะสร้างความเสียหายแก่ระบบการค้าโลก ซึ่งจนถึงปัจจุบัน มีความเสรี  และมีการแบ่งงานที่สอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของแต่ละประเทศได้ในระดับหนึ่ง    นโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์นี้ หากไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในโลก รวมทั้งอเมริกา ที่จะมีเศรษกิจซบเซาลง  ขาดดุลการค้าสูงขึ้น  และมีเงินเฟ้อในระดับสูงขึ้น  ประชาชนอเมริกันผู้ได้รับความเดือดร้อนมากก็คือผู้มีรายได้น้อย ที่ใช้สินค้าบริโภคราคาตํ่า ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

     ในอเมริกา มีนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์  แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย  เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีนักธุรกิจ และนักวิชาการที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีโอกาสในการกำหนดนโยบาย ในปัจจุบันประเทศไทยเศรษฐกิจตกตํ่า ความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆลดลง โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลงจำนวนมาก หุ้นตก การลงทุน และการบริโภคน้อย  รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากแจกเงินให้ประชาชน และมีความคิดที่จะเปิดบ่อนคาสิโน ซึ่งจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แต่อย่างใด   รัฐบาลกล่าวโทษธนาคารแห่งประเทศไทย  ที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค ทั้งที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยมีระดับที่ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกอยู่แล้ว เมื่อเรามีรัฐบาลที่มีแต่ผู้ไม่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์  การจะให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตคงหวังได้ยาก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com