ผลกระทบของการกีดกันทางการค้าต่อเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบของการกีดกันทางการค้าต่อเศรษฐกิจโลก
รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ในบล็อกนี้ มีหลายบทความที่กล่าวถึงสาเหตุและผลกระทบของสงครามการค้า รวมถึงความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ก่อผลเสียแก่ทั้งสองประเทศ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าเป็นประธานาธิบดีไม่ถึงเดือนก็สร้างความกังวลแก่ประเทศต่างๆในโลก เขามีนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าของอเมริกาหลายประ เทศ นโยบายนี้ไม่เพียงกระทบประเทศที่ถูกปรับขึ้นภาษีเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อประเทศอื่นๆด้วย การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาในรอบใหม่นี้ จะมีผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและการค้าของโลก ประเทศที่ไม่ถูกปรับขึ้นภาษี ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย แม้มีการเขียนเรื่องสงครามการค้ามามากแล้ว ยังมีส่วนที่น่าเขียนถึงอีก แต่สิ่งที่เคยเขียนมาในบทความก่อนหน้า จะไม่กล่าวในรายละเอียดอีก
โลกปัจจุบันมีความวุ่นวายมาก นอกจากสงครามที่ต่อสู้กันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากแล้ว ยังมีสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงครามข่าวสาร การโฆษณาชวนเชื่อจากประเทศต่างๆ
สหรัฐอเมริกามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก มีการค้าขายกับประเทศต่างๆทั่วโลก ประธานาธิบดีสหรัฐ มีขอบเขตอำนาจในการบริหารประเทศกว้างขวาง สามารถตั้งกำแพงภาษีนำเข้าได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา นโยบายการค้าต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จึงมีผลกระทบกับประเทศอื่นมาก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในที่สุด นโยบายนี้จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาด้วย คือ ไม่เพียงการขาดดุลการค้าไม่ลดลง ผู้บริโภค ผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาก็ได้รับผลกระทบทางลบด้วย การขึ้นภาษีนำเข้าทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระด้วยการซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น ผู้ผลิตก็ได้รับความเสียหาย จากการต้องซื้อวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาที่สูงขึ้น
ทรัมป์คิดว่า การกระทำดังกล่าวจะทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในอเมริกามากขึ้น เรื่องนี้อาจเป็นความจริงบางส่วน บริษัทอเมริกันที่ไปลงทุนในประเทศอื่น อาจจะกลับเข้ามาลงทุนในประเทศตนผู้ลงทุนในประเทศอื่นบางรายที่ผลิตสินค้าแล้วส่งออกมาสหรัฐอเมริกา ก็อาจย้ายการผลิตมายังสหรัฐอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี แต่สำหรับผู้ผลิตสินค้าที่แต่เดิมผลิตในต่างประเทศ และต้องอาศัยอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากประเทศอื่น หากผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่ย้ายเข้ามาลงทุนในอเมริกาด้วย เขาก็จะไม่ย้ายการลงทุนมาอเมริกา เช่นกัน

สรุปผลจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกา
ก. ประเทศที่ถูกเก็บภาษี จะส่งสินค้าไปอเมริกาได้น้อยลง และส่งผลเสียแก่เศรษฐกิจประเทศเขาได้
ข. หากประเทศคู่ค้าของอเมริกา ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนี้ ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกาเป็นการตอบโต้ จะทำให้การส่งออกของอเมริกาไปยังประเทศนี้ลดลง
ค. แรงกดดันเงินเฟ้อในอเมริกาจะสูงขึ้น สินค้านำเข้าเมื่อต้องเสียภาษีเพิ่ม ราคาขายปลีกจะขยับสูงขึ้น
ง. ผู้ผลิตสินค้าในอเมริกา ที่ต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าที่ถูกขึ้นภาษีสูงขึ้น จะรับผลกระทบจากที่ต้องซื้อสินค้าเพื่อประกอบการผลิตในราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้านั้นสูงขึ้นด้วย
จ. เศรษฐกิจของประเทศที่ไม่ใช่คู่กรณีในข้อพิพาททางการค้า ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ผู้ผลิตจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงขึ้น เช่น ผู้ผลิตในประเทศจีน จะย้ายไปลงทุนในประเทศที่ไม่ถูกกระทบ จากการขึ้นภาษีของอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีของอเมริกา ทำให้ประเทศเหล่านั้นรับการลงทุนจากประเทศจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออก การเพิ่มรายได้และการจ้างงาน แต่ถ้าอเมริกาก็เก็บภาษีจากประเทศเหล่านี้สูงขึ้นเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของผู้ผลิตจากจีน การส่งออกของประเทศเหล่านี้ไปอเมริกาก็จะถูกกระทบไปด้วย
ฉ. สงครามการค้าที่เริ่มโดยอเมริกา จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจการค้าโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ถ้ามีการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้กันเป็นหลายระลอก ระหว่างอเมริกาและประเทศคู่ค้า ก็จะส่งผลกระทบไปในวงกว้าง ทำให้ภาวะเงินเฟ้อและการว่างงานในประเทศต่างๆเพิ่มสูงขึ้นได้
จากที่ได้กล่าวมานี้ เห็นได้ว่า สงครามการค้าไม่ทำให้ผู้ใดได้ประโยชน์ การขึ้นภาษีของอเมริกาทำให้ประเทศอื่นรับความเสียหาย แต่อเมริกา ก็ต้องรับความเสียหายไปด้วย การคุ้มครองทางการค้าไม่สามารถทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ทรัมป์อวดอ้าง แต่ทำให้เศรษฐกิจอมริกาเลวร้ายลงกว่าเดิม
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การค้าการลงทุนระหว่างประเทศของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก การเจรจาการค้าระดับโลกหลายรอบที่จัดโดยองค์กรความตกลงภาษีศุลกากรและการค้า (GATT )และสืบทอดต่อเนื่องโดยองค์การการค้าโลก (WTO ) ทำให้ภาษีศุลกากรและข้อกีดกันทางการค้าอื่นๆที่ไม่ใช่ภาษี(non-tariff barriers: NTBs) ลดลงไปมาก
ในทศวรรษ 1980 เกิดกระแสโลกาภิวัตน์ (globLizization) ทำให้ประเทศต่างๆในโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น ลักษณะการค้าและการลงทุนของโลกมีการเปลี่ยนแปลง การผลิตระหว่างประเทศซอยย่อยมากขึ้น สินค้าต่างๆ มีการแบ่งขั้นตอนการผลิตไปในหลายประเทศในลักษณะของเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ (international production network: IPN)
แม้ในสองทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทขององค์การการค้าโลกในการส่งเสริมการค้าเสรีลดลงไปมาก มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค มีการทวนกระแสโลกาภิวัฒน์(deglobalization) ขึ้นในส่วนต่างๆของโลก นอกจากการตั้งกำแพงภาษีแล้ว ยังมีการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรในลักษณะต่างๆมากขึ้น แต่การแบ่งขั้นตอนการผลิตของสินค้าก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สินค้าและบริการในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สินค้าแต่ละชิ้นมีส่วนประกอบจำนวนมาก มีการใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบที่ผลิตในหลายประเทศ กิจกรรมต่างๆ ก็ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่มีการผลิตที่นำเข้าจากหลายประเทศ เช่นกัน
ในปัจจุบัน สินค้าแต่ละชนิด อาจมีชิ้นส่วนที่ผลิตในหลายประเทศ สินค้าที่ผลิตในอเมริกาจำนวนมาก ต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนประกอบที่มาจากประเทศอื่น เช่น อลูมีเนียมจากแคนาดา เหล็กจากญี่ปุ่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์จากเม็กซิโก จีน และเกาหลี ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศจีน ก็มีวัตถุดิบที่นำเข้าจากญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมที่ก้าวหน้า ทำให้การผลิตการค้าของประเทศต่างๆเชื่อมโยงกัน โดยในปัจจุบัน สินค้าขั้นกลาง เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอุปกรณ์ มีสัดส่วนสำคัญในการค้าระหว่างประเทศ
การแบ่งส่วนประกอบของสินค้าต่างๆไปในหลายประเทศ ทำให้เกิดห่วงโซ่มูลค่าโลก(global value chain) การผลิตในแต่ละขั้นตอน มีส่วนเพิ่มมูลค่าของสินค้า ชิ้นส่วนชนิดหนึ่งอาจผลิตในประเทศหนึ่งแล้วส่งไปเป็นส่วนประกอบของสินค้าอีกชนิดหนึ่งในอีกประเทศหนึ่ง เมื่อประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปแล้ว ขายในอีกประเทศหนึ่ง เครื่องมือสื่อสารไฮเทคในอเมริกา ต้องใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าจากจีน การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา เมื่อดูผิวเผินแล้ว จะมีผลกระทบต่อจีน แต่ผู้ผลิตอเมริกาที่ก็ต้องใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าจากจีนในราคาที่สูงขึ้นด้วย อเมริกาจึงต้องได้รับผลกระทบในการขึ้นภาษีนี้เช่นกัน บริษัทผลิตสินค้าไฮเทคโนโลยีในอเมริกาจึงคัดค้านการขึ้นภาษีในสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าบางชนิดในอเมริกา
ในสามถึงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในอเมริกาเสื่อมถอยลงมาก ในช่วงทศวรรษ 1980 มีสินค้าอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นไปตีตลาดในอเมริกา ทำให้อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ในอเมริกาได้รับผลกระทบมาก รัฐบาลอเมริกาในสมัยนั้น จึงไปช่วยเหลือสนับสนุนผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งอุปกรณ์กึ่งตัวนำ(semiconductor) ในเกาหลีและไต้หวันเพื่อผลิตสินค้าขึ้นมาแข่งขันกับญี่ปุ่น ปัจจุบัน เกาหลีสามารถผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าได้หลายชนิด บริผษัททีเอสเอสเอ็มซี(TSMC)ในไต้หวัน ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำรายใหญ่ของโลก โดยอเมริกาต้องนำเข้าสินค้าเหล่านี้จากเกาหลีและไต้หวัน จนขาดดุลการค้าจำนวนมาก
การที่อุตสาหกรรมในอเมริกาต้องประสบกับการแข่งขันจากต่างประเทศ สาเหตุหนึ่งคือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตในอเมริกา เมื่อผลิตสู้ไม่ได้ ก็ต้องลดกำลังการผลิต และปลดคนงาน ทำให้เกิดการว่างงานในระดับสูงขึ้น
ความจริงภาคการผลิตในอเมริกามีการเสื่อมถอยมานานแล้ว ในสองทศวรรษแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อุตสาหกรรมเหล็ก รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ของอเมริกามีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในโลก แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น แม้ในภาคบริการ กิจกรรมบางชนิดของอเมริกายังมีความสามารถในการแข่งขันสูงและสร้างรายได้จากการส่งออกได้จำนวนมาก จนอเมริกามีการเกินดุลในการค้าบริการ แต่ต้องมีการขาดดุลการค้ามาก และเมื่อรวมมูลค่าสินค้าและบริการเข้าด้วยกันเป็นดุล บัญชีเดินสะพัดแล้ว อเมริกาต้องขาดดุลในปริมาณที่สูงตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
สาเหตุของการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของอเมริกา นอกจากการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังเนื่องมาจากการใช้จ่ายที่เกินตัวของชาวอเมริกันอีกด้วย คือมีการบริโภคเป็นสัดส่วนที่สูงมากในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ อเมริกาเป็นสังคมที่ส่งเสริมการบริโภค มีสินค้าและบริการหลากหลาย การโฆษณาส่งเสริมการขายก็เป็นไปอย่างเข้มข้น
ตามสมการผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ตราบใดที่มีการใช้จ่ายเกินตัว ก็ต้องมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก วิธีการแก้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ผลิตมากขึ้นและใช้จ่ายน้อยลง มิฉะนั้นต้องมีการนำเข้ามากกว่าส่งออกอย่างแน่นอน อเมริกานอกจากมีการใช้จ่ายบริโภคที่สูงมากแล้วยังมีการใช้จ่ายภาครัฐสูงด้วย ในแต่ละปี มีงบประมาณกลาโหมที่สูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ หากอเมริกาไม่สามารถแก้ปัญหาการผลิตน้อยกว่าการใช้จ่าย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการขาดดุล แม้การขึ้นภาษีจากจีนอาจมีผลทำให้มีการนำสินค้าจากจีนน้อยลงได้ แต่อเมริกาก็ต้องมีการซื้อสินค้าจากประเทศอื่นมากขึ้น และการขาดดุลโดยรวมจะไม่ลดลงแต่อย่างใด
ทรัมป์คิดว่า หลายประเทศในโลกเอาเปรียบอเมริกาทางด้านการค้าที่ส่งสินค้าออกมาขาย มากกว่าซื้อของจากอเมริกา แท้ที่จริงแล้ว อเมริกาสามารถพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมาใช้โดยไม่มีสินทรัพย์อะไรหนุนหลังเลย อเมริกาจึงได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลก ที่มีการขาดดุลการค้า และมีหนี้ต่างประเทศปริมาณมหาศาลได้ โดยไม่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจเหมือนประเทศอื่น หากประเทศอื่นมีการขาดดุลการค้าและมีหนี้มาก เช่นอเมริกา คงล้มละลายไปนานแล้ว
ระบบการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเอื้อประโยชน์ต่ออเมริกามาก เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่เงินดอลล่าร์อเมริกาผูกติดกับทองคำ ประเศต่างๆที่ถือเงินดอลล่าร์ สามารถเอาดอลล่าร์มาแลกเป็นทองคำไดั อย่างไรกฟ็ตาม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ.1971 เป็นต้นมา เงินดอลล่าร์ไม่ผูกติดกับทองคำอีกต่อไป ผู้มีดอลล่าร์จะเอาเงินมาแลกเป็นทองคำไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เงินดอลลาร์ ก็ยังเป็นเงินสกุลหลักที่ยอมรับกันทั่วโลก ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่ออเมริกา ที่สามารถให้การใช้จ่ายเกินตัว และใช้เงินจำนวนมหาศาลในการระตุ้นเศรษฐกิจได้
ทรัมป์เชื่อว่า อเมริกามีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีตลาดในประเทศใหญ่ จึงมีอำนาจต่อรองมากในการทำสงครามการค้า แต่ปรากฏว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากเขาขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษี ทั้งจีน แคนาดา และเม็กซิโก ต่างออกมาแสดงท่าทีว่า จะตอบโต้หากมีการปรับขึ้นภาษีสินค้าที่ส่งออกจากประเทศเขา
การแสดงท่าทีของทรัมป์ ในเรื่องการขึ้นภาษีกับประเทศคู่ค้า มีผลทำให้ผู้ผลิตและประชาชนทั่วไปในอเมริกาเกิดความกังวล ดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตกลงมาก ทรัมป์จึงเลื่อนเวลาการขึ้นภาษีต่อแคนาดาและเม็กซิโกออกไปหนึ่งเดือน และปรับขึ้นภาษีการนำเข้าจากจีนเพียงร้อยละ 10 ในรอบแรก แต่ก็บอกว่า เขาจะปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายชนิด รวมทั้งเหล็ก อลูมิเนียม อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์จากไม้ รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ และจะขึ้นภาษีกับทุกประเทศทั่วโลกที่มีดุลการค้าเกินดุลกับอเมริกา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่เป็นพันธมิตรของอเมริกา
ทรัมป์มีความคิดว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆมากมาย บางประเทศ เช่น เม็กซิโก และแคนาดา ต้องพึ่งพาตลาดอเมริกามาก ดังนั้น ในการทำสงครามการค้า อเมริกาจะเป็นผู้ชนะ แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งแคนาดา เม็กซิโก จีน และประเทศในทวีปยุโรป ต่างแสดงท่าทีว่า หากอเมริกามีการขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากประเทศเขา ก็จะทำการตอบโต้ทันที
มีความเป็นไปได้สูงว่า ทัศนคติของทรัมป์ในเรื่องภาษีศุลกากร จะไม่เปลี่ยนแปลง และจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่เขาเป็นประธานาธิบดี เนื่องจากอเมริกามีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีการนำเข้าจากประเทศต่างๆทั่วโลกจำนวนมาก สงครามการค้าที่ริเริ่มโดยอเมริกานี้ จะสร้างความเสียหายแก่ระบบการค้าโลก ซึ่งจนถึงปัจจุบัน มีความเสรี และมีการแบ่งงานที่สอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของแต่ละประเทศได้ในระดับหนึ่ง นโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์นี้ หากไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในโลก รวมทั้งอเมริกา ที่จะมีเศรษกิจซบเซาลง ขาดดุลการค้าสูงขึ้น และมีเงินเฟ้อในระดับสูงขึ้น ประชาชนอเมริกันผู้ได้รับความเดือดร้อนมากก็คือผู้มีรายได้น้อย ที่ใช้สินค้าบริโภคราคาตํ่า ที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ในอเมริกา มีนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีนักธุรกิจ และนักวิชาการที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีโอกาสในการกำหนดนโยบาย ในปัจจุบันประเทศไทยเศรษฐกิจตกตํ่า ความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆลดลง โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลงจำนวนมาก หุ้นตก การลงทุน และการบริโภคน้อย รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากแจกเงินให้ประชาชน และมีความคิดที่จะเปิดบ่อนคาสิโน ซึ่งจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แต่อย่างใด รัฐบาลกล่าวโทษธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค ทั้งที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยมีระดับที่ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกอยู่แล้ว เมื่อเรามีรัฐบาลที่มีแต่ผู้ไม่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ การจะให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตคงหวังได้ยาก








